คาร์ซีท เด็กแรกเกิด ต้องเลือกยังไง ? แจกทิปส์ที่พ่อแม่ต้องรู้ ก่อนเลือกซื้อเพื่อต้อนรับลูกน้อยกัน !

คาร์ซีทนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อย และคุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมพร้อมคาร์ซีทให้เรียบร้อยก่อนที่ลูกน้อยจะคลอด เพราะเมื่อออกจากโรงพยาบาลมาแล้วก็ต้องนั่งคาร์ซีทกลับบ้าน ทั้งเพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกน้อยเอง และเพื่อปฏิบัติตามกฏหโมายเรื่องการกำหนดที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิดอย่างไรดี ควรเลือกแบบไหน คาร์ซีทสำหรับเด็กมีกี่ประเภท เลือกอย่างไร BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันแล้วค่ะ 

เลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิด อย่างไรดี ? ต้องรู้อะไร ? เลือกยังไงดี หาคำตอบได้จากบทความนี้ ! 

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้กับลูกตั้งแต่ก่อนคลอด และควรที่จะให้ลูกได้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากร่างกายของเด็กทารกยังไม่แข็งแรง ยังไม่สามารถรับแรงกระแทกได้มากเท่าไหร่ อีกทั้งเราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงควรป้องกันไว้ก่อนและเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ คาร์ซีท เด็กแรกเกิด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี ต้องเลือกแบบไหน คาร์ซีท มีกี่แบบ ต้องเลือกอย่างไร ? ในบทความนี้ BabyGift มีเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดมาฝากกันค่ะ เรามารู้จักประเภทของคาร์ซีทกันก่อนเลย ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดได้ดังนี้ 

1. New Born Only : หรือคาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภทนี้จะมีขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา สามารถถอดออกและถือหิ้วเหมือนตะกร้าได้ เวลาที่ลูกนอนหลับก็ไม่ต้องปลุกลูก หรืออุ้มลูกออกจากคาร์ซีท ทำให้ลูกน้อยนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ในบางรุ่นสามารถนำไปใช้บนเครื่องบินหรือใช้กับรถเข็นเด็กได้ด้วย หรือบางรุ่นก็สามารถปรับเป็นเปลนอนได้ แต่คาร์ซีท เด็กแรกเกิดประเภทนี้มักจะมีอายุการใช้งานที่สั้น ส่วนใหญ่แล้วจะนั่งได้ไม่เกิน 18 เดือน เพราะเมื่อลูกเริ่มโตขึ้น คาร์ซีทแบบกระเช้าก็จะมีขนาดเล็กเกินไป จึงต้องรีบหาคาร์ซีทตัวใหม่มาทดแทน  

2. Convertible : หรือคาร์ซีทเด็กแรกเกิดจนถึงเด็กโต จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าคาร์ซีทแบบกระเช้า โดยแต่ละรุ่นนั้นก็จะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันไป โดยมีอายุการใช้งานตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 4 ปี 7 ปี หรือจนถึง 12 ปีเลยทีเดียว สามารถใช้งานกับเด็กได้หลายช่วงอายุ มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยมากขึ้น โครงสร้างของคาร์ซีทใหญ่ขึ้น และปรับการใช้งานได้ 2 รูปแบบ คือ ปรับให้คาร์ซีทหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) สำหรับเด็กแรกเกิด และปรับให้หันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) สำหรับเด็กโต มีเทคโนโลยีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ทำให้มีความปลอดภัยสูง แต่มีข้อเสียคือ มีน้ำหนักเยอะ ไม่สามารถถอดออกแล้วเดินถือได้เหมือนคาร์ซีทแบบกระเช้า และต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้ง    

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ยังมีความสงสัยว่า แล้วจะเลือกคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบคาร์ซีทกระเช้าหรือคาร์ซีทแบบ Convertible ก็ต้องเลือกจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ความสะดวกสบายในการใช้งาน หากครอบครัวไหนเดินทางบ่อย ต้องพาลูกน้อยไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำ การใช้คาร์ซีทแบบกระเช้าก็สะดวกสบายในการขนย้ายมากกว่าคาร์ซีทแบบ Convertible เพราะคาร์ซีทแบบกระเช้าสามารถนำไปติดตั้งบนรถเข็นได้ หรือปรับเป็นเปลนอนได้ด้วย แต่มีข้อเสียคือ ใช้งานได้ในระยะสั้น และมีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่า แต่ถ้าบ้านไหนไม่อยากเปลี่ยนคาร์ซีทบ่อย ๆ อยากใช้งานได้อย่างยาวนาน มีความแข็งแรงทนทาน การเลือกคาร์ซีทแบบ Convertible ก็ตอบโจทย์มากกว่าค่ะ  

จะเลือกคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด ควรเลือกอย่างไร ?  

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิดนั้น มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน นอกจากความสะดวกสบายและความเหมาะสมในการใชงานแล้ว ควรพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

1. เลือกคาร์ซีทที่มีการรับรองมาตรฐาน
สำหรับคาร์ซีทในประเทศไทย ได้มีประกาศจากกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ว่าคาร์ซีทจะต้องผลิตหรือนำเข้าเฉพาะคาร์ซีทที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยของยุโรปเท่านั้น ทั้งนี้ ยังมีประกาศเพิ่มข้อบังคับให้คาร์ซีทต้องผ่านการทดสอบการชนจากด้านข้างด้วย ซึ่งตรงกับข้อบังคับของมาตรฐานคาร์ซีท ECE R129 (i-Size) อันเป็นมาตรฐานฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงสุด ดังนั้นแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่คนไหนกำลังเลือกดูคาร์ซีทให้ลูกน้อยอยู่ ก็ให้มองหาสินค้าที่มีสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐาน ECE R129 (i-Size) รับรองว่าอุ่นใจในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยแน่นอนค่ะ (สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คาร์ซีทในประเทศไทย ใช้มาตรฐานใหม่ ECE R129 (i-Size) ได้ในบทความนี้ที่ BabyGift เขียนเอาไว้แล้วเพิ่มเติมได้เลยนะคะ) 

2. เลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก
สำหรับรูปแบบคาร์ซีท เด็กแรกเกิดนั้น ควรเลือกคาร์ซีทสำหรับทารกที่เป็นแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ หรือ Rear – Facing Car Seat เท่านั้น เพราะมีความปลอดภัยต่อลูกน้อยมากที่สุด ซึ่งคาร์ซีทแบบกระเช้าหรือ New Born Only Car seat และคาร์ซีทแบบ Convertible ก็สามารถปรับให้เป็นรูปแบบหันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear – facing Car Seat) ได้ทั้ง 2 แบบค่ะ และเมื่อลูกอายุ 2 ขวบขึ้นไป ก็จะสามารถนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้ามาด้านหน้า (Forward-facing Car Seat) ได้ 

3. เลือกคาร์ซีทที่มีสายรัดเข็มขัด 5 จุด 
คาร์ซีทที่มีสายรัดเข็มขัด 5 จุด จะมีความปลอดภัยมากกว่าสายรัดเข็มขัด 3 จุด ซึ่งสายรัดเข็มขัด 5 จุดจะประกอบด้วยสายรัดช่วงไหล่ 2 เส้น สายรัดเอว 2 เส้น และสายรัดผ่านระหว่างขาอีก 1 เส้น ซึ่งระบบเข็มขัดรัด 5 จุดนี้ จะสามารถป้องกันลูกน้อยเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ดีและมีความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ ควรเลือกคาร์ซีทที่มีการป้องกันแรงกระแทกด้านข้างด้วยนะคะ  เพราะในอุบัติเหตุทางรถยนต์นั้น มากกว่า 25 -30 % จะเป็นการชนกระแทกที่เกิดขึ้นจากทางด้านข้าง เพื่อการป้องกันสูงสุด จึงต้องให้ความสำคัญกับการกันกระแทกด้านข้างด้วยค่ะ 

4. เลือกให้เหมาะสมกับขนาดรถ และติดตั้งให้ถูกตำแหน่ง
การเลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิดนั้น นอกจากจะต้องเลือกขนาดของคาร์ซีทให้มีความเหมาะสมกับขนาดรถยนต์ของเราเพื่อความมั่นคงแน่นหนาและปลอดภัยสูงสุดแล้ว ควรติดตั้งให้ถูกตำแหน่งด้วย เช่น หากรถที่ใช้อยู่เป็นประจำเป็นรถเก๋ง ก็ควรติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะหลัง ไม่ควรติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะหน้าด้านข้างที่นั่งคนขับ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุเด็กอาจโดนกระแทกจากถุงลมนิรภัยและเป็นอันตรายได้  

5. เลือกซื้อคาร์ซีทจากศูนย์ในประเทศไทย
ควรซื้อคาร์ซีทที่มีศูนย์ในประเทศไทย เพื่อความสะดวกในการส่งซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ หรือสามารถเคลมได้ ทั้งนี้ ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีความน่าเชื่อถือ และนำเข้าคาร์ซีทอย่างถูกต้องตามกฏหมายด้วยนะคะ ซึ่งสามารถปรึกษากับ BabyGift ได้ จะได้อุ่นใจว่าใช้สินค้าที่มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างถูกต้อง สามารถเคลมได้และส่งซ่อมได้ หายห่วงเรื่องบริการหลังการขายค่ะ และถ้าเป็นไปได้ ควรซื้อคาร์ซีทที่เป็นของใหม่ และยังไม่ผ่านการใช้งาน เสี่ยงต่อการชำรุดเสียหายน้อยกว่า หากมีความจำเป็นจะต้องซื้อคาร์ซีทมือสองควรตรวจสอบว่าไม่มีชิ้นส่วนใดขาดหายไป ไม่มีรอยแตกหรือรอยร้าว และไม่เคยผ่านอุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อน เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบนิรภัยได้

ฟังก์ชั่นอื่นๆ ของคาร์ซีทที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการใช้งานมีอะไรบ้าง ? 

คาร์ซีท เด็กแรกเกิดในปัจจุบันยังมีฟังก์ชั่นให้เลือกอีกหลายแบบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อตัวเด็ก และเพิ่มความสะดวกต่อทั้งตัวเด็ก และคุณพ่อคุณแม่ขณะใช้งาน นอกจากจะพิจารณาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และปัจจัยต่างๆ ข้างต้นแล้ว ฟังก์ชั่นอื่นๆ ของคาร์ซีทก็มีอีกหลายแบบ ดังนี้ค่ะ 

1.คาร์ซีทที่สามารถหมุนได้
เป็นคาร์ซีทที่สามารถหมุนหันหน้าเข้าออกเบาะรถได้ในตัวเดียว โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ ซึ่งคาร์ซีทประเภทนี้จะมีข้อดีตรงที่หมุนได้ 360 องศา ทำให้สะดวกสบายต่อการติดตั้ง ติดตั้งครั้งเดียวจบ สะดวกต่อการอุ้มลูกขึ้นลงรถ ง่ายต่อการดูแลลูกไม่ว่าจะเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเล่นกับลูก สามารถปรับการใช้งานได้ตามการใช้ชีวิตของลูก เวลาอุ้มลูกเข้า – ออกจากคาร์ซีท ก็แค่หมุนไปในองศาที่คุณพ่อแม่สะดวก แต่คาร์ซีทแบบนี้มักจะมีช่วงอายุการใช้งานสั้น เพราะส่วนใหญ่จะใช้ได้จนถึงลูกอายุ 4 ปีเท่านั้นค่ะ  

2. คาร์ซีทแบบไม่สามารถหมุนได้
คาร์ซีทประเภทนี้ส่วนใหญ่จะออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานของเด็กโตด้วย จึงไม่มีฟังก์ชั่นการหมุนมาให้ และจะต้องติดตั้งใหม่เมื่อลูกโตขึ้น จากการนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) ไปเป็นการนั่งหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) แต่คาร์ซีทแบบนี้ จะใช้งานได้นานขึ้นกว่าแบบที่หมุนได้ บางรุ่นใช้ได้ถึง 12 ปี เลยทีเดียวค่ะ 

3. คาร์ซีทปรับนอนราบได้ และหมุนได้
คาร์ซีทแรกเกิดประเภทนี้ จะมีความพิเศษกว่าแบบอื่นคือ สามารถปรับนอนราบได้สูงสุด 170 องศา และยังหมุนได้ด้วย เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด และเด็กเล็กที่ต้องเดินทางบ่อย นอกจากนี้ ยังเหมาะกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนดด้วย เพราะการปรับนอนราบจะช่วยทำให้เด็กนั่งคาร์ซีทได้สบายขึ้น และหายใจสะดวกขึ้น  การนอบราบยังช่วยให้เด็กหายใจได้อย่างเต็มที่ ช่วยเรื่องการพัฒนาทางสมองและระบบต่างๆ ของร่างกาย คาร์ซีทแบบนี้ทำให้ลูกสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ในขณะเดินทาง โดยคาร์ซีทประเภทนี้จะเหมาะกับรถที่มีพื้นที่กว้าง เพราะต้องปรับเอนนอนให้กับลูก และเนื่องจากเป็นคาร์ซีทหมุนได้ จึงมีช่วงอายุการใช้งานสั้นกว่า ส่วนมากใช้ได้ถึงอายุ 4 ปี 

ข้อควรระวังในการเลือกคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดที่พ่อแม่ควรรู้ 

การเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อยนั้น นอกจากจะต้องเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสมกับการใช้งาน มีฟังก์ชั่นตามที่ต้องการ และมีมาตรฐานการรับรองคุณภาพที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลแล้ว การเลือกซื้อคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงอย่างเต็มที่ จะต้องพิจารณาว่าลูกน้อยของเราต้องได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุดในทุกๆ ด้าน เพื่อความปลอดภัยที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 8 จุดสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจในการเลือกซื้อคาร์ซีท รวมถึงการซื้อของใช้ต่างๆ ให้กับเด็กแรกเกิด ซึ่งมาจากการค้นคว้าและวิจัยโดย Aprica ที่มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ  

  • สมองและศีรษะ : บริเวณศีรษะของเด็กแรกเกิดนั้นจะมีความเปราะบาง เด็กแรกเกิดจะมีขนาดศีรษะเท่ากับ 1 ใน 4 ของร่างกาย ถือได้ว่ามีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกายโดยรวม คาร์ซีทสำหรับลูกน้อยจึงควรมีส่วนที่ Support บริเวณศีรษะได้ดี และสามารถปกป้องบริเวณศีรษะของลูกน้อยได้อย่างดีเยี่ยม   
  • ระบบหายใจ : ระบบหายใจของเด็กเล็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทารกจะใช้ท้องเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหายใจ เมื่ออยู่ในลักษณะท่าทางที่ต้องงอตัวหรือถูกกดทับบริเวณท้องจะทำให้เกิดสภาวะหายใจติดขัดได้ง่าย คาร์ซีทที่ดีต้องสามารถปรับระดับองศาการนอนให้เหมาะสม โดยองศาที่เหมาะสมอยู่ที่ 135 -170 องศา  
  • กระดูกสันหลัง : เด็กแรกเกิดจะมีแนวกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง สะโพกสามารถเคลื่อนได้ง่าย ดังนั้นจึงควรดูแลจัดให้สรีระอยู่ในท่านั่งและนอนให้เหมาะสม ให้ลูกน้อยสามารถขยับแขนและขาได้ง่ายเป็นธรรมชาติ เบาะรองนอนของคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดจึงควรมีการออกแบบเพื่อ support ช่วงหลังและสะโพกของเด็กได้ดี  
  • ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย : เด็กแรกเกิดมีความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายต่ำ ดังนั้นตัวช่วยในการปรับอุณหภูมิให้มีความเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็กควรมีการระบายอากาศที่ดีโดยเฉพาะด้านหลังของตัวเด็ก เพราะเป็นจุดที่เหงื่อออกได้ง่ายมากกว่าจุดอื่นๆ 
  • การนอนที่ยังไม่เป็นระบบ : เด็กแรกเกิดจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนและเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 จะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างของกลางวันกลางคืนค่ะ ดังนั้นการเลือกคาร์ซีทที่สามารถให้ลูกน้อยของเรานอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ขณะเดินทางก็จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านร่างกายอย่างเหมาะสม 
  • ผิวหนังบองบางไวต่อสิ่งสัมผัส : ผิวหนังของเด็กเล็กมีความบอบบางมาก จึงไวต่อสิ่งสัมผัสและผิวแห้งง่าย ด้วยรูขุมขนที่ละเอียดเล็ก จึงทำให้คลายความร้อนได้ช้าและทำให้มีเหงื่อออกมาก เนื้อผ้าของคาร์ซีทก็ควรที่จะปลอดภัยต่อผิวเด็ก ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และควรระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ไม่กักเก็บเหงื่อ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัว รู้สึกระคายเคือง หรืออาจเกิดอาการแพ้เหงื่อตัวเองได้  
  • ประสาทสัมผัสที่อ่อนแอ : เด็กแรกเกิดจะมีระยะการมองเห็นสั้นๆ และยังมองเห็นได้ไม่ดีพอ เด็กจะรับรู้ข้อมูลส่วนใหญ่ผ่านการสัมผัสทางด้านร่างกาย คาร์ซีทจึงควรมีหลังคาที่สามารถปิดบังแสงแดด และสามารถป้องกันรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อทั้งผิว และสายตาของเด็กเล็กได้ 
  • ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย : ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ สิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กแรกเกิดจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่ติดตัวเด็กไปเป็นระยะเวลาหลายปี ดังนั้น การเลือกคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดควรเลือกที่ทำจากวัสดุอันไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก มีความปลอดภัยต่อลูกน้อย และสามารถทำความสะอาดได้ เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค ฝุ่น และแบคทีเรียที่อาจทำให้ลูกน้อยป่วยได้  

คาร์ซีทเด็กแรกเกิดที่ BabyGift อยากแนะนำ ! 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังเตรียมพร้อมเลือกซื้อคาร์ซีทให้กับลูกน้อย ก็น่าจะมีแนวทางในการเลือกบ้างแล้วนะคะ ซึ่งคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดในท้องตลาดนั้นก็มีหลายรุ่นหลายแบบด้วยกัน ถ้าใครยังไม่มีคาร์ซีทในใจ BabyGift มีมาแนะนำแล้วค่ะ  

1. คาร์ซีทแรกเกิด Ailebebe รุ่น Kurutto R The First 

คาร์ซีทของ Ailebebe รุ่น Kurutto R The First เป็นคาร์ซีทเพื่อเด็กแรกเกิดที่ได้การรับรองมาตรฐานใหม่ ECE R129 ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น มี Head Support ใหม่ที่หนาขึ้น 100 มิลลิเมตร ช่วยป้องกันการกระแทกด้านข้างได้อย่างมั่นใจ โครงสร้างออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของทารก เพื่อปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยอย่างรอบด้าน  

จุดเด่น  

  • ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ECE R129 (i – Size) 
  • เป็นคาร์ซีททรงไข่ Egg – Shell Protection เพื่อทารกแรกเกิดอย่างแท้จริง  
  • พนักพิงสามารถยุบตัวได้  จึงช่วยรองรับแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ช่วยปกป้องกระดูกสันหลังของลูกน้อย 
  • โครงคาร์ซีทเป็นไฟเบอร์กลาส มีความทนทาน แข็งแรง แตกหักยาก  
  • ผ้าที่บุคาร์ซีทสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ 99% ด้วยพลัง Ion Silver  
  • ด้านหลังและด้านข้างของคาร์ซีทมีช่องระบายอากาศถึง 1695 ช่อง 
  • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมระบบ Jumping Harness  
  • สามารถหมุนได้ 360 องศา ช่วยให้อุ้มลูกขึ้นลงคาร์ซีทได้อย่างปลอดภัย  
  • หลังคาของคาร์ซีทสามารถคลุมได้มิดชิดถึงปลายเท้า ยาว 98 เซนติเมตรช่วยป้องกันรังสี UV และปกป้องดวงตาของลูกน้อย  

การใช้งาน : แรกเกิด – 4 ปี หรือน้ำหนักไม่เกิน 18 กิโลกรัม หรือความสูงระหว่าง 40 – 105 เซนติเมตร  

การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX 

แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น 

ราคาโดยประมาณ : 28,900 บาท 

ช่องทางการสั่งซื้อสินค้าใน BabyGift : คาร์ซีทแรกเกิด Ailebebe รุ่น Kurutto R The First 

2. คาร์ซีทแรกเกิด Ailebebe รุ่น Kurutto R Grance 

อีกหนึ่งคาร์ซีทเพื่อเด็กแรกเกิดจากแบรนด์ Ailebebe รุ่น Kurutto R Grance ได้การรับรองมาตรฐานใหม่ ECE R129  เช่นเดียวกัน มาพร้อม Head Support ใหม่ที่หนาขึ้น เบาะมีขนาดใหญ่พิเศษ เสริมกันกระแทกด้านข้างได้อย่างมั่นใจ ได้รับการทดสอบแรงกระแทกทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง อุ่นใจในเรื่องความปลอดภัยของลูกน้อย  

จุดเด่น   

  • ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ECE R129 (i – Size) 
  • เป็นคาร์ซีททรงไข่ Egg – Shell Protection เพื่อทารกแรกเกิดอย่างแท้จริง  
  • พนักพิงสามารถยุบตัวได้  จึงช่วยรองรับแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ช่วยปกป้องกระดูกสันหลังของเด็กเล็ก 
  • โครงคาร์ซีทเป็นไฟเบอร์กลาส มีความทนทาน แข็งแรง แตกหักยาก  
  • ด้านหลังและด้านข้างของคาร์ซีทมีช่องระบายอากาศถึง 1695 ช่อง 
  • คาร์ซีทบุผ้าตาข่าย W Russell ตลอดช่วงตัว มีการถักทอแบบตัว W ทำให้ระบายอากาศได้ดีขึ้น  
  • สามารถหมุนได้ 360 องศา ช่วยให้อุ้มลูกขึ้นลงคาร์ซีทได้อย่างปลอดภัย  
  • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมระบบ Jumping Harness  
  • หลังคาของคาร์ซีทสามารถคลุมได้มิดชิดถึงปลายเท้า ยาว 79 เซนติเมตรช่วยป้องกันรังสี UV และปกป้องดวงตาของลูกน้อย  

การใช้งาน : แรกเกิด – 4 ปี หรือน้ำหนักไม่เกิน 18 กิโลกรัม หรือความสูงระหว่าง 40 – 105 เซนติเมตร  

การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX 

แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

3. คาร์ซีทแรกเกิด APRICA รุ่น Fladea Grow Safety Plus 

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด APRICA รุ่น Fladea Grow Safety Plus ได้รับการคิดค้นวิจัยโดยกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น เป็นรุ่นเดียวในโลกที่มีการออกแบบเป็น Flatbed Design จดสิทธิบัตรเฉพาะแบรนด์ APRICA เท่านั้น โดยคาร์ซีทสามารถปรับนอนราบได้ ให้ลูกน้อยได้นั่งสบายระดับ First Class ปลอดภัยสูงสุดทุกการเดินทาง ติดตั้งครั้งเดียวจบ สามารถปรับใช้งานได้ทั้งแบบนอนราบ แบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) และหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing)  

 จุดเด่น  

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับยุโรป R129 (i-Size) เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงสุด  
  • ออกแบบเป็น Flatbed Design คาร์ซีทที่สามารถปรับนอนราบได้ ให้ทารกนอนหงายอยู่ในท่าที่ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ท้องไม่งอ คอไม่พับ หายใจสะดวก ป้องกันภาวะ Baby Shaken Syndrome ได้อย่างอุ่นใจ  
  • ทารกที่คลอดก่อนกำหนด ระบบทางเดินหายใจยังไม่แข็งแรง ก็สามารถใช้คาร์ซีทนอนราบได้อย่างปลอดภัย  
  • มี Mamoru Support เบาะนอนสำหรับทารก พร้อมเสริมนวมปลายเท้า กันกระแทกรอบด้าน 360 องศา นอนสบาย อบอุ่น และปลอดภัยมากขึ้น  
  • นวัตกรรมช่องระบายอากาศด้านหลัง อากาศถ่ายเทได้ดี ระบายความร้อนไม่ให้สะสมที่เบาะ นั่งนานได้โดยไม่รู้สึกร้อน  
  • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา พร้อมล็อค 4 ทิศทาง เพิ่มความปลอดภัยในการหมุนมากขึ้น ช่วยพาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก แม้จอดรถในที่แคบ  
  • มี Side Protection ป้องกันการกระแทกด้านข้างได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล  
  • มีเข็มขัดนิรภัย 5 จุด ปลอดภัยสูง พร้อมเสริมนวมหนานุ่ม สวมใส่สบาย  
  • หลังคาขนาดใหญ่ กันความร้อน กันแดด UV Protection 99% ปกป้องดวงตาทารก พร้อมช่องระบายอากาศ 2 ช่อง อากาศถ่ายเทได้ดี  

การใช้งาน : แรกเกิด – 4 ปี หรือความสูงระหว่าง 40 – 100 เซนติเมตร  

การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX 

แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

4. คาร์ซีทแรกเกิด RENOLUX รุ่น GAIA 

มาดูคาร์ซีทจากแบรนด์ประเทศฝรั่งเศสกันบ้างค่ะ กับแบรนด์ RENOLUX รุ่น GAIA เป็นสิทธิบัตรความปลอดภัยเฉพาะแบรนด์เท่านั้นที่เลือกใช้เหล็กเป็นโครงสร้างหลักของคาร์ซีท ฉีดขึ้นรูปห่อหุ้มด้วยโฟมชนิดพิเศษ มีความแข็งแรงทนทาน ดูดซับแรงกระแทกได้มากกว่าคาร์ซีททั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวค่ะ พร้อมสัมผัสที่นุ่มสบายเหมือนยกโซฟามาไว้ในรถ ให้ลูกน้อยได้นั่งคาร์ซีทอย่างสบายตัว พร้อมความปลอดภัยแบบจัดเต็ม 

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
  • เป็นแบรนด์เดียวในโลกที่มีเทคโนโลยี Softness Cushion ใช้โครงเหล็กทั้งตัว หุ้มด้วยโฟมพิเศษ ทำให้เบาะนุ่มพิเศษ นั่งสบายเหมือนโซฟา ดูดซับแรงกระแทกได้มากกว่าคาร์ซีททั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์  
  • ปรับเลื่อนระดับเพิ่มพื้นที่วางขาได้ ให้ลูกนั่งหันหน้าเข้าเบาะได้นานที่สุด 4 ปี หรือจนกว่าจะมีส่วนสูง 105 เซนติเมตร  
  • หมุนง่ายได้ถึง 180 องศา สะดวกสบาย ช่วยอุ้มลูกเข้าหรือออกคาร์ซีทได้ง่ายขึ้น  
  • เนื้อผ้าสัมผัสเย็น หนานุ่ม นั่งสบายมากขึ้น 
  • มี Side Protection ป้องกันการชนด้านข้าง รองรับแรงกระแทกได้ดี  

การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40 – 105 เซ็นติเมตร หรือ อายุ 0 – 4 ปี  

การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

แบรนด์ : ประเทศฝรั่งเศส

5. คาร์ซีทแรกเกิด KINDERKRAFT รุ่น I-360

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนมองหาคาร์ซีทที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กจนถึงเด็กโต แนะนำเป็นรุ่นนี้เลยค่ะ คาร์ซีทของ KINDERKRAFT รุ่น I-360 ใช้งานได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปี ได้มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ยุโรป R129 (i-Size) จากประเทศเยอรมนี ติดตั้งง่ายด้วยระบบ ISOFIX และ Support leg รองรับการใช้งานได้ทุกช่วงอายุ มีซัพพอร์ตเด็กแรกเกิด ช่วยให้ทารกนั่งได้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ซึ่งสามารถถอดออกได้ เมื่อลูกโตขึ้น พร้อมเนื้อผ้าเนียนนุ่ม สัมผัสสบาย ระบายอากาศได้ดี ให้ลูกน้อยสบายตัวตลอดการเดินทาง 

จุดเด่น  

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหมยุโรป R129 (i-Size) เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงสุด  
  • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา หมุ่นง่าย พาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก แม้จอดรถในที่แคบ  
  • ปรับการใช้งานได้ 3 STEPs ติดตั้งได้ทั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) หันหน้าไปหน้ารถ (Forward Facing) และปรับเป็นบูสเตอร์ซีทเด็กโต (Booster Seat)  
  • ติดตั้งง่ายด้วยระบบ ISOFIX และ Support leg ขาค้ำยัน ช่วยยึดคาร์ซีทให้แน่นหนากับเบาะรถยนต์  
  • ปรับเอนนอนได้ 5 ระดับ ตามสรีระลูกน้อย และปรับความสูงพนักพิงศีรษะได้ 12 ระดับ ตามสรีระลูกน้อยแต่ละวัยจนถึงส่วนสูง 150 เซนติเมตร 
  • มี Head Support หนา 3 ชั้น ปกป้องศีรษะ และลำคอทารกแรกเกิดได้อย่างแน่นหนา  
  • มี Side Protect เสริมการ์ดด้านข้าง ป้องกันการกระแทกได้อย่างปลอดภัย  
  • มีเข็มขัดนิรภัย 5 จุด ปลอดภัยสูง สามารถใช้ได้จนลูกน้อยส่วนสูง 100 เซนติเมตร 
  • โครงคาร์ซีทใหญ่ แข็งแรง แตกหักยาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี  
  • มีซัพพอร์ตเด็กแรกเกิด ช่วยให้ทารกนั่งได้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ สามารถถอดออกได้ เมื่อลูกโตขึ้น 
  • เนื้อผ้าเนียนนุ่ม สัมผัสสบาย ระบายอากาศได้ดี  

การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 12 ปี หรือมีความสูง 40 – 150 เซนติเมตร 

การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี

6. คาร์ซีทแรกเกิด KINDERKRAFT รุ่น I-GROW  

คาร์ซีทอีกรุ่นหนึ่งที่ใช้งานได้อย่างยาวนานตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 12 ปี จัดเต็มเรื่องความปลอดภัย มีระบบติดตั้งเสริม TOP TETHER ตะขอเกี่ยวเบาะรถยนต์ พร้อมหมุนได้ 360 องศา เพียงกดปุ่มก็พาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก โครงคาร์ซีทมีขนาดใหญ่ แข็งแรง แตกหักยาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี มีซัพพอร์ตเด็กแรกเกิด ช่วยให้ทารกนั่งได้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ สามารถถอดออกได้เมื่อลูกโตขึ้น เนื้อผ้าเนียนนุ่ม สัมผัสสบาย ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อลูกรัก  

จุดเด่น 

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
  • ติดตั้งปลอดภัยสูง ด้วยระบบ ISOFIX และ TOP TETHER ตะขอเกี่ยวเบาะรถยนต์ 
  • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา พาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก แม้จอดรถในที่แคบ  
  • ปรับการใช้งานได้ 3 STEPs ติดตั้งได้ทั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) หันหน้าไปหน้ารถ (Forward Facing) และปรับเป็นบูสเตอร์ซีทเด็กโต (Booster Seat)  
  • ปรับเอนนอนได้ 5 ระดับ และปรับความสูงพนักพิงศีรษะได้ 12 ระดับ ตามสรีระลูกน้อยแต่ละวัยจนถึงส่วนสูง 150 เซนติเมตร 
  • มีเข็มขัดนิรภัย 5 จุด ปลอดภัยสูง สามารถใช้ได้จนลูกน้อยส่วนสูง 100 เซนติเมตร 
  • มี Head Support หนา 3 ชั้น ปกป้องศีรษะ และลำคอทารกแรกเกิดได้อย่างแน่นหนา  
  • มี Side Protect เสริมการ์ดด้านข้าง ป้องกันการกระแทกได้อย่างปลอดภัย  

การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 12 ปี หรือ ความสูง 40 – 150 เซนติเมตร  

การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี

7. คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น MINK PRO 

ถ้ากำลังมองหาคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย มีน้ำหนักเบา แนะนำเป็นคาร์ซีทแบบกระเช้าจาก KINDERKRAFT รุ่น MINK PRO ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป R129 (i-Size) จากประเทศเยอรมนี มีน้ำหนักเบาเพียง 3.5 กิโลกรัม ถอด และถือหิ้วเหมือนตะกร้าได้ ติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) มีซัพพอร์ตแรกเกิดหนานุ่มทั้งชิ้น ให้ทารกนั่งได้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย  

จุดเด่น  

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับยุโรป R129 (i-Size) เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงสุด  
  • ติดตั้งกับรถเข็นเด็ก ที่มี Adapter ได้ เช่น รถเข็นเด็กรุ่น Apino และรถเข็นรุ่น NEA 
  • ปรับพนักพิงศีรษะและเข็มขัดนิรภัยพร้อมกันได้ 5 ระดับ ตามสรีระลูกน้อย  
  • มี Head Support เมมโมรี่โฟมหนา 3 ชั้น เสริมด้านในด้วย EPS โฟม ปกป้องศีรษะ และลำคอทารกแรกเกิดได้อย่างแน่นหนา  
  • มี Side Protect เสริมการ์ดป้องกันการกระแทกด้านข้าง ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล  
  • เข็มขัดนิรภัย 3 จุด พร้อมนวมหุ้มสายเข็มขัดหนานุ่ม สัมผัสสบาย มีความปลอดภัยสูง  
  • มีหลังคาบังแดด ปกป้องสายตาทารกที่ยังบอบบาง ให้ลูกน้อยหลับสนิทมากขึ้น  
  • โครงคาร์ซีทแข็งแรง แตกหักยาก ดูดซับแรงกระแทกได้สูง  

การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 15 เดือน หรือ ความสูง 40 – 75 เซนติเมตร หรือน้ำหนัก 0 – 13 กิโลกรัม  

การติดตั้ง : ระบบ Belt  

แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี

8. คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น I-CARE  

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาคาร์ซีทแรกเกิด ยี่ห้อไหนดีที่เป็นคาร์ซีทแบบกระเช้า รุ่นนี้ก็น่าสนใจค่ะ เป็นคาร์ซีทกระเช้าเด็กแรกเกิดที่สามารถถอดและถือหิ้วเหมือนตะกร้าได้ เลย ติดตั้งกับรถเข็นเด็กได้ สะดวกสบายในการเดินทาง พร้อมจัดเต็มเรื่องความปลอดภัย ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป R129 (i-Size)  

จุดเด่น   

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
  • ติดตั้งกับรถเข็นเด็ก ที่มี Adapter ได้ เช่น รถเข็นเด็ก รุ่น NEA  
  • ปรับพนักพิงศีรษะและเข็มขัดนิรภัยพร้อมกันได้ 4 ระดับ ตามสรีระลูกน้อย   
  • น้ำหนักเบาเพียง 4.2 กิโลกรัม ถอดออก และถือหิ้วได้สะดวก  
  • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมนวมหุ้มสายเข็มขัดหนานุ่ม สัมผัสสบาย  
  • พนักพิงแข็งแรง หนา 3 ชั้น ลดแรงกระแทกได้ดี  
  • มีฟังก์ชั่น Side Protect เสริมการ์ดป้องกันการกระแทกด้านข้าง  
  • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมนวมหุ้มสายเข็มขัดหนานุ่ม สัมผัสสบาย มีความปลอดภัยสูง   

การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 15 เดือน หรือ ส่วนสูง 40 – 87 เซนติเมตร  

การติดตั้ง : ระบบ Belt (ฐาน Isofix จำหน่ายแยก)  

แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี   

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองท่านใดที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิดอย่างไรดี ต้องพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง ก็หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ หรือถ้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า BabyGift เป็นร้านจำหน่ายสินค้าแม่ และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในการคัดสรรคาร์ซีทที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทุกช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเลือกชมคาร์ซีทสำหรับแรกเกิดได้ด้วยตัวเอง หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟทั้ง 6 สาขา ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ  

อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก :  https://www.babylist.com/hello-baby/car-seats
https://www.tcc.or.th/tcc_media/info-how-to-choose-carseat/
https://www.princsuvarnabhumi.com/news/car-seat  

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เกิดมาเป็นคุณแม่ยุค New Normal แม้ชื่อจะดูเท่ แต่มันก็มาพร้อมกับความยากลำบากนิดๆ เพราะต้องใช้ชีวิตแบบอุปกรณ์เยอะ ไหนจะหน้ากาก ไหนจะเจลแอลกอฮอล์ แถมพิธีรีตองเยอะกว่าเดิม และโลกที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นแบบนี้ ใช่ว่าเราจะเดินเข้าออกจากบ้านได้อย่างสบายใจเสียเมื่อไหร่ เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าคุณแม่ที่มีลูกน้อยในยุค New Normal แบบนี้จะต้องทำอะไรบ้างก่อนออกจากบ้าน และทำอะไรบ้างเมื่อกลับมา 4 ข้อควรทำก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน 1.เช็คอัพเดทติดตามยอดผู้ป่วยกันซักนิด ถึงแม้ว่าช่วงนี้สถานการณ์จะดูเบาลง แต่ก็ไม่ควรละเลยน้า ตอนนี้มีช่องทางมากมายให้คุณแม่ได้เช็คข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นข่าวสดจากทางโทรทัศน์ ที่คอยรายงานข่าวเกี่ยวกับยอดผู้ป่วยและสถานการณ์ COVID ในแต่ละวันอยู่ตลอด หรือจะเป็น Social Media ต่างๆ ที่สรุปข่าวมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน การติดตามสื่อเหล่านี้จะช่วยให้เราอัพเดทเรื่องราวข่าวสารเกี่ยวกับเจ้าโรคร้ายเป็นประจำ แถมยังทำให้เราทราบถึงพื้นที่ที่กำลังระบาด จะได้หลีกเลี่ยงได้ทันท่วงที อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณแม่ชื่นชอบที่จะติดตามข่าวสารจากทาง Social Media มากกว่าช่องทางอื่น คุณแม่อย่าลืมกรองข่าวให้ดี เพราะอย่าลืมว่า Social Media เป็นแหล่งรวมของข่าวลวงอันดับหนึ่งเลยนะ 2. พกหน้ากากให้เป็นนิสัย  ก่อนหน้านี้ เวลาจะออกจากบ้านเราก็มักจะส่องกระจกดูว่าแต่งตัวแต่งหน้าเรียบร้อยรึยัง แต่ตอนนี้ ก่อนออกจากบ้าน คุณแม่จะต้องส่องกระจกเพื่อเช็คดูว่าใส่หน้ากากพร้อมลุยแล้วหรือยังแทน คุณแม่ควรจะมีหน้ากากอย่าน้อยสองอันพกติดตัวไว้ เผื่อทำหายระหว่างทาง แล้วก็นอกจากจะเช็คหน้ากากของตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมดูของลูกน้อยด้วยล่ะ! ตอนนี้หลายๆ […]

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้าย ความตื่นเต้นที่จะได้พบหน้าเจ้าตัวเล็กมักมาพร้อมกับความกังวลใจ โดยเฉพาะการจัดเตรียมเอกสารเตรียมคลอด และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อให้วันสำคัญราบรื่นที่สุด บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวมทุกรายละเอียดสำคัญมาไว้ให้คุณแม่แล้ว เพื่อให้มั่นใจและพร้อมรับมือกับทุกสัญญาณเตือนจากร่างกายก่อนเดินทางไปโรงพยาบาล เอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอด และเอกสารสำคัญสำหรับการแจ้งเกิด การเตรียมเอกสารเตรียมคลอดให้พร้อมใส่กระเป๋าไว้ล่วงหน้าช่วยลดความฉุกละหุกได้มหาศาล โดยแบ่งเป็นส่วนที่ใช้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษา และส่วนที่ใช้สำหรับการแจ้งเกิดเพื่อขอรับสูติบัตรให้กับลูกน้อย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีความสำคัญเท่ากันและคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเอกสารทุกฉบับให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนดคลอด เอกสารส่วนตัวสำหรับติดต่อโรงพยาบาลที่ต้องพกติดตัว ส่วนแรกคือเอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอด เพื่อใช้ในการลงทะเบียนผู้ป่วยและประวัติทางการแพทย์ เอกสารสำคัญสำหรับการแจ้งเกิดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมล่วงหน้า หลังจากลูกน้อยลืมตาดูโลก เอกสารเตรียมคลอดในส่วนของการแจ้งเกิดจะต้องถูกนำมาใช้ทันที กรณีแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านอื่น ต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มบ้าง? หากต้องการแจ้งเกิดและย้ายชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้านที่บิดามารดาไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน ต้องใช้เอกสารเตรียมคลอดเพิ่มเติมดังนี้ เตรียมความพร้อมขั้นสุดกับ BabyGift ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องของใช้แม่และเด็ก นอกจากเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอดแล้ว การมีตัวช่วยที่รู้จริงเรื่องสินค้าแม่และเด็กจะทำให้คุณแม่สบายใจขึ้นมาก ที่ BabyGift เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมคุณภาพสูงเพื่อเตรียมทำสต็อกน้ำนม หรืออุปกรณ์เดินทางที่ต้องใช้ในวันออกจากโรงพยาบาลอย่าง คาร์ซีทมาตรฐานโลก เราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับลูกรัก สรุปการเตรียมตัวเพื่อวันสำคัญที่สมบูรณ์แบบ การเตรียมเอกสารเตรียมคลอด และของใช้ให้พร้อมเป็นเสมือนการสร้างเกราะความมั่นใจให้กับคุณแม่ เมื่อเอกสารครบ ข้าวของพร้อม คุณแม่ก็สามารถทุ่มเทความสนใจไปที่การดูแลสุขภาพกายและใจเพื่อรอพบหน้าเจ้าตัวเล็กได้อย่างเต็มที่ BabyGift ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างพ่อแม่มือใหม่เสมอ พร้อมสนับสนุนทุกครอบครัวด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง หากสงสัยว่าควรเลือกเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดี หรือต้องการคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูก เราพร้อมอยู่ข้างคุณเสมอ สามารถดูสินค้าทั้งหมดได้ที่ BabyGift Shop คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารเตรียมคลอด เอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอดควรเตรียมไว้ตอนกี่สัปดาห์? คุณแม่ควรเริ่มรวบรวมเอกสารที่ต้องเตรียมไปคลอด ใส่แฟ้มหรือกระเป๋าเตรียมคลอดไว้ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ เพราะอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนจะช่วยลดความวุ่นวายได้ดีที่สุด […]

การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การที่ลูกน้อยยังไม่สามารถนั่งในรถได้อย่างปลอดภัยด้วยเข็มขัดนิรภัยธรรมดา การเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทางของลูกน้อย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกน้อยและปลอดภัยที่สุดค่ะ 1. รู้จักประเภทของคาร์ซีท ก่อนที่จะเลือกคาร์ซีทให้ลูกน้อย สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือประเภทของคาร์ซีทที่มีในตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้: คาร์ซีทสำหรับทารก (Rear-Facing Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม คาร์ซีทประเภทนี้จะติดตั้งหันหลังและรองรับศีรษะและคอของเด็กให้ดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ คาร์ซีทแบบหันหน้า (Forward-Facing Seat): ใช้ได้เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนักประมาณ 9-18 กิโลกรัม ตัวคาร์ซีทจะหันหน้าไปข้างหน้าและมีเข็มขัดนิรภัยในตัว คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ (Booster Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อเสริมให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับเด็กที่โตขึ้น 2. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับวัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการรองรับที่ดีในขณะนั่งในรถ หากเลือกคาร์ซีทผิดประเภทอาจทำให้ลูกไม่สามารถได้รับความปลอดภัยที่ดีที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ 3. ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเลือกซื้อคาร์ซีท คาร์ซีทที่ดีจะต้องมีการทดสอบด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน […]

การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันเรียกได้ว่าต้องเป็นคุณแม่สายแข็งสายสตรอง ไหนจะมลพิษ ไหนจะฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่ถาโถมมาประดังกันอย่างไม่หยุดหย่อน ซ้ำร้ายกว่านั้น เจ้าภัยร้าย PM2.5 ยังมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอีกซะนี่ แต่ไหนๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว งั้นเรามาทำความรู้จักกับเจ้า PM2.5 พร้อมวิธีการป้องกันกันดีกว่าค่ะ PM2.5 คืออะไร? PM2.5 คือฝุ่นละอองไซส์เล็กจิ๋วที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ถ้าคุณแม่คิดภาพไม่ออก ลองมองดูที่เส้นผมเราค่ะ เจ้าฝุ่นตัวนี้มีขนาดเล็กกว่าผมเราประมาณ 25 เท่าเลยเชียวนะ และขนาดที่เล็กมากเนี่ยแหละที่เป็นอันตราย เพราะแม้แต่จมูกของเราที่สามารถกรองฝุ่นได้อย่างดีเยี่ยมยังไม่สามารถทำอะไรได้ ตอนนี้ก็เลยเป็นหน้าที่ของเราแล้วนะที่จะต้องป้องกันตัวเอง PM 2.5 เกิดจากอะไร? สาเหตุหลักๆ ของ PM2.5 มาจากการเผาขยะ โรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่งอะไรพวกนี้ค่ะ แต่ฝุ่นนี้ก็ไม่ได้มาแค่ฝุ่นนะคะ เพราะมันจะพาพวกสารเคมีอันตรายจำนวนมากมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดมะเร็งอย่าง P-A-Hs สารเคมีที่ไปทำลายระบบประสาทอย่างปรอท รวมถึงแคดเมียมซึ่งเป็นสารพิษจากการทำอุตสาหกรรมต่าง ๆ และสารหนูที่ส่งผลต่อระบบประสาทอีกด้วยเช่นกัน ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เพราะฝุ่นชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ทำให้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ ลูกน้อยของเราจึงมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ แถมยังมีก๊าซต่างๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่กับฝุ่นละออง ไม่ว่าจะเป็นก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโอโซน ซึ่งล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ทั้งสิ้น […]

รถเข็นเด็ก แบบไหน ขึ้นเครื่องบินได้? เมื่อลูกน้อยเข้าสู่วัย 6 เดือน เริ่มมีภูมิคุ้มกันที่มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็คงอยากจะพาลูกน้อยออกไปท่องเที่ยว ดูโลกกว้าง หรือพาบินลัดฟ้าไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่ต่างจังหวัด รถเข็นเด็ก จึงเป็นตัวช่วยให้การเดินทางของคุณและลูกน้อยสะดวกสบาย แล้วรถเข็นแบบไหนกัน ที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่? Babygift ได้เตรียมคำตอบรอไว้ให้คุณพ่อคุณแม่แล้วค่ะ กฎของการนำ รถเข็นเด็ก ขึ้นเครื่องบินของสายการบิน รถเข็นเด็กจัดเป็นสัมภาระติดตัวชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินไปได้ โดยเด็ก/ทารก 1 คน มีสิทธิ์ในการนำรถเข็นขึ้นเครื่องได้ 1 คัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในกรณีที่มีมากกว่า 1 คัน ผู้โดยสารจะต้องซื้อน้ำหนักสัมภาระเพิ่ม โดยที่รถเข็นเด็กที่นำขึ้นเครื่องบินไปด้วยนั้น ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดพับเล็ก หรือพับใหญ่ แต่จะต้องเป็นรถเข็นที่พับได้เท่านั้น และจะต้องเป็นรถเข็นที่มีน้ำหนักตามที่สายการบินกำหนด โดยสามารถเช็คได้จากขนาดสัมภาระที่สายการบินอนุญาตให้นำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้นั่นเองค่ะ วิธีการนำรถเข็นเด็กติดตัวขึ้นเครื่องบิน หมายเหตุ *แต่ละสายการบินมีนโยบายที่แตกต่างกัน รวมถึงนโยบายของสนามบินปลายทาง รวมถึงสภาพอากาศในวันที่เดินทาง กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขกับสายการบินทุกครั้งก่อนวันออกเดินทาง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของท่าน รถเข็นเด็กแบบ “พับเล็ก” สามารถนำเก็บบนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ (Overhead bin) ได้หรือไม่? คำตอบคือ ได้ค่ะ หากรถเข็นเมื่อพับแล้วมีขนาดเล็ก ตามขนาดสัมภาระที่สายการบินกำหนด […]

แน่นอนว่าคุณแม่ทุกบ้านจะต้องตื่นเต้นกับการทานข้าวมื้อแรกของลูก แต่นอกจากความตื่นเต้นแล้ว การฝึกลูกน้อยให้มีวินัยในการรับประทานอาหารก็ถือเป็นงานหินชิ้นนึงเลยล่ะค่ะ สำหรับคุณแม่ๆ บ้านไหนที่กำลังหาวิธีฝึกลูกน้อยให้คุ้นชินกับการทานข้าวอยู่ล่ะก็ มาดูกันดีกว่าว่าเรามีวิธีดีๆ อะไรมาฝากกันบ้าง ฝึกลูกหม่ำข้าวด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องบังคับ 1. นั่งโต๊ะและเริ่มทานข้าวพร้อมกัน  อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเด็กมักจะชอบเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ นั่นแหละค่ะ เราลองเอาเรื่องนี้มาเป็นตัวช่วยกันดีกว่า เพราะงั้นเวลาเราทานข้าว เราก็ควรให้ลูกน้อยของเรานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยเนอะ ให้เค้าเห็นว่าทุกคนมีความสุขในการรับประทานอาหาร เห็นเวลาเรานำช้อนเข้าปาก ให้เค้ารู้ว่าการทานข้าวเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนทำ และเค้าก็ต้องทำด้วยเหมือนกัน แม้ตอนแรกอาจจะมีร้องงอแงบ้าง แต่ก็อย่าไปยอมแพ้ค่ะ ทำบ่อยๆ ทำให้เป็นกิจวัตร เดี๋ยวเค้าก็จะชินไปเอง 2. ทานอาหารให้เป็นเวลา  คุณแม่บางบ้านอาจจะยุ่งหัวหมุนกับทั้งงานประจำและงานบ้านจนเผลอไม่ได้ทานข้าว อ๊ะๆ ถ้าคุณแม่กำลังเป็น Working Woman แบบนี้อยู่ เราขอให้คุณแม่วางงานซักนิด แล้วมาทานข้าวกับลูกน้อยเมื่อถึงเวลา เพราะเราควรฝึกให้เค้าคุ้นเคยกับเวลาที่ต้องทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า กลางวัน เย็น คุณแม่ก็ควรจะให้เค้าทานเวลาเดิมๆ นอกจากจะสร้างนิสัยให้เค้าแล้ว ยังเป็นการปรับระบบย่อยอาหารภายในร่างกายของลูกน้อยอีกด้วยน้า ถ้าเค้าคุ้นเคยกับเวลาแล้ว ทีนี้ล่ะ ไม่ต้องเรียกเลย พอถึงเวลาเค้าก็จะหิวขึ้นมาเอง 3. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย  เด็กหลายๆ คนเบื่อข้าว อมข้าว เพราะอาจจะเป็นเรื่องของรสชาติที่ไม่ถูกปาก หรือเมนูอาจจะซ้ำซากจำเจจนเกินไป การเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายเนี่ย นอกจากจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนแล้ว ยังทำให้เค้าเพลิดเพลินไปกับเมนูใหม่ๆ ด้วยนะ […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid