แม่ท้องกินนมมาก ลูกอาจเสี่ยงแพ้นมวัวจริงหรือ?
ในความคิดหรือความเชื่อของคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆ ท่าน ยังมีความคิดและดูจากโฆษณาต่างๆ จนทำให้เชื่อว่า ตอนท้องแม่ต้องดื่มนมมากๆ เพื่อบำรุงให้แม่และลูกแข็งแรง ซึ่งความจริงแล้วข้อมูลนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ เพราะเรื่องของการกินอาหารและกินนมของแม่ท้องนั้น วิธีที่ดีและถูกต้องที่สุดคือกินอย่างเหมาะสม หลากหลายไม่ซ้ำและกินมากจนเกินไป
โดยเฉพาะเรื่องการกินนมในแม่ท้อง ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะมีข้อมูลออกมาบอกว่า การที่คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมวัวมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้ลูกแพ้นมวัวได้ตั้งแต่แรกเกิด เราจึงขอนำความรู้ดีๆ เกี่ยวกับโภชนาการและการกินนมวัวมาอธิบายให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้เข้าใจ เพื่อให้กินอาหารและดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมมาฝากค่ะ

แม่ท้องกินนมวัวมาก ลูกอาจแพ้ได้จริงหรือ?
ข้อมูลนี้เป็นความจริงค่ะ เพราะการที่ร่างกายคุณแม่ได้รับสารอาหารอะไรมากจนเกินไป จะสามารถกระตุ้นให้ลูกน้อยมีอาการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ ได้ตั้งแต่หลังคลอด นั่นคือนมวัวที่กินมากไปนั้น จะไปทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมและโปรตีนนมวัว เป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ที่ส่งผลกับลูกน้อยในครรภ์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จนกระตุ้นให้เกิดการแพ้ โดยจะมีอาการแสดงของการแพ้นมวัวได้แก่
- อาการทางผิวหนัง เป็นผื่น ลมพิษ ผื่นแพ้บริเวณผิวหนัง
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด ขับถ่ายผิดปกติ
- อาการทางระบบหายใจ เช่น หายใจมีเสียงดังวี้ด หายใจไม่ออก มีเสมหะเรื้อรัง
ซึ่งปกติแล้วการที่ลูกน้อยจะแพ้นมวัว แพ้อาหาร หรือเป็นภูมิแพ้ได้นั้น สาเหตุใหญ่หลักๆ คือ
- จากพันธุกรรม คือการที่ครอบครัวมีประวัติเป็นภูมิแพ้ หรือแพ้อาหาร มีคุณพ่อคุณแม่ป่วยเป็นภูมิแพ้ แพ้อาหารต่างๆ เป็นหอบหืด รวมถึงประวัติของพี่น้องและญาติ
- การกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น ได้รับควันบุหรี่ ควันพิษ สารพิษ ละอองเกสร ขนสัตว์ แมลง และอื่นๆ กรณีนี้จะสังเกตได้ในผู้ใหญาบางคนที่ไม่เคยเป็นภูมิแพ้เลยตั้งแต่เด็ก และมาเป็นตอนทำงาน ตอนเรียน ที่ต้องเจอกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีสารกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการแพ้ได้
- การที่ลูกได้รับนมวัวตั้งแต่แรกเกิด หรือคุณแม่ดื่มนมวัวปริมาณมากทุกวันในช่วงที่ให้นมแม่กับลูก เพราะโปรตีนที่ลูกได้รับจากนมวัวที่คุณแม่กินเข้าไปมากๆ จะสามารถผ่านไปทางน้ำนม กระตุ้นให้ลูกน้อยมีอาการแพ้นมวัวได้ด้วย
- ลูกน้อยได้รับการกระตุ้นจากการรับประทานอาหารของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ เช่น จากความคิดของคุณแม่หลายๆ ท่านที่เชื่อว่าในช่วงท้อง ยิ่งต้องบำรุงด้วยนมวัวมากๆ คือจากที่ปกติก่อนตั้งครรภ์เคยดื่มสัปดาห์ละ 2 แก้ว หรือวันละ 1 แก้ว แต่พอท้องกลับดื่มนมวันละเป็นลิตร ซึ่งการดื่มนมมากเกินกว่าปกติที่เคยกิน จะส่งผลกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดอาการแพ้นมวัวได้นั่นเอง
นอกจากนี้ยังไม่รวมกับโปรตีนในนมวัวที่คุณแม่ได้รับจากอาหารอื่นๆ ที่แฝงไปด้วยนมอีก เช่น เบเกอรี่ ไอศกรีม เนย ชีส ยิ่งทำให้คุณแม่ได้รับโปรตีนจากนมวัวมากเกินไป ทำให้ลูกน้อยแพ้นมวัวได้ตั้งแต่หลังคลอด

นมอะไร? ที่คุณแม่ท้องดื่มได้บ้าง
- นมวัว ยังคงเป็นนมที่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถดื่มได้ เพราะมีโปรตีนและแคลเซียมที่สำคัญและจำเป็นสำหรับสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อยในท้อง แต่ไม่ควรดื่มในปริมาณมากเกินไป ควรดื่มแค่ปริมาณที่เคยดื่มก่อนตั้งครรภ์ หรือน้อยกว่านั้นก็ได้ พร้อมกับเลือกดื่มนมอื่นๆ สลับไปด้วย
โดยนมวัวที่คุณแม่ดื่มได้ในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ซึ่งนมสำหรับแม่ท้องที่แนะนำคือ นมนมสดพาสเจอไรส์ชนิดพร่องมันเนย เพราะได้คุณค่าสารอาหารที่ต้องการโดยที่ตัวแม่ตั้งครรภ์ไม่ต้องรับไขมันมากเกินไป แต่ข้อเสียคือนมชนิดนี้อายุสั้น เก็บไว้ได้ไม่นาน กรณีที่คุณแม่ดื่มนมชนิดนี้ไม่ได้ก็อาจเลือกนมชนิดอื่นแทน เช่น นมสดยูเอชที นมสดพร่องมันเนย นมสดสเตอริไรซ์ สลับกับโยเกิร์ต โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอันดับแรกคือ เลือกพิจารณาถึงปริมาณสารอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียม(ข้างกล่อง) เพื่อให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอมากที่สุดค่ะ
- นมแพะ นมแกะ หากคุณแม่สามารถดื่มได้ ก็เป็นนมที่แม่ท้องกินได้เหมือนนมวัว แต่ข้อควรระวังจะเหมือนกันคือ ไม่ดื่มในปริมาณมากเกินไป กินซ้ำๆ ทุกวันเป็นประจำ เพราะนมแพะ นมแกะ ก็มีโปรตีนที่เหมือนกับนมวัว และสามารถกระตุ้นให้ลูกน้อยมีอาการแพ้ได้เช่นเดียวกัน
- นมจากถั่วเหลือง เป็นนมที่คุณแม่สามารถกินได้ เพราะมีแคลเซียมสูง พร้อมโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ แต่มีคุณแม่หลายท่าน กลัวลูกแพ้นมวัวจนไม่กล้ากินนมวัว และถามว่ากินนมถั่วเหลืองมากๆ แทนได้ไหม? ตอบว่าก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะลูกก็ยังมีโอกาสแพ้ถั่วเหลืองได้เช่นเดียวกับนมวัว ดังนั้นเวลาคุณแม่ดื่มนมถั่วเหลือง ก็ไม่ควรดื่มมากเป็นประจำ ควรกินสลับกับนมอื่นๆ บ้างในบางครั้งเท่านั้นก็เพียงพอ
- นมทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น นมถั่วชนิดต่างๆ นมอัลมอนด์ นมวอลนัต น้ำนมข้าว นมข้างโพด นมธัญพืช ก็เป็นนมที่คุณแม่สามารถดื่มได้เช่นกัน แต่ก็ควรจะสลับกันดื่มให้หลากหลาย ไม่กินซ้ำๆ ทุกวัน หรือกินครั้งละมากๆ
หากแม่ไม่แพ้ ไม่ต้องงด
* คุณแม่ไม่จำเป็นต้องงดอาการกลุ่มเสี่ยงต่อการแพ้ต่างๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ ถั่วเหลือง แป้งสาลี ถั่วลิสง หรืออาหารทะเล เพียงเพราะกลัวว่าลูกจะแพ้ ยกเว้นกรณีคุณแม่แพ้อาหารเหล่านั้นจึงควรงด ฉะนั้นหากแม่กินได้ไม่แพ้ ก็สามารถทานอาหารต่างๆ ต่อไป เพราะหากคุณแม่งดกินอาหารเหล่านี้ อาจทำให้ร่างกายของแม่และลูกน้อยขาดสารอาหารสำคัญบางชนิด จนส่งผลเสียต่อสุขภาพลูกน้อยในอนาคต
กินนมแค่ไหน ดีต่อสุขภาพแม่และลูกเบบี๋ในท้อง
โภชนาการที่ดีและเหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุด คือ การกินอาหารให้หลากหลายครบถ้วน 5 หมู่ ไม่จำเจ ไม่ซ้ำซาก ดังนั้นคุณแม่จึงไม่จำเป็นต้องดื่มนมทุกวัน หรือตั้งเป็นกฎว่าต้องกินวันละ 1 กล่อง เพราะโปรตีน แคลเซียมและสารอาหารสำคัญมีอยู่ในอาหารอื่นๆ ทั้งเนื้อสัตสว์ และผัก ผลไม้มากมาย รวมถึงในอาหารอื่นๆ ที่แฝงผลิตภัณฑ์จากนมวัวไว้ในปริมาณมากอย่างที่คุณแม่คาดไม่ถึง เช่น ไอศครีม 1 แกลลอน ทำจากนม 6 แกลลอน ส่วนชีส 1 กิโลกรัมนั้นทำจากนมถึง 10 ลิตร
โดยอาหารที่แนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เพื่อลดความเสี่ยงความผิดปกติของสมองและไขสันหลังให้ลูกน้อย คืออาหารที่มีโฟลิค เช่น ตับ ไข่แดง ผักสีเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง หรือ โฟลิคเม็ดที่ได้จากคุณหมอ ฉะนั้นช่วงนี้ยังไม่ต้องการแคลอรี่และแคลเซียมเพิ่มขึ้นมากนัก จึงอาจไม่ต้องกินนมให้มาก พอตั้งครรภ์ 6 เดือนหลัง ร่างกายคุณแม่จะต้องการแคลอรี่เพิ่มขึ้นจาก 2,000 เป็น 2,500 กิโลแคลอรี่/วัน(แคลอรี่เพิ่มขึ้น 500 กิโลแคลอรี่ ก็เทียบเท่ากับก๋วยเตี๋ยว หรือ อาหารจานเดียวเพิ่มขึ้นอีก 1 ชาม/วันเท่านั้น) ต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้นจาก 1,000 เป็น 1,200 มก./วัน
ฉะนั้นคุณแม่จะกินนมวัวนม หรือนมถั่วเหลือง แค่สัปดาห์ละ 2-3 แก้วก็ได้ หรือจะสลับดื่มนมต่างๆ ไม่เกินวันละ 2 แก้วก็ได้ ไม่ต้องเน้นกินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป กินแคลเซียมธรรมชาติจากผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดพืช ให้หลากหลาย หรืองาดำแทน รวมถึงแคลเซียมเม็ดที่คุณหมอสูติให้ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณแม่กินอาหารอื่นๆเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะได้แคลอรี่ส่วนเกิน ปัญหาที่ตามมาคือ น้ำหนักคุณแม่จะขึ้นมากเกินไป ควบคุมไม่ได้ และหากกินนมวัวมากเกินไป นอกจากน้ำหนักที่เพิ่มมากไป ยังเป็นสาเหตุให้ลูกแพ้นมวัวหลังคลอดได้อีกด้วย
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
เครื่องปั๊มนมเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งของคุณแม่ลูกอ่อน โดเฉพาะคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้กินนมแม่อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด เครื่องปั๊มนมจะช่วยให้คุณแม่ปั๊มนมได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการคัดเต้านม ซึ่งการที่คุณแม่ปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากยิ่งขึ้น ทำให้คุณแม่สามารถสต็อกน้ำนมได้ตามความต้องการ ปัจจุบันในท้องตลาดมีเครื่องปั๊มนมหลากหลายยี่ห้อมากมาย และก็มีหลายประเภทให้เลือกซื้อ คุณแม่บางคนอาจสงสัยว่าควรเลือกแบบไหน จะเลือกเครื่องปั๊มนม ยี่ห้อไหนดี ? BabyGift มีเครื่องปั๊มนมน่าใช้ในปี 2025 มาแนะนำให้เหล่าคุณแม่ได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกันเลยค่ะ เครื่องปั๊มนม ยี่ห้อไหนดี ? เครื่องปั๊มนมแบบไหนที่ถูกใจคุณแม่บ้าง ? เครื่องปั๊มนมนั้นจำเป็นสำหรับคุณแม่อย่างมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกและต้องกลับไปทำงานหลังลาคลอดทำให้ไม่ได้ให้ลูกกินนมจากเต้าเหมือนตอนอยู่บ้าน เครื่องปั๊มนมนั้นก็มีประโยชน์มากมาย อย่างเช่น ทำให้คุณแม่ปั๊มนมเก็บลงสต็อกได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นน้ำนม เสมือนว่ามีทารกดูดน้ำนมอย่างเสมอซึ่งช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมได้มากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยบรรเทาอาการคัดเต้านม และทำให้คุณแม่ได้มีเวลาพักผ่อนหรือมีเวลาทำกิจกรรมส่วนตัวเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ลูกดูดนมสต็อกในขวดแทนการดูดจากเต้า เรียกว่าเครื่องปั๊มนมนั้นมีความจำเป็นมากทีเดียวเลยค่ะ แล้วจะเลือกเครื่องปั๊มนม ยี่ห้อไหนดี ? ก็ต้องดูว่าแต่ละรุ่นแต่ละแบบนั้น ตอบโจทย์การใช้งานของคุณแม่ได้มากน้อยอย่างไร สำหรับคุณแม่ที่อาจจะกำลังสงสัยว่าเครื่องปั๊มนม มีกี่แบบ ? โดยหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 แบบด้วยกันดังนี้ค่ะ BabyGift แนะนำเครื่องปั๊มนม 10 อันดับน่าใช้ประจำปี 2025 รู้กันแล้วว่ามีกี่ประเภท ตอนนี้เราลองมาดูยี่ห้อน่าใช้กันต่ะค่ะ ปัจจุบันตามท้องตลาดก็มีเครื่องปั๊มนมจำหน่ายมากมาย ทั้งแบบปั๊มมือ และแบบไฟฟ้า มีฟังก์ชั่นให้เลือกอย่างหลากหลาย […]
ถึงเวลาเปลี่ยนคาร์ซีทกันแล้วหรือยังคะ ? เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาอ่านบทความนี้ก็คงจะมีประสบการณ์เลือกคาร์ซีทเด็กเล็กกันมาบ้างแล้ว ตอนนี้กำลังมองหาคาร์ซีทเด็กโตให้กับเจ้าตัวน้อยที่กำลังนั่งตัวเดิมแล้วดูอึดอัดกันอยู่ใช่หรือเปล่าคะ ? ในบทความนี้ BabyGift จะชวนคุณพ่อคุณแม่มาดู 10 รุ่นคุณภาพดี พร้อมกับแนะนำการเลือกคาร์ซีทสำหรับเด็กโตกัน ลองมาดูกันว่า เมื่อเจ้าตัวเล็กของเราเริ่มจะโตขึ้น เราต้องใส่ใจกับเรื่องอะไรบ้าง มีคาร์ซีทรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ มาหาคำตอบกันได้จากบทความนี้ค่ะ 10 คาร์ซีทเด็กโตคุณภาพดี แนะนำรุ่นฮิต ถูกใจคุณพ่อคุณแม่ by babyGift ! การเลือกคาร์ซีทนั้น นอกจากจะเลือกตามอายุ น้ำหนัก หรือส่วนสูงของลูกน้อยแล้ว อายุการใช้งานของคาร์ซีทก็เป็นสิ่งที่เราควรจะพิจารณาเป็นพิเศษ ก่อนที่เราจะไปดูคาร์ซีทสำหรับเด็กโตทั้ง 10 รุ่นที่ BabyGift แนะนำ จะขอพาผู้อ่านทุกคนมาทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญ และประเด็นต่างๆ ที่ควรจะพิจารณาก่อนเปลี่ยนคาร์ซีทกันก่อนค่ะ คาร์ซีทเด็กโต จำเป็นไหม ? ทำไมเด็กโตถึงยังต้องใช้คาร์ซีท สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ลูกนั่งคาร์ซีทตั้งแต่เป็นยังเป็นเด็กเล็กก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องการฝึกลูกนั่งคาร์ซีท แต่สำหรับบ้านไหนที่เด็กๆ เริ่มโตแล้ว และจะต้องนั่งคาร์ซีทตามข้อกฏหมายอันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 2566 เป็นต้นมา ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ การฝึกลูกนั่งคาร์ซีทไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป แต่ก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า คาร์ซีทสำหรับเด็กโต มีความจำเป็นไหม ? ซึ่งคาร์ซีทสำหรับเด็กโตนั้น […]
เริ่มต้นอย่างไรดี? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มให้นมลูก การให้นมแม่เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก เพราะน้ำนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน พัฒนาสมอง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ – ลูก แต่สำหรับ คุณแม่มือใหม่ สิ่งนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวล เช่น ก่อนเริ่มปั๊มนมหรือให้นม ควรรู้พื้นฐานดังนี้: ✔ ร่างกายผลิตน้ำนมตาม “ความต้องการ”ยิ่งลูกดูดหรือแม่ปั๊มบ่อย → ยิ่งมีน้ำนมมา (หลักการ Supply & Demand) ✔ 3–5 วันแรกเป็น “น้ำนมเหลือง (Colostrum)”อุดมด้วยภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีมากที่สุด ✔ ช่วงแรกอาจมีเจ็บหัวนม ตึงเต้า หรือกังวลเรื่องน้ำนมถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถแก้ไขได้ เช่น คุณแม่มือใหม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง? (สำคัญมาก) ต่อไปนี้คือ “ชุดอุปกรณ์จำเป็น” ที่แนะนำให้มีตั้งแต่วันแรก: 1. เครื่องปั๊มนม (สำคัญที่สุด) ช่วยในการ 2. ถุงเก็บน้ำนม / ขวดเก็บน้ำนม 3. กรวยปั๊มนม “ต้องพอดี” 4. ผ้าคลุมให้นม / เสื้อปั๊มนม 5. […]
เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วขอคารวะให้กับความสตรองของแม่ๆ แต่ยิ่งใกล้วันครบกำหนดคลอดเท่าไหร่กลับยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม แถมร่างกายของคุณแม่ช่วงนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงแบบเยอะมากๆ คุณแม่บ้านไหนที่กำลังกังวลเรื่องท้องเล็ก ช่วง 6 เดือนนี่แหละค่ะ ที่ท้องของคุณแม่ๆ จะเริ่มใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมน้ำหนักก็ยังขึ้นพรวดๆ แบบก้าวกระโดด ช่วงนี้คุณแม่จะหิวเป็นพิเศษ แถมยังต้องทานอาหารเยอะขึ้นกว่าเดิมเพราะลูกน้อยของคุณแม่กำลังช่วยใช้พลังงาน ตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป คุณแม่อาจจะรู้สึกถึงอาการท้องแข็ง อาการท้องแข็งคือเวลาที่มดลูกของคุณแม่หดตัว ท้องของคุณแม่ก็จะแข็งนูนขึ้นมาค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าไม่ได้เกิดแบบถี่ๆ ติดต่อกัน และเพราะความเปลี่ยนแปลงเยอะแยะเหล่านี้นี่แหละ ทำให้คุณแม่อาจจะต้องดูแลช่วงครึ่งหลังนี้เป็นพิเศษ เรามาดู 6 เรื่องที่คุณแม่ท้อง 6 เดือนต้องระวังกันค่ะ 1.ความเครียดไม่ใช่เรื่องดี อันที่จริงเรื่องความเครียดก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังตั้งแต่ตั้งครรภ์แรกๆ แล้วเนอะ แต่อย่างที่บอกค่ะ ว่าช่วงนี้คุณแม่จะเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก อาจจะทำให้เกิดความเครียดไม่รู้ตัว เช่น คุณแม่บางคนอาจจะเป็นกังวลกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาของตัวเอง หรือบางคนอาจจะมีอาการปวดชายโครงเพราะท้องที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการเครียดตามมา หากคุณแม่เกิดอาการเครียดมากๆ แล้ว จะส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนและสารเคมี ซึ่งเจ้าสารเคมีตัวนี้จะส่งผลโดยตรงกับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ค่ะ คุณแม่ที่เครียดมักจะคลอดก่อนกำหนด แถมยังทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์อีกด้วย 2.ไม่ใช่เวลาของกิจกรรมผาดโผน ด้วยขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้น การทำกิจกรรมผาดโผนต่างๆ อาจเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระแทกบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างยิ่งค่ะ แถมการที่คุณแม่เคลื่อนไหวตัวอย่างรวดเร็วหรือทำอะไรแบบปุปปับ ยังเป็นสาเหตุทำให้มดลูกเกิดการบีบรัดตัว เกิดอาการท้องแข็ง และถ้าเกิดคุณแม่มีอาการท้องแข็งบ่อยๆ เข้าล่ะก็ เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดอยู่นะ 3. […]
การเตรียมตัวสำหรับเด็กแรกเกิดนั้นมีสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคาร์ซีท เป้อุ้มเด็ก รถเข็นเด็ก เปลนอน ขวดนม ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ของใช้ประจำตัวลูก ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เตียงนอนเด็กแรกเกิดซึ่งจำเป็นสำหรับลูกน้อยมาก ๆ ปัจจุบันมีคำแนะนำว่าควรมีเตียงนอนแยกจากเตียงพ่อแม่ โดยสามารถตั้งไว้ข้างๆ เตียงของพ่อแม่ได้ แต่ไม่ควรอุ้มทารกมานอนเตียงเดียวกับเรา เพื่อป้องกันการนอนทับลูกขณะหลับ ทั้งยังช่วยป้องกันลูกตื่นเวลาที่เราเผลอพลิกตัว ทำให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ เตียงนอนสำหรับเด็กมีกี่แบบ จะเลือกอย่างไรดี มียี่ห้อไหนน่าใช้บ้าง BabyGift มีข้อมูลมาฝากแล้วค่ะ เตียงนอนเด็กแรกเกิดจำเป็นหรือไม่ นอนกับพ่อแม่ได้หรือเปล่า ? เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจเกิดความสัยขึ้นมาว่า เตียงนอนเด็กแรกเกิดนั้นมีความจำเป็นหรือไม่ สามารถให้ลูกนอนเตียงเดียวกับเราได้หรือเปล่า ? ปัจจุบันมีคำแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กทารกนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่ เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับลูก ข้อมูลจาก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวไว้ว่า เด็กมีโอกาสเสียชีวิตจากการถูกทับโดยพ่อแม่จนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต เช่น ในคุณพ่อคุณแม่บางคนที่หลับลึก นอนหลับสนิทมาก หรือรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้หลับลึก เช่น ยาแก้หวัด หรือยาชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้หลับสนิทก็อาจเผลอพลิกตัวนอนทับลูกโดยไม่รู้ตัวจนทำให้ลูกขาดอากาศหายใจได้ หรือผ้าห่มของผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักอาจไปคลุมศีรษะเด็ก ทำให้หายใจไม่สะดวก หรือมีโอกาสที่ลูกจะถูกหมอนทับหน้าทำให้ขาดอากาศหายใจได้เช่นกัน แม้กระทั่งคุณพ่อคุณแม่นอนดิ้นและอาจเบียดลูกตกเตียงได้ ดังนั้นแล้ว เตียงนอนเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะที่แยกที่นอนลูกเป็นสัดส่วนจึงสำคัญและจำเป็นมาก ๆ […]
เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวพร้อมกับลูกวัยเบบี๋ อาจทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านกังวลใจในการ พาลูกขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ลูกน้อยจะเดินทางไหวไหม? ต้องเตรียมของใช้อะไรไปบ้าง? ลูกเดินทางได้อายุเท่าไร? มีอะไรที่เอาขึ้นเครื่องบินไปได้หรือไม่ได้บ้าง? จะนั่งตรงไหนให้ปลอดภัยเลี้ยงลูกได้สะดวก? ลูกหิวหรือร้องงอแงจะทำอย่างไรได้บ้างนะ? ทุกเรื่องที่คุณแม่กังวลใจจัดการได้ไม่ยาก แค่เพียงทำตามข้อมูลและคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ 4 เรื่องต้องรู้ก่อน พาลูกขึ้นเครื่องบิน เมื่อคุณแม่รู้ว่าจะต้องเพินทางพร้อมลูกวัยเบบี๋ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหาข้อมูล สอบถามกฎและรายละเอียดจากสายการบิน และวางแผนการเดินทางและอุปกรณ์ของใช้ให้ครบถ้วน อาทิ » หาข้อมูลก่อนเดินทาง ตรวจสอบกับสายการบิน ว่าอายุเด็กทารกที่เดินทางได้คือเท่าไร เพราะแต่ละสายการบินอาจมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตามความจริงและพัฒนาการของเบบี๋แล้ว ควรให้ลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปจึงเดินทางได้เพื่อสุขภาพ สุขอนามัยและความปลอดภัย แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินได้ โดยบางสายการบินเด็กทารกที่เดินทางได้ต้องอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือบางสายการบินอาจให้ทารกอายุตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป หรืออาจอนุญาตให้อายุน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ สอบถามหาข้อมูลเรื่องการจองตั๋ว การเลือกที่นั่ง และค่าโดยสารสำหรับเด็กเล็ก แจ้งสายการบินล่วงหน้า สอบถามเรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับเด็ก ศึกษาข้อบังคับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน สอบถามหรือหาข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ ในการขึ้นเครื่องบิน ว่าสามารถนำอุปกรณ์ของใช้อะไรบ้าง ที่ขึ้นเครื่องบินเพื่อดูแลลูกทารกระหว่างการเดินทางได้ เช่น » เตรียมพร้อมอุปกรณ์ของใช้ในการเดินทางให้ลูกทารก รถเข็นเด็ก […]
