เป้อุ้มทารก ยี่ห้อไหนดี ? คุณภาพดี๊…ดี อัปเดตปี 2024 พร้อมคำแนะนำในการเลือกเป้อุ้มเด็กที่พ่อแม่ควรรู้ !

เป้อุ้มเด็กเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต่างให้ความสนใจไม่แพ้กับคาร์ซีทและรถเข็นเด็กที่เป็นของจำเป็นสำหรับการเลี้ยงลูกน้อย โดยเฉพาะพ่อแม่เด็กอ่อนที่ต้องอุ้มลูกแทบจะตลอดเวลา หากอุ้มลูกนาน ๆ ก็อาจจะทำให้เมื่อยล้า ปวดแขน ปวดไหล่ ปวดหลัง และมีปัญหาด้านสุขภาพตามมาได้ จึงมองหาเป้อุ้มเด็กแรกเกิดที่จะมาช่วยทุ่นแรงให้อุ้มลูกน้อยได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ในบทความนี้ BabyGift จะขอแนะนำยี่ห้อเป้อุ้มทารกที่คุณภาพดี เป็นที่นิยมกันในตลาด พร้อมคำแนะนำในการเลือกให้กับคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ 

BabyGift แนะนำยี่ห้อเป้อุ้มทารกคุณภาพดี พร้อมวิธีการเลือกที่พ่อแม่ต้องรู้ ! 

เป้อุ้มเด็ก หรือ เป้อุ้มทารก เป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อให้อุ้มลูกน้อยได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยจนเกินไปในเวลาที่ต้องอุ้มลูกนาน ๆ และยังสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ในขณะเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครดูลูก หรือต้องปล่อยให้ลูกอยู่ห่างจากตัว เป้อุ้มเด็กนั้นเหมาะสำหรับการอุ้มเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งเป้อุ้มเด็กจะมีประโยชน์อย่างมากในครอบครัวที่ไม่มีคนดูแลเด็กเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปทำธุระอื่น ๆ นอกบ้าน หรือโดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องทำงานบ้านไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย ก็สามารถใช้เป้อุ้มเด็กเพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเองได้ และสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ด้วย โดยสามารถใช้เป้อุ้มเด็กแรกเกิดไปจนถึง 1 ขวบขึ้นไป และบางรุ่นก็สามารถใช้ได้จนถึง 3 ขวบเลยทีเดียว ซึ่งเป้อุ้มเด็กในท้องตลาดก็มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อด้วยกัน แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเลือกยังไง วันนี้เรามียี่ห้อมาแนะนำกันค่ะ

1. Hugpapa 

แบรนด์ Hugpapa เป็นแบรนด์ดังจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ทางแบรนด์เน้นการผลิตและจำหน่ายเป้อุ้มเด็กโดยเฉพาะ และขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมเป้อุ้มเด็กที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ให้ได้มากที่สุด และนอกจากนี้ ก็มีอุปกรณ์เสริมอื่นๆ จำหน่ายแยกอีกด้วย 

สำหรับเป้อุ้มทารกจากแบรนด์ Hugpapa ที่ BabyGift อยากจะแนะนำก็คือ เป้อุ้ม Hugpapa รุ่น Dial-Fit Pro (3in1 Hip Seat Carrier) ที่มีเทคโนโลยี BOA ช่วยปรับให้เป้มีความกระชับตัวได้ง่ายมากขึ้นเพียงแค่หมุน ใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และสามารถปรับได้พอดีกับสรีระของทุกคน ตัว Hipseat เป็น EPP Foam มีน้ำหนักเบาสบายเพียง 555 กรัม สามารถอุ้มลูกน้อยได้อย่างง่ายดาย 

 จุดเด่น  

  • วัสดุทำจาก Polyurethane มีความนุ่มพิเศษ ไม่เสียทรง คืนรูปรวดเร็ว  
  • ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ฮิปซีทที่นั่งเอียง 23 องศา ช่วยให้ลูกนั่งสบายมากขึ้น และเป็นแบบ M-Shape ที่ช่วยป้องกันข้อสะโพกหลุดในเด็ก 
  • ฮิปซีทเว้าโค้งช่วยให้เข่า และสะโพกเด็ก อยู่ในระดับเดียวกัน และโค้งรับหน้าท้อง ไม่กดแผลผ่าคลอดของคุณแม่ 
  • ได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI มั่นใจได้ว่าลูกนั่งสบายอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้ขาโก่ง หลังงอ
  • มีหมวกคลุมศีรษะ ช่วงป้องกันแสงแดดให้ลูกน้อย  
  • มีผ้าซับน้ำลาย Organic ไม่ระคายเคืองผิว สามารถถอดซักได้  
  • มีแผ่นพยุงศีรษะลูกน้อย ช่วยป้องกันปัญหาคอพับ  
  • มีช่องตาข่ายระบายอากาศ สามารถเปิดระบายเหงื่อและความร้อนได้  
  • สายคาดเอวระบายอากาศได้ดี วัสดุเป็นตาข่ายแบบนุ่มพิเศษ ไม่ทำให้ร้อน  

การใช้งาน : ตั้งแต่แรกเกิดถึง 36 เดือน รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม 

แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

2. HAENIM 

HAENIM เป็นแบรนด์สินค้าแม่ และเด็กจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาสินค้าแม่และเด็ก เพื่อมอบความสะดวกสบายและสุขภาพที่ดีให้พ่อแม่และลูกน้อย ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่มีเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ไม่เหมือนใคร จนสินค้ากลายเป็นที่นิยมในประเทศชั้นนำทั่วโลก นอกจากจะจำหน่ายเป้อุ้มเด็กแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องปั๊มนม ถุงเก็บน้ำนม และกรวยปั๊มนมจำหน่ายอีกด้วยนะคะ   

สำหรับเป้อุ้มทารกของ HAENIM ที่ BabyGift อยากแนะนำนั้น คือ HAENIM 9 Plus (Hipseat Carrier) ที่เป็นเป้อุ้มเด็กเพื่อสุขภาพ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกได้อย่างสบาย ไม่ทำให้ปวดหลัง ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ซัพพอร์ตการอุ้มเด็กเล็กได้อย่างปลอดภัย สามารถปรับการใช้งานได้ถึง 9 รูปแบบ มี 3D Head Support ช่วยประคองศีรษะของลูกน้อยให้ตั้งตรง มั่นใจว่าปลอดภัยต่อลูกน้อย ดูแลรับประกันสินค้านาน 2 ปี  

 จุดเด่น 

  • ฐานนั่งแบบ M-Shaped ให้ลูกน้อยนั่งอย่างถูกสรีระ ป้องกันข้อต่อสะโพกอักเสบ  
  • ฮิปซีทมีความยืดหยุ่น และมีรูปทรงที่โค้งมนช่วยลดการกดทับบริเวณหน้าท้องของคุณแม่ 
  • มี Newborn Support ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของทารก ช่วยซัพพอร์ตการอุ้มเด็กเล็กอย่างปลอดภัย  
  • สายคาดเอวสามารถคาดได้สูงสุดถึง 44 นิ้ว และสามารถเพิ่มขยายให้ใช้ได้ถึง 52 นิ้ว 
  • เนื้อผ้ามีคุณสมบัติเบา ระบายอากาศได้เป็นอย่างดี วัสดุภายนอกทำจากผ้า Melange ช่วยป้องกันละอองฝน และแสงแดดได้ดี  
  • ช่วยในเรื่องการกระจายน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องอุ้มลูกเป็นระยะเวลานาน 
  • หมอนประคองคอสำหรับเด็กถูกออกแบบมาพิเศษ เพื่อป้องกันกระดูกบริเวณคอเคลื่อนผิดรูป 
  • ผ้าซับน้ำลายทำจากผ้าฝ้ายออแกนิคแท้ 100% ปลอดภัยต่อสารเคมี
  • มีหมวกคลุมศีรษะที่ช่วยปกป้องแสงแดดให้ลูก สามารถถอดซักได้  

การใช้งาน : ตั้งแต่แรกเกิดถึง 36 เดือน รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม 

แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

3. BABY&Me  

แบรนด์ BABY&Me เป็นแบรนด์สินค้าแม่และเด็กที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น โด่งดังในเรื่องสินค้ากลุ่มเป้อุ้มเด็กที่ถูกจัดอันดับให้เป็นแบรนด์เป้อุ้มเด็กอันดับ 1 ในญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากตัวเป้อุ้มเด็กแล้วก็ยังจำหน่าย Accessories ที่เกี่ยวกับเป้อุ้มเด็กอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งเสริม สายรัดตัวเด็ก ผ้ารองคอเด็กทารก และอื่นๆ  

BABY&Me เป็นแบรนด์เป้อุ้มเด็กในญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลมามากมาย เช่น Good Design Award / Kids Design Award / No.1 Parenting Award จึงรับรองได้ว่าเป็นเป้อุ้มเด็กที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ได้รับการออกแบบโดยการศึกษาวิจัยเรื่ององศาการลงน้ำหนักที่ถูกต้อง จะไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดไหล่ หลัง เข่า อุ้มลูกน้อยได้อย่างสบายตัวไม่มีเมื่อยเลยค่ะ  BabyGift จึงอยากแนะนำเป้อุ้มทารก BABY&Me ให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกัน 

จุดเด่น

ได้รับการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยโอซาก้าว่าขณะใช้เป้อุ้มนั้น น้ำหนักของเด็กจะะทำให้เบาลงไปได้ถึง 53% (ทดสอบกับเด็กช่วงน้ำหนัก 6.5 – 11.2 กิโลกรัม) 

  • ในส่วนของเบาะนั่งนั้น มีการทำส่วนที่ซัพพอร์ตก้นเด็ก ทำให้เวลาลูกนั่งจะไม่เมื่อย ไม่ปวดก้น นั่งสบาย ถูกสรีระ 
  • มีอุปกรณ์ซัพพอร์ตคอของเด็ก และซัพพอร์ตตัวลูก เหมือนถูกคุณพ่อคุณแม่กอดไว้  
  • เนื้อผ้าเป็น Waterproof Fabric ง่ายต่อการทำความสะอาด 
  • มีตาข่ายเปิดระบายอากาศ ไม่ทำให้ลูกร้อน แต่หากต้องการให้อบอุ่นขึ้นสามารถรูดซิปปิดได้ 

การใช้งาน : ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ปี รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม 

แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

4. POGNAE 

POGNAE เป็นแบรนด์จากประเทศเกาหลีใต้ที่จำหน่ายเป้อุ้มเด็ก และอุปกรณ์เสริมสำหรับเป้อุ้มเด็ก การันตีคุณภาพจากรางวัล BEST BABY CARRIER 5 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2019 – 2023 และได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งยังเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่สุดในหลายประเทศทั้งเอเซีย ยุโรป และอเมริกา มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเกาหลีใต้ จึงมั่นใจในเรื่องของคุณภาพและความยอดนิยมจากแบรนด์นี้ได้เลยค่ะ 

สำหรับเป้อุ้มทารกของ POGNAE ที่ BabyGift อยากแนะนำคือ POGNAE เป้อุ้มเด็ก รุ่น No.5 Max ที่รวมทุกสิ่งที่ดีที่สุดไว้ในเป้รุ่นเดียว ทั้งผ้าอุ้มเด็ก Step One Shawl uv Air หรือผ้าอุ้มเด็กแรกเกิด พร้อมระบบ Safety Lock Upgrade ถอดเป้ได้เงียบกริบ ไม่ต้องกลัวลูกตื่น ได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI ว่าลูกใช้แล้วขาไม่โก่ง หลังไม่งอ ปลอดภัยทุกวินาทีที่อยู่บนเป้ 

จุดเด่น  

  • มี Baby Stay ที่ช่วยพยุงก้นลูก ออกแบบตามหลักสรีรวิทยา  
  • สามารถปรับการนั่งได้มากถึง 10 ท่า ตามการเจริญเติบโตของลูกน้อยอย่างถูกหลักสรีรศาสตร์  
  • มี Breathable Cool Mesh หรือระบบระบายอากาศรอบทิศทาง เหมาะกับอากาศประเทศไทย 
  • มีแกนพยุงสะบัก ไม่ก่อให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ไม่กดทับแผลผ่าคลอดของคุณแม่ 
  • มีเหล็กเสริมพยุงหลัง 4 ชั้น ไม่ทำให้ปวดหลัง เอว สะโพก กระจายน้ำหนักได้ดี 
  • สามารถปรับเป็นแบบ M Shape / U Shape ได้ตามสรีระ และการเติบโตของลูก ไม่ทำให้ลูกมีปัญหาขาโก่งตามมา 
  • ทำจากผ้า Waterproof กันน้ำ ไม่เก็บความชื้น สามารถซักทำความสะอาดได้ 

การใช้งาน : ตั้งเเต่เเรกเกิดถึง 6 ขวบ รองรับน้ำหนักมาถึง 20 กิโลกรัม 

แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

การอุ้มลูกนั้นดีอย่างไร ?  ทำไมการใช้เป้อุ้มเด็กแรกเกิดถึงจำเป็น ?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะเกิดความสงสัยว่า การที่เราใช้เป้อุ้มทารกและอุ้มลูกติดตัวเราเกือบจะตลอดเวลานั้น เป็นผลดีต่อตัวลูกน้อยหรือไม่ ลูกจะติดมือเราหรือเปล่า หรือจะทำให้ลูกงอแงหรือไม่ ขอบอกเลยว่าการอุ้มลูกน้อยนั้นดีต่อตัวเด็กมากๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดพ่อแม่แล้ว การอุ้มลูกนั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ดังนี้ค่ะ 

  1. การอุ้มลูกจะช่วยให้ลูกปรับอุณหภูมิร่างกายได้ดีขึ้น
    ในเด็กแรกเกิดร่างกายจะอ่อนแอและบอบบางมาก ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายยังไม่ถูกพัฒนาให้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่ทั่วๆ ไป โดยเฉพาะระบบการปรับอุณภูมิของร่างกาย การอุ้มลูกแนบชิดกับตัวจึงช่วยทำให้ทารกได้รับรู้ถึงอุณภูมิของร่างกายคุณพ่อคุณแม่ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นมากขึ้นและร่างกายอุ่นขึ้นค่ะ 
  2. ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอารมณ์
    จากการศึกษาของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า เด็กจะรับรู้ได้ถึงความรักและความเอาใจใส่จากพ่อแม่ผ่านการสัมผัสหรืออุ้ม และจากภาษากายต่างๆ การที่พ่อแม่อยู่ใกล้ชิดกับลูก อุ้มลูกบ่อยๆ หรือแสดงความรักต่อลูก ไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกมีความสุขหรือรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางพื้นฐานการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นในอนาคตด้วย
  3. เด็กจะมีการพัฒนาการที่ดีขึ้น 
    เด็กที่ได้รับการสัมผัสมากพอ เซลล์สมองจะเติบโตและมีการขยายตัว ประสาทสัมผัสจะว่องไว และสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่มีคนอุ้มหรือได้รับการสัมผัส ซึ่งจากการทดลองของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ที่ได้ศึกษาทดลองเกี่ยวกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด พบว่าเด็กที่มีพ่อแม่กับคนดูแลอุ้มบ่อยๆ จะตอบสนองกับการสัมผัสได้ดีมากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยมีคนดูแลค่ะ 
  4. ปอดและหัวใจของลูกน้อยจะแข็งแรงขึ้น
    การอุ้มลูกน้อยไว้ในอกนั้น ความใกล้ชิดจะทำให้เจ้าตัวน้อยได้ยินเสียงหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะอย่างชัดเจน จึงทำให้ลูกมีจังหวะการหายใจที่พร้อมกับจังหวะการหายใจของคุณแม่ ส่งผลให้ปอดและหัวใจของลูกน้อยพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นและมีความแข็งแรงมากขึ้นตามไปด้วย 
  5. สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดี
    จากการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Columbia ที่ศึกษาถึง อิทธิพลของความรักและการเอาใจใส่จากแม่ลิงที่มีต่อพฤติกรรมของลูกลิงเมื่อโตขึ้น พบว่าลูกลิงที่ได้รับการสัมผัสดูแลจากแม่ลิงบ่อยๆ ในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต จะมีความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดีกว่าลูกลิงที่ไม่ได้รับการสัมผัสจากแม่ ซึ่งการศึกษานี้สามารถนำมาอ้างอิงถึงการปรับตัวของมนุษย์ได้เช่นกัน 

ชวนดูประโยชน์ของเป้อุ้มทารก ตัวช่วยสำคัญของพ่อแม่ยุคใหม่  

ได้ทำความรู้จักแบรนด์คุณภาพกันไปแล้ว ได้รู้แล้วว่าการอุ้มเด็กไว้กับตัวนั้นมีข้อดีมากมายแค่ไหน ตอนนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาดูข้อดีของการใช้เป้อุ้มเด็กกันต่อ จริงๆ แล้ว BabyGift เคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่จะขอเลือกมาบางส่วนเพื่อเป็นไอเดียให้คุณพ่อ คุณแม่นะคะ  

  1. ช่วยเซฟแรงของคุณพ่อคุณแม่ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่เมื่อยล้า เพราะเป้อุ้มเด็กจะช่วยรองรับน้ำหนักตัวของลูกและช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี 
  2. สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะอุ้มลูกได้ เช่น เดินซื้อของ หรือทำงานบ้าน โดยไม่ต้องพะวงว่าลูกจะหล่นหรือจะไม่มีใครดูลูก เพราะลูกอยู่ใกล้ชิดเราตลอดเวลา สร้างความสะดวกสบายในการเลี้ยงลูกให้กับคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก   
  3. ทำให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เพราะได้อยู่ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา และจากการศึกษาของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ กล่าวว่า การอุ้มลูกบ่อยๆ นั้น จะทำให้เด็กมีความมั่นคงทางอารมณ์ และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อยด้วยค่ะ  
  4. ทำให้ลูกสงบ ไม่งอแง เมื่อลูกน้อยอยู่ในเป้อุ้มเด็กแรกเกิดนั้น จะได้ใกล้ชิดกับคุณแม่และได้ยินเสียงหัวใจของคุณแม่ คล้ายกับเวลาอยู่ในครรภ์ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสงบ หลับสบาย ไม่งอแงนั่นเองค่ะ  
  5. ช่วยลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของคุณแม่ การได้ใกล้ชิดกับลูกน้อยนั้น จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินออกมา ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ และนอกจากนี้ การที่คุณแม่พาลูกน้อยออกไปนอกบ้านโดยใช้เป้อุ้มเด็ก ได้ไปเดินเล่น ได้พบปะผู้คน หรือทำกิจกรรมต่างๆ จะช่วยให้คุณแม่ไม่เครียด ได้ผ่อนคลาย ช่วยคลายความวิตกกังวลไปได้  ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดและอาการซึมเศร้าหลังคลอดลงได้ 

จะเลือกเป้อุ้มทารกอย่างไรดี ?  

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจเคยได้ยินมาว่าการใช้เป้อุ้มเด็ก ใช้แล้วลูกขาโก่ง ต้องบอกเลยว่า การที่เด็กขาโก่งไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้เป้อุ้มเด็กแต่อย่างใด แต่เกิดจากกรรมพันธ์ุและความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้ว กระดูกขาของเด็กเล็กนั้นจะมีความโค้งงอเล็กน้อย และจะค่อยๆ ยืดตรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น หรือบางคนอาจเคยได้ยินมาว่า การใช้เป้อุ้มเด็กแรกเกิดจะทำให้เกิดโรคข้อสะโพกหลุดในเด็กเล็ก ซึ่งความจริงแล้ว หากเลือกเป้อุ้มเด็กที่สอดคล้องกับสรีระของเด็กเล็กและปลอดภัยกับลูกน้อย มีการออกแบบที่ได้มาตรฐานและได้รับการรับรองว่าเมื่อใช้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับอวัยวะและสรีระของลูก ก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งมีวิธีเลือกดังนี้ค่ะ  

  1. เลือกเป็นเป้อุ้มทารกที่เด็กสามารถหันหน้าเข้าหาตัวคุณพ่อคุณแม่ได้ และช่วยรองรับกระดูกสันหลังและศีรษะของทารกได้ดี มีความยืดหยุ่นที่เด็กสามารถเอนตัวและขยับเคลื่อนไหวสะโพกได้ รวมถึงสามารถขยับแขนขาได้อย่างอิสระ 
  2. เลือกที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ลูกใช้แล้วไม่ทำให้เด็กขาโก่งหรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อสะโพกเคลื่อนหลุดในเด็ก ควรเลือกเป้อุ้มทารกที่ฐานนั่งเป็นแบบ M-Shaped ให้ลูกน้อยนั่งอย่างถูกสรีระ ป้องกันข้อต่อสะโพกเคลื่อนหลุดในเด็ก 
  3. เลือกให้เหมาะสมกับช่วงอายุและน้ำหนักของลูก บางรุ่นสามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด – 1 ปี บางรุ่นก็สามารถใช้ได้ 3 – 6 ปีเลยทีเดียว ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนวางแผนว่าอยากใช้งานได้ยาวๆ เพราะพาลูกออกไปข้างนอกบ่อย ก็ควรเลือกเป้อุ้มเด็กที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน และรองรับน้ำหนักได้มาก ตามช่วงวัยของลูกค่ะ  
  4. มีโครงสร้างที่ทำจากวัสดุแข็งแรงและทนทาน มีความปลอดภัย อาจพาลูกไปทดลองนั่งเป้ด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าเหมาะกับลูกของเราหรือไม่ และควรกระจายน้ำหนักได้ดี คุณพ่อคุณแม่ใช้แล้วไม่เมื่อยไหล่ ไม่ดึงรั้งตัวคุณแม่ให้รู้สึกปวดเมื่อย เป็นต้น  
  5. เลือกเป้อุ้มเด็กที่มีสายสะพายไหล่บุนวมกว้างๆ มีที่พาดหลังและสายคาดเอวกว้างๆ ซึ่งจะช่วยกระจายน้ำหนักของเด็กได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยลดแรงกดบนไหล่ของคุณพ่อคุณแม่ 
  6. เลือกเป้อุ้มเด็กที่สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่ทำให้ลูกร้อนหรืออึดอัดจนเกินไป โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน จึงควรเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศ และควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพดีและทำให้ลูกอยู่ในเป้อุ้มเด็กได้อย่างสบายมากที่สุด  
  7. หลีกเลี่ยงเป้อุ้มทารกที่เด็กนั่งแล้วมีท่าทางคล้ายตัว C กล่าวคือ ทำให้เด็กอยู่ในท่าทางห่อตัวโค้งลง ซึ่งอาจทำให้เด็กทารกหายใจลำบากและอยู่ในท่าทางที่ผิดอิริยาบถได้ อาจส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเด็ก จึงควรเลือกเป้ที่ช่วยพยุงหลังและสรีระของเด็กทารกได้เป็นอย่างดี และให้เด็กอยู่ในท่าทางที่ลำคอตั้งตรงและหายใจได้สะดวก  

เป้อุ้มเด็กเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเซฟแรงคุณพ่อคุณแม่ในการอุ้มลูกน้อยได้เป็นอย่างดี ทำให้อุ้มลูกได้สะดวกมากขึ้น สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ในขณะอุ้มลูก ถ้าเลือกเป้อุ้มเด็กแรกเกิดที่มีคุณภาพดีก็สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน และถ้าเลือกเป้ที่ออกแบบมาถูกหลักสรีรศาสตร์ของเด็ก ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเลยค่ะ เพราะไม่ทำให้ลูกขาโก่งหรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อสะโพกหลุดในเด็กแน่นอน ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกเป้อุ้มทารกแบบไหนดี สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้าน BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยมาลองนั่งเป้อุ้มเด็กได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟทั้ง 5 สาขา ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 

อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก :  https://ergonomic-baby-carriers.com/blog/7_what-is-an-ergonomic-baby-carrier-.html 

https://raisingchildren.net.au/newborns/safety/equipment-furniture/baby-carrier-sling-safety

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับลูกน้อยนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเด็กเล็กยังร่างกายไม่แข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็ทำงานได้ยังไม่เต็มที่ หากสัมผัสกับเชื้อโรคก็จะมีโอกาสป่วยได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาวิธีทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ของลูกน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าสะอาดปลอดภัยมากที่สุด ทั้งนี้ ได้มีการนำนวัตกรรมการฆ่าเชื้อด้วยพลังงานจากรังสี UV-C โดยการปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องอบ UV ขนาดเล็กที่สามารถใช้ฆ่าเชื้อสิ่งของต่างๆ ภายในบ้านได้อย่างง่ายดาย ในบทความนี้ BabyGift ได้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องอบยูวีพร้อมสินค้าแนะนำมาฝากกันแล้วค่ะ   เครื่องอบ UV คืออะไร ? เครื่องอบ UV หรือ ตู้อบ UV (UVC Sterilizer) เป็นการนำหลอดสังเคราะห์แสง UV-C หรือ Germicidal Lamp มาติดตั้งไว้ภายในเครื่องอบบริเวณด้านบน หรือบริเวณฝาปิดด้านบน เมื่อเครื่องทำงานด้วยโหมด UV จะเป็นการปล่อยรังสี UV-C จากหลอด UV ด้วยปริมาณค่าความยาวคลื่นแสงถึง 254 นาโนเมตร ลงไปตกกระทบกับพื้นผิวของสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ภายในตู้ ในปริมาณที่สม่ำเสมอ และระยะเวลานานเพียงพอจนเข้าไปทำลาย DNA และ RNA ของเชื้อโรคได้ จากแต่เดิมการฆ่าเชื้อสิ่งของต่างๆ ด้วยการลวกน้ำร้อน หรือการนึ่งด้วยไอร้อน อาจเหมาะกับการฆ่าเชื้อแค่สิ่งของที่โดนน้ำและทนความร้อนได้ เช่น […]

หนึ่งในความปรารถนาสูงสุดของคุณแม่ตั้งครรภ์ คือการคลอดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย ลูกน้อยแรกคลอดมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด   แต่ปัญหาหนึ่งที่คุณแม่หลายๆ ท่านต้องพบเจอ คือภาวะคลอดก่อนกำหนด  ที่ทำให้คุณแม่จำเป็นต้องคลอดก่อนเวลา ลูกน้อยต้องคลอดในขณะที่ยังตัวเล็ก มีโอกาสเจ็บป่วย และพิการ รวมทั้งอวัยวะต่างๆ ยังทำงานหรือพัฒนาได้ไม่ดี เรื่องการคลอดก่อนกำหนดแบบนี้ไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นจะดีกว่าไหม? หากเราสามารถตรวจสอบหรือเช็กก่อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะคลอดก่อนกำหนดร้ายนี้เกิดขึ้น รู้จักกับปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงคลอดก่อนกำหนด ไม่มีแม่ท้องคนไหนอยากให้ลูกคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นการรู้ทัน ป้องกันไว้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีต่อทุกคน เราจึงอยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาลองสังเกตและรู้จักกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด นั่นคือ การวัดปากมดลูก ป้องกันและลดปัญหาคลอดก่อนกำหนด เพราะความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดมีค่อนข้างมาก หากคุณแม่ได้สังเกตรู้ก่อนเพื่อป้องกันจะทำให้ลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ทางการแพทย์ใช้ในการป้องกันและลดปัญหาคลอดก่อนกำหนด คือการวัดปากมดลูก  แต่จะต้องทำอย่างไร มีข้อจำกัดหรืออันตรายหรือไม่…ไปดูกันค่ะ การวัดปากมดลูกคืออะไร? คือการตรวจคัดกรองว่าคุณแม่มีภาวะปากมดลูกสั้นหรือไม่ ด้วยวิธีการประเมินปากมดลูกจากการวัดความยาวของปากมดลูก ผ่านการสแกนด้วยอัลตร้าซาวนด์ทางช่องคลอด หรือโดยแพทย์ วิธีนี้เป็นการวัดความยาวและประเมินความยาวปากมดลูกของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่ามีขนาดปกติ หรือมีความสั้นจนเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด  การวัดปากมดลูกหรือัลตราซาวนด์ปากมดลูกนี้ มีความปลอดภัย คุณแม่ไม่เจ็บ ทำไมต้องวัดปากมดลูก เพราะปากมดลูกเป็นส่วนล่างของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด ตามปกติหากคุณแม่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ปากมดลูกจะมีความยาวอย่างน้อยประมาณ 3 ซม. ซึ่งหากในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่มีปากมดลูกสั้นกว่าปกติ จะสัมพันธ์และทำให้มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด  ยิ่งความยาวของปากมดลูกสั้นก็จะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดมากยิ่งขึ้น รวมถึงแพทย์จะได้ตรวจด้วยว่าคุณแม่มีการเปิดของปากมดลูกด้านในหรือเปล่า เพราะหากปากมดลูกเปิดเร็วก็อาจคลอดก่อนกำหนดเร็วด้วย ดังนั้นการที่สูติแพทย์ทำการวัดความยาวปากมดลูกโดยอัลตราซาวนด์  […]

เนื้องอกในมดลูก (Myoma Uteri) แค่ฟังชื่อก็น่ากลัวแล้วใช่มั้ยล่ะคะ แต่ความจริงเนื้องอกชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับพวกเนื้องอกของผู้หญิงที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้นเจ้าเนื้องอกนี้จะมีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวเองค่ะ แต่ขนาดของมันจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นถ้าได้รับการกระตุ้นโดยฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และขนาดจะเล็กลงได้หากไม่ได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนชนิดนี้ เพราะอย่างนี้เราจึงมักจะพบเนื้องอกในมดลูกในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และเมื่อหมดประจำเดือนเนื้องอกนี้ก็จะค่อยๆ เล็กลงและหายไปเองในที่สุดค่ะ เนื้องอกในมดลูกขณะตั้งครรภ์เป็นแบบไหนกันนะ? เนื้องอกในมดลูกจะมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆ โดยจะแทรกอยู่ตามที่ต่างๆ บนผนังมดลูกค่ะ อาจจะอยู่ตรงกลางของผนังมดลูก หรืออยู่บนผนังค่อนมาทางโพรงของมดลูก บางรายอาจถึงขนาดยื่นลงมาผ่านปากมดลูกยาวมาถึงช่องคลอดเลยก็ได้ค่ะ แล้วอาการล่ะจะเป็นแบบไหน? เนื่องจากเนื้องอกชนิดนี้จะเติบโตอย่างช้าๆ คุณแม่ส่วนใหญ่จึงจะไม่ทราบว่าตนมีเนื้องอกนี้อยู่จนกว่าคุณหมอจะตรวจพบ อย่างไรก็ตามอาการที่สังเกตได้จากการมีเนื้องอกในมดลูกนั้นจะมีลักษณะดังข้างล่างนี้ค่ะ แต่ว่าคุณแม่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะอาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็เป็นอาการปกติที่พบในคุณแม่ท้องทั่วไปต่อให้ไม่มีเนื้องอกในมดลูกนะ ถ้าพบเนื้องอกในมดลูกตอนตั้งครรภ์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดเนื้องอกค่ะ แต่ว่าถ้าเกิดเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะเบียดดันมดลูก ทำให้มดลูกโตได้ไม่เต็มที่และอาจทำให้เกิดการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด หรือถ้าหากเนื้องอกไปอยู่ที่ด้านล่างแล้วก็อาจจะไปขวางตรงส่วนของช่องคลอด คุณแม่จึงไม่สามารถคลอดเองได้แต่จะต้องผ่าคลอดค่ะ แต่ในบางราย หากเนื้องอกดันเข้าไปในโพรงมดลูกมาก ก็อาจส่งผลทำให้แท้งลูกในท้องได้ค่ะ เนื้องอกในมดลูกขณะตั้งครรภ์รักษาให้หายได้ไหมนะ? โดยปกติแล้วคุณหมอจะไม่ทำการรักษาเนื้องอกนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาหรือผ่าตัดค่ะ เพราะว่ายาไม่ได้ช่วยให้เนื้องอกยุบลง ส่วนการผ่าตัดก็เป็นการเสี่ยงที่จะทำให้คุณแม่เสียเลือดมากและแท้งบุตรค่ะ นอกจากนี้ คุณแม่อาจจะต้องถูกตัดมดลูกทิ้งหากเลือดออกมากจนไม่สามารถควบคุมได้ ตามหลักการแล้วคุณหมอจะเริ่มทำการรักษาเมื่อคุณแม่คลอดลูกน้อยได้อย่างน้อย 3 เดือน เพราะในคุณแม่บางรายเนื้องอกมีขนาดเล็กลงหลังคลอดจนไม่ต้องทำการรักษาก็มีค่ะ แต่ในบางรายก็อาจโตขึ้นจนต้องตัดมดลูกทิ้งเลยค่ะ คู่แต่งงานคู่ไหนที่วางแผนอยากมีลูกน้อยเป็นโซ่ทองคล้องใจ ก็อย่าลืมแวะไปตรวจร่างกายกับคุณหมอเสียก่อนนะคะ จะได้เตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรง หากเจอเนื้องอกในมดลูกก็จะได้รักษาให้เรียบร้อยเสียก่อน จะได้สบายใจไม่ต้องมานั่งเครียดให้เสียสุขภาพนะ

ในความคิดหรือความเชื่อของคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆ ท่าน ยังมีความคิดและดูจากโฆษณาต่างๆ จนทำให้เชื่อว่า ตอนท้องแม่ต้องดื่มนมมากๆ  เพื่อบำรุงให้แม่และลูกแข็งแรง  ซึ่งความจริงแล้วข้อมูลนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ เพราะเรื่องของการกินอาหารและกินนมของแม่ท้องนั้น วิธีที่ดีและถูกต้องที่สุดคือกินอย่างเหมาะสม หลากหลายไม่ซ้ำและกินมากจนเกินไป โดยเฉพาะเรื่องการกินนมในแม่ท้อง ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะมีข้อมูลออกมาบอกว่า การที่คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมวัวมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้ลูกแพ้นมวัวได้ตั้งแต่แรกเกิด  เราจึงขอนำความรู้ดีๆ เกี่ยวกับโภชนาการและการกินนมวัวมาอธิบายให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้เข้าใจ เพื่อให้กินอาหารและดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมมาฝากค่ะ แม่ท้องกินนมวัวมาก ลูกอาจแพ้ได้จริงหรือ? ข้อมูลนี้เป็นความจริงค่ะ เพราะการที่ร่างกายคุณแม่ได้รับสารอาหารอะไรมากจนเกินไป จะสามารถกระตุ้นให้ลูกน้อยมีอาการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ ได้ตั้งแต่หลังคลอด  นั่นคือนมวัวที่กินมากไปนั้น จะไปทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมและโปรตีนนมวัว  เป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ที่ส่งผลกับลูกน้อยในครรภ์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จนกระตุ้นให้เกิดการแพ้  โดยจะมีอาการแสดงของการแพ้นมวัวได้แก่ ซึ่งปกติแล้วการที่ลูกน้อยจะแพ้นมวัว แพ้อาหาร หรือเป็นภูมิแพ้ได้นั้น สาเหตุใหญ่หลักๆ คือ นอกจากนี้ยังไม่รวมกับโปรตีนในนมวัวที่คุณแม่ได้รับจากอาหารอื่นๆ ที่แฝงไปด้วยนมอีก เช่น เบเกอรี่ ไอศกรีม เนย ชีส  ยิ่งทำให้คุณแม่ได้รับโปรตีนจากนมวัวมากเกินไป ทำให้ลูกน้อยแพ้นมวัวได้ตั้งแต่หลังคลอด นมอะไร? ที่คุณแม่ท้องดื่มได้บ้าง โดยนมวัวที่คุณแม่ดื่มได้ในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ซึ่งนมสำหรับแม่ท้องที่แนะนำคือ นมนมสดพาสเจอไรส์ชนิดพร่องมันเนย เพราะได้คุณค่าสารอาหารที่ต้องการโดยที่ตัวแม่ตั้งครรภ์ไม่ต้องรับไขมันมากเกินไป แต่ข้อเสียคือนมชนิดนี้อายุสั้น เก็บไว้ได้ไม่นาน  กรณีที่คุณแม่ดื่มนมชนิดนี้ไม่ได้ก็อาจเลือกนมชนิดอื่นแทน เช่น […]

คุณแม่ยุคใหม่หลายๆ ท่านอาจจะรู้จัก วิธีการให้อาหารเสริมลูกน้อยแบบ Baby Led Weaning หรือการ กินแบบ BLW กันบ้างแล้ว  เพราะเป็นวิธีการที่หลายบ้านเริ่มนิยมใช้ เนื่องจากเป็นการฝึกลูกกินอาหารเสริมด้วยตัวเองตั้งแต่มื้อแรก  ในแบบที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องป้อน และไม่ต้องบดหรือปั่นอาหารให้ลูกน้อย ที่สำคัญคือการให้ลูกกินอาหารเสริมด้วยวิธีนี้ ยังมีข้อดีหลายอย่าง เพราะเป็นการฝึกให้ลูกได้ใช้พัฒนาการทั้งด้านกล้ามเนื้อ สายตา ได้เรียนรู้รสชาติอาหารที่แตกต่าง และเป็นการฝึกพื้นฐานการช่วยเหลือตัวเองเพื่อพัฒนาให้ลูกสามารถทำอะไรได้เองเก่งขึ้นในอนาคต กินแบบ BLW มีขั้นตอนอย่างไร? วิธีการ กินแบบ BLW มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ ซึ่งการให้ลูกกินด้วยวิธีการแบบนี้ จะช่วยให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกรักมีความสุขกับมื้ออาหารของลูกมากขึ้น เพราะไม่ต้องเหนื่อยเดินป้อนข้าวลูก ลูกน้อยเองก็รู้สึกสนุก เพลิดเพลินกับการได้หยิบจับอาหารเข้าปาก ทำให้การ กินแบบ BLW เป็นที่นิยมกันในครอบครัวต่างประเทศ และนิยมในเมืองไทยบ้านเรามากขึ้น แต่การจะเริ่มให้ลูกกิน BLW จะต้องมีการเตรียมพร้อมก่อนให้มื้อแรก และคุณแม่ต้องเรียนรู้ข้อจำกัดและข้อควรระวังหลายๆ อย่าง ดังนั้นไปดูกันว่ามีอะไรที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันใส่ใจบ้าง แม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เมื่อเริ่มให้ลูก กินแบบ BLW แม้จะดูเหมือนการให้อาหารเสริมลูกด้วยวิธีการ BLW นี้ จะไม่ได้ยุ่งยากนัก แต่ก็มีเรื่องสำคัญต่างๆ ที่คุณแม่จะต้องใส่ใจและพิถีพิถันเลือกให้ลูกน้อย เพื่อความปลอดภัย และให้อาหารลูกในแบบ BLW ได้สำเร็จ […]

อาการทารกท้องอืด เป็นหนึ่งในปัญหายอดฮิตที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อยู่เสมอ เพราะเมื่อเจ้าตัวเล็กอึดอัดแน่นท้อง พวกเขายังไม่สามารถสื่อสารบอกเราได้นอกจากส่งเสียงร้องไห้จ้า บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสาเหตุของอาการเด็กทารกท้องอืด พร้อมแนะแนวทางป้องกันและวิธีรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยกลับมาสบายตัวและอารมณ์ดีอีกครั้ง สาเหตุที่ทำให้ทารกท้องอืด การทำความเข้าใจต้นเหตุของอาการทารกท้องอืดจะช่วยให้เรารับมือได้ตรงจุด ซึ่งสาเหตุหลักที่พบบ่อยในเด็กวัยแรกเกิดมีดังนี้ ระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ ในช่วงขวบปีแรก ระบบทางเดินอาหารของเจ้าตัวเล็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ เอนไซม์ที่ใช้ย่อยโปรตีนหรือน้ำตาลแลคโตสในนมอาจยังมีปริมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการหมักหมมจนกลายเป็นแก๊สสะสม และนำไปสู่ภาวะทารกท้องอืดได้ง่าย ทานนมปริมาณมากเกินไป การให้ลูกทานนมในปริมาณที่มากเกินความต้องการของกระเพาะอาหาร (Overfeeding) หรือให้ทานถี่เกินไป ทำให้นมย่อยไม่ทันจนเกิดอาการแน่นท้อง อึดอัด และมีลมในกระเพาะอาหารสูงกว่าปกติ ดูดกลืนลมเข้าไปในท้อง ขณะที่ลูกดูดนมไม่ว่าจะจากเต้าแม่หรือขวดนม หากท่าทางไม่ถูกต้องหรือลูกร้องไห้หนักขณะหิว จะทำให้มีการดูดกลืนอากาศเข้าไปในท้องพร้อมกับน้ำนม ลมเหล่านี้จะสะสมจนทำให้เด็กทารกท้องอืด และรู้สึกอึดอัดมาก เด็กไม่ได้เรอ หลังทานนมเสร็จ หากคุณแม่ไม่ได้ช่วยจับลูกเรอเพื่อขับลมออก แก๊สที่สะสมอยู่ภายในจะดันขึ้นมาจนทำให้เกิดอาการปวดท้อง ลมตีขึ้น หรือแหวะนม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการทารกท้องอืดที่พบได้บ่อยที่สุด ทารกท้องอืดอาการเป็นอย่างไร เนื่องจากลูกสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนอาการทารกท้องอืด ดังนี้ ร้องไห้งอแง ลูกจะร้องไห้โยเยเสียงดังผิดปกติ ดูไม่สบายตัว และปลอบเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหยุด โดยเฉพาะหลังทานนมเสร็จไม่นาน ปวดท้อง หากลองคลำที่หน้าท้องลูกแล้วรู้สึกว่าท้องป่อง แข็ง หรือดูแน่นกว่าปกติ นั่นคือสัญญาณของภาวะมีลมในท้องมากจนทำให้ลูกปวดท้อง ไม่ยอมนอน ลูกจะกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมา นอนหลับยาก หรือสะดุ้งตื่นมาร้องไห้บ่อยครั้งเพราะความอึดอัดจากแก๊สที่ดันอยู่ในท้อง […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid