วิธีการ ทำสต๊อกน้ำนมแม่

เพราะนมแม่ คือสุดยอดอาหารมื้อแรกและเป็นอาหารที่ดีที่สุดของลูกน้อย   คุณแม่ทุกท่านจึงตั้งใจมอบคุณค่าน้ำนมแม่นี้ให้แก่ลูกรักได้นานที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  โดยส่วนใหญ่มักจะเตรียมพร้อมตั้งแต่ตั้งครรภ์ และหลังคลอดก็ให้นมแม่จากเต้าทันทีและเต็มที่  และเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนยอ่มวางแผนที่จะ ทำสต๊อกน้ำนมแม่ เพื่อให้ลูกได้กินนมแม่ในช่วงที่ต้องไปทำงาน และมีน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกได้กินต่อเนื่องยาวนาน

แต่การ ทำสต๊อกน้ำนมแม่ นอกจากคุณแม่ต้องมีวินัยในการปั๊มนมสม่ำเสมอทุกๆ 2-3 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องแล้ว  คุณแม่จำเป็นเรียนรู้ข้อมูลและอุปกรณ์ต่างๆ ในการเก็บน้ำนมแม่ เพื่อให้น้ำนมแม่ที่นำมาให้ลูกกินในภายหน้ายังมีคุณค่าครบถ้วนเต็มที่  ให้ลูกรักมีพัฒนาการดีทุกด้าน  เก่ง ฉลาด และสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ

ฉะนั้นมาดูกันว่า วิธีการทำสต๊อกน้ำนมแม่ต้องทำอย่างไร

อุปกรณ์ ทำสต๊อกน้ำนมแม่

เครื่องปั๊มนม 

เป็นผู้ช่วยสำคัญที่ทำให้คุณแม่ได้ปั๊มนมเก็บไว้ และกระตุ้นให้น้ำนมมาได้มากอย่างต่อเนื่อง และสามารถปั๊มนมแม่ได้ ตั้งแต่ที่บ้านไปจนถึงเมื่อต้องกลับไปทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องปั๊มนมให้เลือกมากมาย หาซื้อได้ง่ายทั้งทางออนไลน์และห้างสรรพสินค้าต่างๆ

โดยคุณแม่ควรพิถีพิถันหาข้อมูล และเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมที่ถูกใจ เหมาะสมกับชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้งานเมื่อต้องไปทำงานนอกบ้านหรือออกข้างนอก เช่น คุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน กับคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก อาจจะต้องเลือกเครื่องปั๊มนมที่ให้ความสะดวก และมีระบบการทำงานที่แตกต่างกันนั่นเอง

เครื่องปั๊มนมยุคใหม่ ก็มีให้คุณแม่ได้เลือกมากมายหลายแบบ หลายการใช้งานและหลายราคา อาทิ เครื่องปั๊มนมชนิดปั๊มมือ  เครื่องปั๊มนมชนิดใช้แบตเตอรี่ และ เครื่องปั๊มนมชนิดใช้ไฟฟ้า  แถมยังมีทั้งแบบที่ปั๊มนมเดี่ยวข้างเดียว แบบปั๊มนมได้คู่พร้อมกันสองข้าง รวมถึงสามารถชาร์จไฟจากพาวเวอร์ได้อีกด้วย สิ่งสำคัญคือการเลือกเครื่องปั๊มนมที่ได้มาตรฐาน มีแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับหรือได้รับความนิยมจากคุณแม่ทั่วไป ราคาเหมาะสม และใช้งานได้สะดวกในแบบของคุณแม่และครอบครัว

ถุงเก็บน้ำนม 

จำเป็นต้องมีเพื่อเก็บน้ำนมที่คุณแม่ปั๊มไว้มาเก็บแช่ไว้ในตู้เย็น โดยถุงเก็บน้ำนมที่ดีควรทำจากวัสดุที่ปลอดภัยในเกรดบรรจุอาหาร(Food Grade) ไม่มีสารและสีอันตราย เช่น ปราศจาก BPA ใช้สีเกรดอาหาร อาจเป็นถุงซิปล็อก 2 ชั้น ที่มีการซีลขอบข้างหนาพิเศษ ป้องกันการรั่วซึม คงทนแข็งแรงไม่ฉีกขาดง่าย สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ มีช่องหรือฉลากที่ให้คุณแม่สามารถเขียนวันและเวลาในการเก็บน้ำนมได้ในแบบที่หมึกไม่เลอะเลือนหรือจางหายไปได้ง่ายๆ

ยิ่งเป็นถุงเก็บน้ำนมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทั้งจากสากลและกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยได้ยิ่งดี

ขวดนม จุกนม 

เช่นเดียวกับการเลือกถุงเก็บน้ำนม คือต้องสะอาดปลอดภัย ผลิตจากวัสดุปลอดภัยเกรดอาหาร ไม่มีสารเคมีหรือวัสดุที่อันตรายหรือสะสมสารปนเปื้อน  ทนความร้อน  เลือกขนาดที่เหมาะกับการกินของลูกน้อย รวมถึงขนาดจุกนมที่ให้ลูกดูดก็ต้องเหมาะสมด้วย เช่น ลูกวัยทารกต้องใช้จุกนมไซส์ S และเปลี่ยนขนาดไซส์ขวดนมและจุกนมตามวัยที่ลูกโตขึ้น

อุปกรณ์ทำความสะอาด 

ได้แก่ น้ำยาล้างขวดนมจุกนม ที่ต้องเลือกที่มีส่วนผสมอ่อนโยน ปลอดภัย จากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง  ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตราย   รวมถึง ควรเตรียม แปรงล้างขวดนมและจุกนม ไว้ด้วย

เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขวดนม

เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยคุณแม่ฆ่าเชื้อหลังจากทำความสะอาดล้างขวดนมแล้ว ให้ปราศจากเชื้อได้หมดจดมากยิ่งขึ้น  ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องนึ่งขวดนมให้เลือกมากมาย ใช้งานได้สะดวกหลายฟังก์ชั่น  มีทั้งแบบนึ่งด้วยไอน้ำ อบด้วยแสงยูวี และอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถนึ่งหรือฆ่าเชื้ออุปกรณ์ของใช้อื่นๆ ของลูกได้ด้วย โดยคุณแม่สามารถเลือกซื้อหาได้ในร้านขายอุปกรณ์ของใช้สำหรับลูกน้อยชั้นนำได้ทันที

แผ่นซับน้ำนม

จำเป็นสำหรับคุณแม่เวลาใส่เสื้อผ้า เพราะหากไม่มีแผ่นซับน้ำนมไว้ น้ำนมแม่อาจจะซึมออกมาเลือกเสื้อชั้นในและเสื้อผ้าได้

วิธีการ ทำสต๊อกน้ำนมแม่

  1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปั๊มนม หรือเตรียมนมให้ลูกกิน
  2. เตรียมภาชนะเก็บนมที่สะอาด มีฝาปิดมิดชิด เช่น ขวดนม ถุงเก็บน้ำนม  ไม่ใส่ขวดหรือถุงพลาสติกเก็บอาหารทั่วไป
  3. ปั๊มน้ำนมแม่เก็บไว้ในถุงเก็บน้ำนม หรือขวดนม เสร็จแล้วล้างมือ และล้างอุปกรณ์ปั๊มนมให้สะอาดทุกชิ้น  ไม่ควรเทนมที่เพิ่งปั๊มใหม่ ไปรวมกับนมเก่าที่แช่แข็งไว้แล้ว  ควรแยกไว้ในแต่ละครั้งอย่างชัดเจน
  4. อย่าลืมเขียน วันที่ และเวลาในการเก็บนมไว้ที่ข้างถุงเก็บน้ำนมเสมอ
  5. เก็บนมแม่ที่ปั๊มไว้ ทำสต๊อกในตู้เย็น โดยนำถุงเก็บน้ำนมที่เขียนวันเวลาแล้ว แช่ไว้ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซ หรือหากเก็บไว้ช่องแช่แข็งธรรมดาก็สามารถทำได้  แต่จะมีระยะเวลาการเก็บที่จำกัด และควรนำมาใช้อย่างเหมาะสมดังนี้
การเก็บสต๊อกน้ำนมแม่ระยะเวลาที่เก็บได้
ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง ไม่เข้าตู้เย็นเก็บได้ 1 ชั่วโมง
ตั้งทิ้งไว้ในห้องปรับอากาศ  (ไม่เข้าตู้เย็น)เก็บได้ 4 ชั่วโมง
กระติกน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งตลอดเวลาเก็บได้ 1 วัน
ใส่ตู้เย็น ชั้นธรรมดาเก็บได้ 3-5 วัน
ตู้เย็นแบบ 1 ประตู ในช่องแช่แข็งเก็บได้ 1-2 สัปดาห์
ตู้เย็นแบบ 2 ประตู  ในช่องแช่แข็งเก็บได้ 3-6 เดือน
ตู้แช่เย็นจัด (-20 องศาเซลเซียส)เก็บได้ 6-12 เดือน

ระวัง *ไม่เก็บน้ำนมแม่บริเวณประตูตู้เย็นเพราะความเย็นจะไม่คงที่ ทำให้นมแม่เสียได้ง่าย

เมื่อคุณแม่ได้เรียนรู้วิธีการทำสต๊อกน้ำนมแม่ที่ถูกต้อง และการละลายนมสต๊อกก่อนให้ลูกกินแล้ว เชื่อว่าลูกน้อยของคุณแม่จะเติบโต แข็งแรง เก่ง ฉลาด มีสุขภาพและพัฒนาการที่ดีเยี่ยมเต็มที่  ด้วยเพราะได้พลังจากน้ำนมแม่ที่คุณแม่ทุ่มเททำสต๊อกเก็บไว้นี้นั่นเอง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีเริ่มต้นจากการให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่การที่ลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นปัญหาที่แม่หลายคนต้องพบเจอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยทารกหรือวัยเด็กเล็ก แต่หากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพของลูกในระยะยาว ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีจัดการลูกไม่ยอมกินข้าวที่ได้ผลจริงมาฝากค่ะ 1. สร้างสภาพแวดล้อมในการทานอาหารที่ดี บรรยากาศการทานอาหารที่ดีช่วยให้ลูกอยากทานมากขึ้น คุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและไม่กดดันขณะทานอาหาร เช่น การทานอาหารร่วมกันกับครอบครัว หรือการตั้งโต๊ะอาหารที่มีสีสันและดูน่าสนใจ เคล็ดลับ: 2. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกอาหาร เด็กมักจะรู้สึกสนุกและมีความภาคภูมิใจเมื่อได้เลือกหรือช่วยเตรียมอาหารเอง คุณแม่สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกเมนูอาหารหรือการจัดเตรียมอาหารบางอย่าง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อ เคล็ดลับ: 3. หลีกเลี่ยงการบังคับให้กินอาหาร การบังคับให้ลูกทานอาหารอาจทำให้ลูกเกิดความเครียดและต่อต้านการทานอาหารมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารจะช่วยให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการทานอาหาร เคล็ดลับ: 4. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย เด็กมักเบื่ออาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้นคุณแม่ควรเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายและน่าสนใจ เช่น การทำอาหารในรูปแบบต่างๆ หรือการเพิ่มรสชาติใหม่ๆ เข้าไปในอาหาร เคล็ดลับ: 5. ไม่เสิร์ฟของหวานก่อนมื้ออาหาร การเสิร์ฟของหวานหรือขนมก่อนมื้ออาหารจะทำให้ลูกอิ่มท้องก่อนและไม่อยากทานข้าว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการให้ขนมก่อนมื้ออาหาร เคล็ดลับ: 6. ทานอาหารร่วมกับลูก การทานอาหารร่วมกับลูกจะช่วยให้ลูกเห็นแบบอย่างในการทานอาหารที่ดี และทำให้ลูกรู้สึกมีส่วนร่วมในการทานอาหารด้วยกัน เคล็ดลับ: 7. ควบคุมเวลาการทานอาหาร การมีเวลาทานอาหารที่ชัดเจนจะช่วยให้ลูกสร้างนิสัยการทานอาหารที่ดี ไม่ทานอาหารระหว่างมื้อซึ่งอาจทำให้ลูกไม่หิวเวลาทานข้าว เคล็ดลับ: 8. ให้รางวัลเมื่อทานอาหารเสร็จ การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วเป็นวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกทานอาหารอย่างเต็มใจ โดยรางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นขนมหรือของหวานเสมอไป […]

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ สิ่งแรกๆ ที่คุณแม่ส่วนใหญ่นึกถึงก็คือเรื่องของการคลอดใช่มั้ยล่ะคะ ส่วนวิธีการคลอดนั้น ก็อย่างที่คุณแม่ทราบกันดีว่ามีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ก็คือการคลอดธรรมชาติกับการผ่าคลอดค่ะ เราลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าสองวิธีนี้ต่างกันยังไงบ้าง การคลอดธรรมชาติคืออะไร มีอะไรที่ต้องกังวลบ้าง? การคลอดธรรมชาติก็คือการที่คุณแม่เบ่งลูกน้อยออกมาทางช่องคลอด ซึ่งการคลอดแบบนี้คุณแม่จะต้องรอให้มีน้ำเดินหรือเจ็บท้องคลอด รวมถึงปากมดลูกเปิดมากพอที่จะทำการคลอดได้นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่จะเจ็บท้องคลอดกันที่ช่วง 37-40 สัปดาห์ค่ะ การคลอดธรรมชาติมักเป็นที่นิยมเพราะคุณแม่ส่วนใหญ่ก็อยากมีประสบการณ์ อยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดในการเบ่งคลอด แถมยังมีราคาถูกกว่าผ่าคลอดอีกด้วยนะ แม้ว่าการคลอดธรรมชาติจะเป็นวิธีที่ปลอดภัย แผลหายเร็ว และคุณแม่ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ก็มีหลายปัจจัยที่คุณแม่ควรทราบกันไว้ซักนิดนึงน้า ปัจจัยที่อาจทำให้การคลอดธรรมชาติไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเสมอไป 1. ลูกไม่กลับหัว ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการคลอดธรรมชาติ และมักจะจบลงด้วยการที่คุณหมอเปลี่ยนไปเป็นผ่าคลอดแทนค่ะ โดยปกติ เวลาที่จะคลอด ลูกน้อยจะต้องกลับหัวเพื่อใช้หัวดันออกมาจากช่องคลอด มีทารกบางรายที่ไม่ยอมกลับหัว หรืออาจจะกลับหัวผิดตำแหน่ง ทำให้คุณหมอไม่สามารถทำคลอดได้ 2. คุณแม่มีแรงเบ่งไม่พอ หรือเบ่งไม่เป็น แรงเบ่งนั้นมีความสำคัญกับการคลอดธรรมชาติมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะถ้าคุณแม่มีแรงเบ่งไม่พอ หรือเบ่งไม่เป็น ลูกน้อยก็จะไม่สามารถคลอดออกมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงนะ เพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่คุณแม่ไปฝากครรภ์ เค้าจะมีการอบรม สอนวิธีการเบ่ง การหายใจ เพื่อให้คุณแม่สามารถเบ่งได้อย่างถูกวิธีค่ะ 3. คุณแม่มีโรคประจำตัว โรคประจำตัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น โรคเบาหวาน […]

Baby Shower เป็นการจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อรับขวัญทารกที่ใกล้คลอด แขกที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นญาติและเพื่อนสนิท ซึ่งจะนำของขวัญมามอบให้คุณแม่ เพื่อต้อนรับเจ้าตัวน้อยของครอบครัวนั่นเอง เป็นการแบ่งปันความรักให้กับครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นที่นิยมในต่างประเทศ และปัจจุบันคนไทยเริ่มนิยมธรรมเนียมนี้เพิ่มมากขึ้น เริ่มจากการตั้งงบประมาณ ดูจากจำนวนแขกที่เชิญ หาสถานที่ ที่เราและแขกเดินทางสะดวก หรือถ้าบ้านมีบริเวณรับแขกจำนวนเยอะได้ ก็จัดที่บ้านได้เลยค่ะ  เลือกธีมงาน ส่งคำเชิญแบบออนไลน์สะดวกที่สุดค่ะ เตรียมของตกแต่งในงาน เตรียมอาหารและเครื่องดื่ม ตามธรรมเนียมว่าที่คุณแม่ จะมี Registered list ว่าของที่อยากได้มีอะไรบ้าง  ก็จะทำให้คุณแม่ได้ของใช้เบบี๋ได้ตรงกับใจที่ต้องการ และลิสต์ของรับขวัญจะมีตามนี้นะคะ 1. เสื้อผ้าเด็กอ่อน รวมไปถึงถุงมือ ถุงเท้า หมวก ผ้าห่อตัว ผ้าห่ม จัดแบบยกเซตไปเลยรับรองว่าคุณแม่เป็นปลื้มแน่ๆ 2. เก้าอี้ทานข้าว บางคนอาจคิดว่า กว่าจะได้ใช้ต้องรอเด็กโตก่อน ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป แต่เอาจริงๆแล้ว แป๊บๆเองนะคะ ได้ใช้ยาวๆจนเด็กโต 3 – 4 ปีได้เลย นะคะ 3. เปลไกว ยิ่งเป็นแบบอัตโนมัติยิ่งดี จะได้ช่วยให้แม่ๆได้พักผ่อนไปพร้อมกับลูกๆ 4. เป้อุ้มเด็ก ไอเทมนี้ไม่ควรพลาด ตัวช่วยคุณแม่ที่คุณพ่อสามารถแบ่งเบาได้ด้วย พ่อใช้ก็ชิลๆ แม่ใช้ก็ชิคๆ […]

น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกายของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ แต่ก่อนที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะตัดสินใจดื่มน้ำมะพร้าว ต้องศึกษาให้รอบด้านก่อนว่ามีประโยชน์และข้อควรระวังอะไรบ้าง สารอาหารและคุณประโยชน์ในน้ำมะพร้าว น้ำมะพร้าวนับเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยสารอาหารและเกลือแร่จำนวนมาก ได้แก่ นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แทนนิน และกรดสกัดจากเปลือกมะพร้าวอีกด้วย ซึ่งช่วยต่อต้านริ้วรอยและความแก่ชรา ประโยชน์ของน้ำมะพร้าวสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หลายคนอาจเคยได้ยินกระแสข่าวลือว่า การดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะทำให้แท้งบุตรได้ แต่ความจริงแล้วน้ำมะพร้าวกลับมีประโยชน์มากมายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำมะพร้าวเมื่อไหร่ จากประโยชน์มากมายของน้ำมะพร้าวข้างต้น จึงเห็นได้ชัดว่าน้ำมะพร้าวเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วิธีการและเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม มีดังนี้ ข้อควรระวังในการดื่มน้ำมะพร้าว แม้น้ำมะพร้าวจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ โดยมีข้อควรระวังดังนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการดื่มน้ำมะพร้าว หากมีประวัติแพ้มะพร้าวหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จากประโยชน์มหาศาลของน้ำมะพร้าวที่กล่าวไปข้างต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมะพร้าวอันล้ำค่า และเลือกดื่มน้ำมะพร้าวอย่างระมัดระวัง เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

คุณแม่รู้ไหม? เรื่องนอนของลูกน้อยทารกสำคัญมากพอๆ กับเรื่องการกินที่ดีเลยทีเดียว  เพราะการนอน มีผลทั้งต่อสุขภาพร่างกาย พัฒนาการ อารมณ์จิตใจ และการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ในอนาคตของลูกน้อย เพราะการให้ลูกน้อยได้นอนหลับเต็มที่ หลับสนิทและยาวนาน จะทำให้ Growth Hormone ในร่างกายลูกน้อยหลั่งออกมาได้ดี ส่งผลช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง  นอกจากนี้การที่ลูกน้อยได้นอนหลับสนิทเต็มที่ ยังทำให้สมองพัฒนาได้ดี ทำให้ลูกตื่นมาอารมณ์ดี เป็นเด็กที่สดใสและเลี้ยงง่ายอีกด้วย ดังนั้นคุณแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องการนอนของลูกน้อย ด้วยการให้ลูกได้นอนหลับสบายเต็มที่ยาวนาน ไม่มีสิ่งต่างๆ มารบกวน  โดยเฉพาะการเลือกเครื่องนอนหรือเปลนอนให้ลูก ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก โดยต้องเลือกเปลที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม ปลอดภัย ลูกน้อยหลับได้ยาวนาน  และยิ่งเป็นเปลที่ทำให้เบบี๋นอนหลับได้ง่าย เคลื่อนย้ายได้ แถมคุณแม่ไม่ต้องอุ้มเดินกล่อมลูกนอนให้ยุ่งยากต่อไป …นี่แหล่ะเปลนอนในดวงใจของทั้งคุณแม่และคุณลูก เปลนอนทารกมีกี่แบบ? 1. เปลหิ้ว หรือเปลตะกร้า เปลที่คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกนอนแล้วหิ้วเดิน หรือหิ้วไปใส่ในคาร์ซีทหรือรถเข็นได้ มีน้ำหนักเบา มีหูจับหิ้วสะดวก พกพาง่าย แต่ส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กซึ่งเหมาะสำหรับลูกน้อยวัยทารกแรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น ทำให้ใช้งานได้ไม่ยาวนานนัก 2. เปลไกว เปลไกว คือเปลนอนสำหรับเด็กที่สามารถแกว่งโยกไปมาได้ เป็นการเคลื่อนไหวคล้ายขณะที่ลูกทารกยังอยู่ในท้องแม่  เพื่อช่วยคุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกนอน โดยไม่ต้องอุ้มโยกกล่อมลูกน้อย ซึ่งเปลไกวมีการพัฒนาหลายแบบ ทั้งเปลไกวตั้งพื้นขนาดเล็กเฉพาะตัวลูก เปลไกวแบบลูกกรง […]

 ฝึกลูกกินข้าวเอง หรือคำที่คุ้นหูกันในปัจจุบันอย่าง BLW (Baby Led Weaning) คือวิธีการที่ให้ลูกรู้จักหยิบอาหารกินเอง โดยอาหารจะไม่ใช่พวกอาหารปั่น อาหารบด แต่เป็นอาหารที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ มีความนุ่ม และหยิบจับได้ วิธีการนี้จะทำให้ลูกได้รู้จักและคุ้นเคยกับอาหารที่เป็นของแข็งมากยิ่งขึ้น โดยวิธีนี้เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และสามารถนั่งได้เอง โดยที่ไม่ต้องมีคนช่วย ฝึกลูกกินข้าวเอง มีประโยชน์อย่างไร           การให้ลูกกินข้าวเองนั้น นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้จักอาหารที่เป็นของแข็งมากขึ้นแล้ว ยังมีส่วนในการช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย และด้านความคิดอีกด้วย 1. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการกินของลูก            ฝึกให้ลูกกินข้าวเอง ช่วยให้ลูกมีความสุขกับการทานอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะลูกได้สนุกกับการกิน สนุกกับการเลียนแบบท่าทางระหว่างการกินอาหาร ทำให้ไม่ต้องคอยหลอกล่อให้ลูกกินข้าว 2. ฝึกพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมือ           การให้ลูกได้หยิบจับอาหาร ทำให้ได้ฝึกการใช้แรงของมือ แรกๆอาหารอาจจะมีร่วงหล่นจากมือบ้าง หรืออาหารเละคามือบ้าง แต่ก็เป็นการให้ลูกได้ฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมือและน้ำหนักของมือ 3. ฝึกพัฒนาการการเคี้ยวและความคิด       […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid