วิธีเลือก เป้อุ้มทารก

รวมสุดยอดวิธี เลือกเป้อุ้มทารก

เพราะเป้อุ้มเด็ก  เป็นเครื่องทุ่นแรงที่สำคัญยิ่งสำหรับคุณแม่  ที่เรียกได้ว่าคืออุปกรณ์คู่กายคู่ใจที่พาคุณแม่และลูกน้อยไปทำกิจวัตรด้วยกันได้เสมอ เป้อุ้มลูกนี้จึงเป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกประจำบ้านที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน ยิ่งเป็นครอบครัวเล็กที่คุณแม่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวไม่มีคนมาช่วยเลี้ยงลูก ในช่วงเวลาที่คุณพ่อไปทำงานนอกบ้าน  ยิ่งถือเป็นของใช้ที่จะช่วยให้คุณแม่ทำงานและกิจกรรมอื่นๆได้ พร้อมเลี้ยงลูกได้แบบเบ็ดเสร็จ

ซึ่งในยุคสมัยที่การหาเงินได้ฝืดเคือง และข้าวของใช้ราคาสูงเช่นนี้ การเลือกซื้อเป้อุ้มลูกทั้งที เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และเลือกใช้ให้คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย แต่จะรู้ได้อย่างไร? ว่าเป้อุ้มเด็กแบบไหนดี ทนทานปลอดภัย ใช้งานได้นานจนลูกโต ลองมาอ่านเทคนิคดีๆ เหล่านี้กันเลย

1 ตอบโจทย์การใช้งาน การเลี้ยงลูกของครอบครัว

นั่นคือการเลือกให้ตรงกับสไตล์การเลี้ยงลูกของครอบครัว การทำงานของคุณพ่อคุณแม่และการเดินทางของคนในบ้าน ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ  ได้แก่ 

ขนาดของครอบครัวและคนช่วยเลี้ยงลูก เพราะหากเป็นครอบครัวเล็ก คุณแม่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว คุณพ่อไปทำงาน จำเป็นต้องใช้เป้อุ้มลูก สำหรับเวลาทำงานบ้าน ทำธุระหรือจำเป็นต้องออกไปซื้อของนอกบ้าน   แม้แต่เป็นครอบครัวใหญ่ อาจจะได้ใช้เวลาคุณแม่ต้องทำธุระ ผลัดกันใช้เวลาเดินทางไปข้างนอก 

สิ่งของที่ใช้กับลูก เวลาที่ต้องพาลูกออกนอกบ้าน เพราะหากคุณพ่อคุณแม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ต้องพกไปมาก การใช้เป้อุ้มเด็กก็จะทำให้สะดวก พ่อแม่ถือของใช้ และซื้อของได้สบาย ไม่ต้องใช้มืออุ้มหรือเข็นลูก หรือหากเวลาไปไหนที่ต้องใช้พื้นที่จำกัดการใช้เป้อุ้มเด็กก็จะไม่ต้องเปลืองพื้นที่เพราะพับเก็บได้ พกพาง่ายกว่ารถเข็น   

การเดินทางของครอบครัว หมายถึงสังเกตการใช้ชีวิตของครอบครัวว่า ต้องออกไปต่างจังหวัด หรือไปเยี่ยมญาติบ่อยหรือเปล่า ใช้เวลาพาลูกออกนอกบ้านนานแค่ไหน หากต้องไปที่ไหนไม่นานนัก การใช้เป้อุ้มเด็กจะมีความคล่องตัวสะดวกกว่ารถเข็น  แต่หากต้องใช้เวลาเดินหรือยืน เดินทางนานเป็นชั่วโมง อาจเลือกใช้รถเข็นจะดีกว่า  

พาหนะของบ้านที่ใช้ในการเดินทาง รถที่บ้านเล็ก-ใหญ่แค่ไหน หากเป็นรถที่มีขนาดไม่ใหญ่ การใช้รถเข็นเด็กบางรุ่นหรือรุ่นที่พับไม่ได้ มีขนาดใหญ่ อาจจะไม่สะดวกเท่าใช้เป้อุ้มเด็ก  รวมถึงหากต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะก็ควรใช้เป้อุ้มเด็ก เพราะจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เดินทางได้คล่องตัวรวดเร็ว 

ราคาเหมาะสม เลือกเป้อุ้มเด็กที่มีราคาเหมาะสมกับฐานะครอบครัว  และจะดีมากหากใช้ได้ยาวนานและรักษาสภาพให้ดีจนสามารถขายต่อมือสอง หรือส่งต่อให้ญาติพี่น้องที่มีลูกต่อไปได้

 

2 คุณสมบัติรองรับน้ำหนักได้ดี มีวัสดุปลอดภัย

ควรเลือกซื้อเป้อุ้มเด็กที่มีคุณสมบัติรองรับน้ำหนักลูกได้ดี ดูคำแนะนำว่าใช้ได้สำหรับเด็กน้ำหนักเท่าไร? ใช้ได้จนถึงลูกอายุโตแค่ไหน  ควรมีเนื้อผ้าหรือวัสดุที่นุ่ม เนื้อผ้าบริเวณที่ต้องสัมผัสกับใบหน้าของลูกน้อย เบาะรองนั่งและหลัง ควรมีผิวสัมผัสที่นุ่ม ไม่บาดผิว หากผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย Organic ใช้สีธรรมชาติ 100%  ก็จะยิ่งมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อลูกน้อย เหมาะกับลูกเบบี๋ทารกที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย

3 ต้องได้มาตรฐาน ออกแบบตรงสรีรศาสตร์ ดีต่อสุขภาพแม่และลูก

คุณแม่ต้องเลือกเป้อุ้มเด็ก ที่มีการออกแบบตรงสรีรศาสตร์ คำนึงถึงสุขภาพที่ดีทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อย เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง ปวดแขนของคุณแม่ และป้องกันลูกขาโก่ง หรือโรคข้อสะโพกแคลื่อนหลุดในเด็ก  คือเป้ควรจะช่วยกระจายน้ำหนักไปยังบริเวณบ่า และมีแถบคาดเอวที่หนาพิเศษ ช่วยพยุงหลัง ลดอาการปวดเมื่อย

หากเป็นเป้ที่ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ควรมีการออกแบบฐานที่นั่งของลูกให้กว้าง เพื่อรองรับท่านั่งที่ถูกต้องของลูกน้อยได้ตั้งแต่วัยแรกเกิดจนโตขึ้น รองรับการเคลื่อนไหวของช่วงข้อต่อสะโพก และขา ป้องกันปัญหากระดูกข้อต่อเคลื่อนที่  ให้ลูกได้นั่งในท่าที่สบายแกว่งขาได้ในท่าที่เป็นธรรมชาติ ไม่กดทับบริเวณขาและแขน รวมถึงหากมี Head Support จะยิ่งดีเพราะจะช่วยประคองศีรษะลูกและคอไปได้พร้อมกัน 

4 ความคุ้มค่า ทนทาน ใช้ได้ยาวนานจนลูกโต

ควรเลือกซื้อเป้อุ้มลูกที่ปรับการใช้งานได้หลายระดับ มีขนาดที่พอเหมาะ กว้างพอให้ลูกน้อยและคุณแม่ปรับใช้ให้ลูกได้จนอายุประมาณ 3 ขวบ หรือในบางแบบเป้อุ้มเด็กสามารถใช้ได้จนลูกอายุ 4-5 ขวบ  เป้อุ้มต้องมีความทนทาน วัสดุเหนียวแน่น คงทน มีอายุการใช้งานยาวนาน  ยิ่งมีส่วนเสริมสำหรับลูกน้อยแรกเกิด หรือ New Born Support คุณแม่ก็จะสามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม เมื่อลูกโตขึ้นก็เพียงปรับขนาดของตัวเป้ให้เหมาะสมกับช่วงอายุของลูก 

  ในเป้อุ้มลูกบางรุ่น ยังมีการออกแบบให้มีซิปหรือตัวปลดล็อกเข็มขัดแบบไร้เสียง Noiseless Waist Belt หรือ Noiseless Zipper เพื่อให้เวลาที่ลูกหลับ คุณแม่สามารถปลดล็อกแล้วอุ้มลูกลงนอนได้ โดยไม่มีเสียงดังจนทำให้ลูกตื่นอีกด้วย

5 ลูกใส่สบาย แม่ใส่ง่าย ปรับได้หลายแบบ 

เลือกเป้อุ้มลูกทั้งที ต้องเป็นเป้ที่ลูกใส่สบาย หันหน้าออกได้ทั้งหน้า-หลัง  ควรเป็นเป้ที่ปรับได้หลายรูปแบบ คุณแม่อุ้มด้านหน้าบ้าง หรืออาจสะพายเป็นเป้ด้านหลังก็ได้  สามารถปรับการอุ้มได้หลายแบบหลายท่า เช่น เป็นเป้อุ้มหรือหิ้วลูกได้  (Baby Carrier) เป็นที่นั่งอุ้มเด็ก (Hipseat) หรือชุดที่นั่งอุ้มเด็กได้ (Hipseat Carrier) เพราะมีอุปกรณ์ที่นั่งเสริมสำหรับเด็ก เบาะบริเวณหน้าท้องและหลังควรมีความหนา เพราะจะช่วยทำให้กระจายน้ำหนักได้ดีกว่า ลดอาการปวดเมื่อยจากการอุ้มเป็นเวลานาน  ทำให้คุณแม่อุ้มลูกได้สบายขึ้น 

นอกจากนี้ควรเป็นเป้อุ้มลูกที่คุณแม่ใส่ง่ายและถอดง่าย ไม่ต้องใช้เวลายุ่งยากหลากขั้นตอน แต่เมื่อใส่แล้วต้องหลุดหรือเลื่อนยาก เพื่อความปลอดภัยของลูกรัก 

6 กระชับ ระบายอากาศได้ดี

เป้อุ้มลูกที่ดีต้องมีความกระชับพอดีตัว สำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อย สามารถอุ้มลูกทารกเบบี๋แรกเกิดได้กระชับ มั่นคงปลอดภัย ช่วยพยุงไม่ให้ลูกหลังงอ ด้วยการพยุง ประคองศีรษะ คอ หัวไหล่ หลังและเอว อีกคุณสมบัติคือควรเป็นผ้าที่นิ่ม หรือเป็นผ้าตาข่าย ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี  นอกจากนี้เป้อุ้มเด็กหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ยังเลือกใช้วัสดุที่สามารถช่วยป้องกันแสงแดด และละอองฝนได้ด้วย 

7 พกพาง่าย ทำความสะอาดสะดวก 

  สุดท้ายคือแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เลือกเป้อุ้มลูกที่ม้วนหรือพับเก็บได้ง่าย พกพาได้สะดวก มีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัดไม่เทอะทะ เพื่อการหยิบใช้ได้แสนง่ายในทุกการเดินทาง  และคุณแม่ต้องอย่าลืมเลือกเป้ที่สามารถถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ให้มีเชื้อโรคสะสมเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อย

สนใจเลือกซื้อเป้อุ้มเด็ก สามารถเข้ามา ลองเป้อุ้มเด็กด้วยตัวคุณเองได้ที่ BabyGift ทั้ง 6 สาขากล้บ้านคุณ
ยินดีให้คำแนะนำ พร้อมสาธิตการใช้งานเป้อุ้มเด็กอย่างถูกวิธี

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การเริ่มต้นบทบาทคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของใช้ชิ้นเล็ก ๆ อย่างจุกหลอกที่หลายบ้านลังเลว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ การเลือกใช้จุกหลอกอย่างถูกวิธีและปลอดภัยจะช่วยให้การเลี้ยงลูกราบรื่นขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อยอย่างมั่นใจ จุกหลอกคืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวช่วยสำคัญของคุณแม่ จุกหลอก คืออุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเลียนแบบหัวนมแม่ ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอย่างยางหรือซิลิโคน เพื่อตอบสนองสัญชาตญาณการดูดตามธรรมชาติของทารก ซึ่งพฤติกรรมนี้มีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การใช้จุกหลอกจึงเปรียบเสมือนตัวช่วยที่สร้างความรู้สึกอุ่นใจ ผ่อนคลาย และเป็นเครื่องมือในการเบี่ยงเบนความสนใจได้ดีเยี่ยมในยามที่เจ้าตัวน้อยร้องงอแง เจาะลึกข้อดีของจุกหลอก ที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย การเลือกใช้จุกหลอกไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ลูกหยุดร้องเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านสรีรวิทยาและอารมณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ ช่วยให้ลูกอารมณ์ดีและนอนหลับได้ยาวนานยิ่งขึ้น การดูดจุกหลอกช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ทารกฝึกควบคุมอารมณ์และสงบลงได้ง่าย เมื่อลูกรู้สึกผ่อนคลายจะส่งผลให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลับสนิทได้นานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้เติบโตสมวัยอย่างแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคไหลตายในทารกและป้องกันการดูดนิ้ว ผลการศึกษาพบว่าการใช้จุกหลอกขณะนอนหลับช่วยลดความเสี่ยงโรค SIDS หรือโรคไหลตายในทารกได้ เนื่องจากช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้ลูกดูดนิ้วมือ เพราะการฝึกให้เลิกใช้จุกหลอกนั้นทำได้ง่ายกว่าพฤติกรรมการติดดูดนิ้วที่จะส่งผลเสียต่อรูปฟันในระยะยาว ข้อควรระวังและวิธีใช้จุกหลอก เพื่อให้การใช้จุกหลอกเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้ วิธีเลือกซื้อจุกหลอกคุณภาพสูงเพื่อสรีระของลูกรัก การเลือกจุกหลอกไม่ใช่แค่รุ่นไหนก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัสดุที่ต้องสัมผัสกับช่องปากของลูกโดยตรง เลือกขนาดที่เหมาะสมและวัสดุซิลิโคนระดับ Food Grade คุณแม่ควรเลือกจุกหลอกตามไซซ์ที่ระบุตามช่วงอายุ เพื่อให้เข้ากับรูปปากและเพดานเหงือกของลูก ที่สำคัญวัสดุต้องผลิตจากซิลิโคนระดับ Food Grade ที่มีความนุ่มนวล ยืดหยุ่นสูง และต้องปราศจากสาร BPA (BPA Free) […]

แน่นอนว่าคุณแม่ทุกบ้านจะต้องตื่นเต้นกับการทานข้าวมื้อแรกของลูก แต่นอกจากความตื่นเต้นแล้ว การฝึกลูกน้อยให้มีวินัยในการรับประทานอาหารก็ถือเป็นงานหินชิ้นนึงเลยล่ะค่ะ สำหรับคุณแม่ๆ บ้านไหนที่กำลังหาวิธีฝึกลูกน้อยให้คุ้นชินกับการทานข้าวอยู่ล่ะก็ มาดูกันดีกว่าว่าเรามีวิธีดีๆ อะไรมาฝากกันบ้าง ฝึกลูกหม่ำข้าวด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องบังคับ 1. นั่งโต๊ะและเริ่มทานข้าวพร้อมกัน  อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเด็กมักจะชอบเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ นั่นแหละค่ะ เราลองเอาเรื่องนี้มาเป็นตัวช่วยกันดีกว่า เพราะงั้นเวลาเราทานข้าว เราก็ควรให้ลูกน้อยของเรานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยเนอะ ให้เค้าเห็นว่าทุกคนมีความสุขในการรับประทานอาหาร เห็นเวลาเรานำช้อนเข้าปาก ให้เค้ารู้ว่าการทานข้าวเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนทำ และเค้าก็ต้องทำด้วยเหมือนกัน แม้ตอนแรกอาจจะมีร้องงอแงบ้าง แต่ก็อย่าไปยอมแพ้ค่ะ ทำบ่อยๆ ทำให้เป็นกิจวัตร เดี๋ยวเค้าก็จะชินไปเอง 2. ทานอาหารให้เป็นเวลา  คุณแม่บางบ้านอาจจะยุ่งหัวหมุนกับทั้งงานประจำและงานบ้านจนเผลอไม่ได้ทานข้าว อ๊ะๆ ถ้าคุณแม่กำลังเป็น Working Woman แบบนี้อยู่ เราขอให้คุณแม่วางงานซักนิด แล้วมาทานข้าวกับลูกน้อยเมื่อถึงเวลา เพราะเราควรฝึกให้เค้าคุ้นเคยกับเวลาที่ต้องทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า กลางวัน เย็น คุณแม่ก็ควรจะให้เค้าทานเวลาเดิมๆ นอกจากจะสร้างนิสัยให้เค้าแล้ว ยังเป็นการปรับระบบย่อยอาหารภายในร่างกายของลูกน้อยอีกด้วยน้า ถ้าเค้าคุ้นเคยกับเวลาแล้ว ทีนี้ล่ะ ไม่ต้องเรียกเลย พอถึงเวลาเค้าก็จะหิวขึ้นมาเอง 3. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย  เด็กหลายๆ คนเบื่อข้าว อมข้าว เพราะอาจจะเป็นเรื่องของรสชาติที่ไม่ถูกปาก หรือเมนูอาจจะซ้ำซากจำเจจนเกินไป การเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายเนี่ย นอกจากจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนแล้ว ยังทำให้เค้าเพลิดเพลินไปกับเมนูใหม่ๆ ด้วยนะ […]

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้าย ความตื่นเต้นที่จะได้พบหน้าเจ้าตัวเล็กมักมาพร้อมกับความกังวลใจ โดยเฉพาะการจัดเตรียมเอกสารเตรียมคลอด และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อให้วันสำคัญราบรื่นที่สุด บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวมทุกรายละเอียดสำคัญมาไว้ให้คุณแม่แล้ว เพื่อให้มั่นใจและพร้อมรับมือกับทุกสัญญาณเตือนจากร่างกายก่อนเดินทางไปโรงพยาบาล เอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอด และเอกสารสำคัญสำหรับการแจ้งเกิด การเตรียมเอกสารเตรียมคลอดให้พร้อมใส่กระเป๋าไว้ล่วงหน้าช่วยลดความฉุกละหุกได้มหาศาล โดยแบ่งเป็นส่วนที่ใช้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษา และส่วนที่ใช้สำหรับการแจ้งเกิดเพื่อขอรับสูติบัตรให้กับลูกน้อย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีความสำคัญเท่ากันและคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเอกสารทุกฉบับให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนดคลอด เอกสารส่วนตัวสำหรับติดต่อโรงพยาบาลที่ต้องพกติดตัว ส่วนแรกคือเอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอด เพื่อใช้ในการลงทะเบียนผู้ป่วยและประวัติทางการแพทย์ เอกสารสำคัญสำหรับการแจ้งเกิดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมล่วงหน้า หลังจากลูกน้อยลืมตาดูโลก เอกสารเตรียมคลอดในส่วนของการแจ้งเกิดจะต้องถูกนำมาใช้ทันที กรณีแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านอื่น ต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มบ้าง? หากต้องการแจ้งเกิดและย้ายชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้านที่บิดามารดาไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน ต้องใช้เอกสารเตรียมคลอดเพิ่มเติมดังนี้ เตรียมความพร้อมขั้นสุดกับ BabyGift ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องของใช้แม่และเด็ก นอกจากเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอดแล้ว การมีตัวช่วยที่รู้จริงเรื่องสินค้าแม่และเด็กจะทำให้คุณแม่สบายใจขึ้นมาก ที่ BabyGift เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมคุณภาพสูงเพื่อเตรียมทำสต็อกน้ำนม หรืออุปกรณ์เดินทางที่ต้องใช้ในวันออกจากโรงพยาบาลอย่าง คาร์ซีทมาตรฐานโลก เราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับลูกรัก สรุปการเตรียมตัวเพื่อวันสำคัญที่สมบูรณ์แบบ การเตรียมเอกสารเตรียมคลอด และของใช้ให้พร้อมเป็นเสมือนการสร้างเกราะความมั่นใจให้กับคุณแม่ เมื่อเอกสารครบ ข้าวของพร้อม คุณแม่ก็สามารถทุ่มเทความสนใจไปที่การดูแลสุขภาพกายและใจเพื่อรอพบหน้าเจ้าตัวเล็กได้อย่างเต็มที่ BabyGift ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างพ่อแม่มือใหม่เสมอ พร้อมสนับสนุนทุกครอบครัวด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง หากสงสัยว่าควรเลือกเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดี หรือต้องการคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูก เราพร้อมอยู่ข้างคุณเสมอ สามารถดูสินค้าทั้งหมดได้ที่ BabyGift Shop คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารเตรียมคลอด เอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอดควรเตรียมไว้ตอนกี่สัปดาห์? คุณแม่ควรเริ่มรวบรวมเอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอด ใส่แฟ้มหรือกระเป๋าเตรียมคลอดไว้ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ เพราะอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนจะช่วยลดความวุ่นวายได้ดีที่สุด […]

เชื่อว่าปัญหาที่หลายๆ บ้านจะต้องเจอก็คือ การที่ลูกรักไม่ยอมกินข้าว โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุ 1 ขวบขึ้นไป เมื่อเริ่มเดินได้คล่อง เริ่มวิ่งได้บ้าง ก็จะติดเล่น ไม่ค่อยยอมกินข้าวหรือกินได้น้อย บางคนก็อมข้าว ไม่ยอมเคี้ยว หรือหันหน้าหนี กว่าจะป้อนหมดชามก็ใช้เวลานานเกินไป ซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนเป็นกังวล เพราะการที่ลูกเราไม่ยอมกินข้าวก็อาจส่งผลต่อสุขภาพและการเติบโตของลูกได้ แต่ปัญหาการกินของลูกรับมือได้ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่ต้องให้เวลา ใช้ความเข้าใจ และต้องใจแข็งนิดหน่อย ก็จะทำให้ลูกมีวินัยในการกินมากขึ้น ลูกไม่ยอมกินข้าว 1 ขวบ จะแก้ปัญหาอย่างไรดี ? มาลองฝึกลูกน้อยไปพร้อม ๆ กันกับ BabyGift ได้เลยค่ะ ลูกไม่ยอมกินข้าว 1 ขวบ ทำยังไงดี ? ชวนดูเทคนิคดีๆ ที่ทำให้ลูกกินได้มากขึ้น การได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอในปริมาณที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับลูกน้อย เพราะส่งผลต่อการเจริญเติบโตตามวัย หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอนั้นอาจทำให้ลูกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และสุขภาพไม่แข็งแรงได้ โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเด็กอายุครบ 1 ขวบจะเริ่มเรียนรู้การปฏิเสธอาหารหรือคายอาหาร เนื่องจากมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถหยิบจับอาหารเข้าปากได้เอง การปฏิเสธ หรือคายอาหารจึงเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองกินสิ่งที่เป็นพิษหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป โดยส่วนใหญ่แล้ว การที่ลูกไม่ยอมกินข้าว 1 ขวบนั้นจะเกิดขึ้นไม่นานและหายไปได้เอง แต่เด็กบางคนอาจมีพฤติกรรมกินยาก […]

หากคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกอยู่บ้านตลอดเวลา และให้นมแม่แก่ลูกน้อยแบบ 100% อยู่  คงจะยังไม่ต้องหาข้อมูลหรือกังวลกับการเลือกซื้อขวดนมหรือจุกนมให้ลูกมากนักเพราะยังไม่ได้ใช้ แต่เมื่อไรที่คุณแม่ต้องกลับไปทำงาน ไปทำธุระข้างนอก หรือต้องให้นมแม่กับลูกด้วยขวดนมแล้ว สิ่งที่ต้องนึกถึงคือการเลือกขวดนมและจุกนมที่จะช่วยให้ลูกกินนมแม่ได้เต็มอิ่ม สบายท้อง ไม่ดูดลมเข้าไปและไม่เสี่ยงต่อการแน่นท้อง หรือร้องโคลิก และที่สำคัญจุกนมที่เลือกให้ลูกนั้นควรจะมีคุณสมบัติที่คล้ายการดูดจากเต้านมแม่ เพื่อให้ลูกน้อยไม่สับสนระหว่างเต้านมกับขวดนม ยอมกินนมแม่จากขวด และยอมกลับมากินนมแม่จากเต้าคุณแม่ได้เสมอ  เราจึงมาแนะนำให้คุณแม่รู้จักกับจุกนมคอแคบ และจุดนมคอกว้าง เพื่อให้คุณแม่หลายๆ ท่านที่ยังไม่รู้จัก ได้เห็นถึงความแตกต่าง และตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม ถูกใจ ลูกน้อยอิ่มนมได้เต็มที่โดยไม่มีปัญหาสุขภาพมาฝากกัน ชวนแม่เรียนรู้เรื่องจุกนมลูก เพราะลูกน้อยวัยทารกจะเคยชินกับการกินนมจากอกคุณแม่  เมื่อต้องมากินนมจากขวดจึงอาจสับสนและมีปัญหา คุณแม่จึงควรพิถีพิถันพิจารณาเลือกใช้จุกนมที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกน้อยดูดนมได้อย่างสะดวก ปลอดภัย โดยควรศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้  ขนาดของจุกนมที่แตกต่างว่าเหมาะกับลูกวัยไหน  วิธีทำความสะอาดและการเก็บรักษาจุกนมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานเสมอ เรื่องน่ารู้ของ ปลายจุกนม เนื่องจากแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะในการใช้งาน นั่นคือ– ปลายจุกนมเป็นรูวงกลม มักเป็นรูจุกนมที่ช่วยให้น้ำนมไหลได้ง่าย คือแม้ลูกจะไม่ดูด น้ำนมก็ไหลผ่านออกได้จึงเป็นจุกนมที่ช่วยให้ลูกดูดนมง่าย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ– ปลายจุกนมเป็นรูตัว Y (Three-Cut) เป็นจุกนมที่หากไม่ดูดนมจะไม่ไหล ต้องใช้แรงดูดของลูกให้น้ำนมไหลผ่านออกมา (ยกเว้นเป็นจุกนมสำหรับเด็กที่มีภาวะพิเศษดูดนมเองไม่ได้ จะมีการทำให้น้ำนมไหลออกได้ง่ายขึ้น)– ปลายจุกนมเป็นรูกากบาท (Cross-Cut) มักเป็นจุกนมที่ต้องใช้แรงดูดเหมือนรูตัว Y คือหากลูกไม่ดูดนมจะไม่ไหล  น้ำนมจะออกมามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงดูดของลูกเอง ช่วยป้องกันอาการสำลักให้ลูกน้อยได้นอกจากนี้รูของปลายจุกนม […]

เมื่อรู้ว่าตัวเองก้าวเข้าสู่สถานะคุณแม่ตั้งครรภ์เต็มตัวแล้ว สิ่งแรกที่บรรดาแม่ๆ ทั้งหลายแอบกังวลอยู่ไม่น้อย คงจะหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุด เพราะจากประสบการณ์ตรงของการเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว บรรดาเพื่อนสนิท คนใกล้ชิด มักจะวนเวียนมาถามว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรกินอะไร หรือสามารถกินอะไรได้บ้าง ยิ่งถ้าไม่มีอาการแพ้ท้อง ถือว่าโชคดีสองชั้น อยากกินทุกอย่างที่ขวางหน้าแน่นอน หรือแพ้ท้องแล้วก็ดันอยากจะกินอาหารที่ไม่ควรกินอีก เพราะโน้นก็อร่อย นี่ก็ของชอบ ไม่รู้ว่ากินเข้าไปแล้วจะมีผลกระทบต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์รึเปล่า วันนี้คุณแม่เลยอยากจะแนะนำอาหารคุณแม่ตั้งครรภ์ท้องใหม่ไม่ควรรับประทานให้ฟังว่า 1. อาหารที่มีรสจัดคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดมากๆ เพราะระบบย่อยอาหารจะผิดปกติไปจากเดิม การกินอาหารรสจัดๆ ไม่ว่าจะเผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด จะทำให้มีโอกาสปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ นำไปสู่อาหารเป็นพิษได้ง่าย 2. อาหารที่ก่อโรคไหลย้อนในช่วงตั้งครรภ์ โอกาสที่คุณแม่จะเป็นโรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนโดยเฉพาะ อาหารทอด, อาหารจำพวกแป้งที่ต้องอุ่นซ้ำ, อาหารที่มีรสจัด, ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ชีส รวมถึงยาบางชนิด เช่น ยาขยายหลอดลม เป็นต้น 3. อาหารที่กินแล้วท้องผูกต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า อาการท้องผูกกลายเป็นของคู่กันของคุณแม่ตั้งครรภ์ไปแล้ว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวงทวารได้ง่าย คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก หรือลดปริมาณการกินให้น้อยลง แล้วหันมารับประทานอาหารที่มีกากใยสูง อย่างผักและผลไม้แทน […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event