แชร์ 10 วิธีรับมือ ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นนอกบ้าน

หลายครั้งที่เห็น ลูกร้องไห้ ชอบโวยวายเวลาถูกขัดใจในที่สาธารณะ บางครั้งถึงกับลงไปนอนดิ้นบนพื้นกันเลย ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อยสำหรับผู้ปกครอง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกตัวเองอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความทำเข้าใจในวัยของลูกก่อน ซึ่งการเตรียมพร้อมรับมือและฝึกลูกสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้าง EQ ให้ลูกได้ ให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ของตนเอง และฝึกควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้

ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นในที่สาธารณะ จะแก้ไขอย่างไรดี

เด็กวัยไหน ร้องไห้อาละวาดบ่อยที่สุด

ลูกร้องไห้ อาละวาดในเด็ก จะพบได้ตั้งแต่อายุ 12 – 18 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะพบบ่อยในช่วงอายุ 2 – 3 ปี ซึ่งมีสถิติพบว่า เด็กประมาณ 50-80% จะมีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุ 4 ปี ซึ่งส่วนใหญ่การร้องอาละวาดของเด็กมักจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

สาเหตุ ลูกร้องไห้ อาละวาดดิ้นบนพื้น

  • เด็กเริ่มมีพัฒนาการด้านอารมณ์

เป็นพัฒนาการปกติที่เด็กเริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) แต่วัย 1 – 3 ปี จะยังไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้ดีนัก ไม่รู้ว่าจะแสดงอารมณ์อย่างไร แบบไหน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อเวลาที่ถูกขัดใจ ไม่พอใจ โกรธและเสียใจ เกิดความคับข้องใจ ก็จะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงมักแสดงออกมาในรูปของการกรีดร้อง ร้องไห้ไปกรี๊ดไป นอนชักดิ้นชักงอกับพื้น กระทืบเท้าไม่พอใจ ฟาดแขนขา ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น

  • เกิดจากการเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป

ลูกร้องไห้โวยวายอยากได้อะไร ก็รีบให้ทันที เพราะทนเห็นลูกร้องไห้ไม่ได้ ซึ่งการทำแบบนี้ ลูกก็จะเรียนรู้ว่าการที่เขาอาละวาดเสียงดัง เขาก็จะได้ดั่งใจเสมอ ทำให้ลูกเอาแต่ใจมากขึ้น หรือบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ครั้งนึกจะเข้มงวด ก็ใช้วิธีลงโทษที่รุนแรงเกินไป ทั้ง ตำหนิเสียงดัง ดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็เป็นอีกสาเหตุทำให้ลูกหงุดหงิดไม่พอใจได้ง่าย

  • ลูกมีพื้นอารมณ์แบบเด็กเลี้ยงยาก (Difficult temperament)

ลูกมีจังหวะการนอน การกิน หรือการขับถ่ายไม่เป็นเวลา ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยาก อารมณ์หงุดหงิดง่าย มีความอดทนต่ำ ความรู้สึกไวต่อสิ่งเร้าทางร่างกาย อารมณ์และความรู้สึก ทำให้ร้องอาละวาดได้ง่าย  ยิ่งหากพ่อแม่ตอบสนองต่อความต้องการไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

  • ลูกมีปัญหาสุขภาพและพัฒนาการ

เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาสายตาหรือการได้ยิน มีพัฒนาการภาษาล่าช้า จึงทำให้สื่อสารในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ จึงแสดงด้วยอาการร้องอาละวาดได้ง่าย

10 วิธีรับมือ เมื่อลูกงอแงร้องไห้ดิ้นบนพื้น

  1. อุ้มลูกขึ้น จับให้เขาหยุด หากเห็นว่าลูกร้องไห้มีอาการรุนแรงถึงขั้นขว้างปาสิ่งของ หรืออาจได้รับอุบัติเหตุ ให้คุณพ่อคุณแม่รีบเข้าไปรวบตัว อุ้มจับให้เค้าหยุดทันที แล้วค่อย ๆ พูดกับลูกว่า ไปกันลูก หนูทำแบบนี้ไม่ได้นะ ห้ามทำลายข้าวของ แม่รู้ว่าหนูโกรธ แต่ทำไม่ได้
  2. นิ่งเฉย ใช้ความสงบสยบอารมณ์ลูก หากอยู่ที่สาธารณะกลางห้างหรือตลาด ให้จับลูกออกมาห่างจากสินค้า หรือคนอื่นจะได้ไม่รบกวนคนอื่น และปล่อยให้ลูกดิ้นไป ไม่ต้องสนใจ เดินหนีออกมา บอกลูกว่าแม่จะไปก่อนหากหนูไม่เงียบ แล้วรอให้เค้าสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปหาลูก

  1. ปลอบด้วยการกอด พูดด้วยเหตุผล ว่าพ่อแม่เข้าใจลูกรู้ว่าหนูไม่พอใจ แต่ให้ไม่ได้ หนูทำไม่ได้ เพราะเด็กบางคนแค่ต้องการความสนใจ ให้รู้ว่าเขาไม่พอใจหรือเสียใจ ฉะนั้นแค่การกอดลูกเบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูกเป็นอะไร ลูกเจ็บตรงไหนรึเปล่า เป็นการดึงสติให้ลูกสงบและว่าพ่อแม่ใส่ใจ ลูกจะค่อย ๆ รู้สึกถึงสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่นจากพ่อแม่ทำให้ ความโกรธ โมโห น้อยใจต่าง ๆ จะลดลง
  2. ไม่ตำหนิ ลงโทษ ตี ดุว่า ตะคอก หรือหงุดหงิดใส่  เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอยากเอาชนะ และการใช้กำลังจะทำให้ทำลูกรู้สึกกดดัน เกิดการต่อต้านหนักมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ลงโทษเมื่อลูกร้องอาละวาด

5. ดึงดูดความสนใจลูกด้วยสิ่งอื่น เวลาที่ลูกร้องไห้บนพื้น คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงแรกโดยเฉพาะเด็กเล็ก เช่น “ไม่ร้องนะคะคนเก่ง อุ้ย..ไปดูปลาตรงโน้นกันดีกว่า”  “ดูสิตรงนั้นมีแมวเหมียว ไปดูกันนะจ๊ะ”  หรือ ลองหาของเล่นเด็กดึงดูดความสนใจ เช่น HUILE TOYS พวงมาลัยรถ Happy Mini Steering Wheel, HUILE TOYS ชุดกระเป๋าแต่งหน้า Princess Suitcase หรือ Prince&Princess กล้องถ่ายรูป ของเล่นเด็ก รุ่น Instant Polaroid ซึ่งเป็นของเล่นที่ดึงดูดความสนใจได้ดี ปรับเปลี่ยนการเล่นได้หลากหลาย ให้เด็ก ๆ ไม่เบื่อง่าย ๆ

  1. ใช้วิธีแยกลูก หากลูกโตขึ้นมาอยู่ในวัยอนุบาลขึ้นไป เวลาร้องดิ้นอาละวาด อาจใช้วิธีแยกให้ลูกอยู่คนเดียว (time-out) และเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก เพื่อให้ลูกได้สงบสติอารมณ์ก่อนพูดคุยกัน
  2. หากลูกทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่นหรือทำลายข้าวของ ให้จับลูกออกมาจากบริเวณนั้น กอดหรือจับมือลูกไว้จนกว่าเด็กจะสงบ
  3. เมื่อลูกสงบแล้วให้เข้าไปคุยกับตามปกติ ถึงสิ่งเกิดขึ้นและวิธีการแก้ไข พูดด้วยเหตุและผลและแสดงความเข้าใจ ว่าแม่รู้ว่าหนูอยากได้ หนูโกรธแต่อันนี้เรามีแล้ว เราไม่ซื้อแล้ว หรือให้ลูกรู้จักรอ เช่น เอาไว้วันเกิดค่อยซื้อใหม่ เพื่อสอนให้เค้า ความอดทน รู้จักรอ  ซึ่งช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถ้าสอนบ่อย ๆ ลูกก็จะรู้ได้เอง เป็นการฝึกให้ลูกมี EQ คือ ความฉลาดทางด้านอารมณ์ รู้อารมณ์ของตนเอง สามารถควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ
  4. สังเกตและดูแลความปลอดภัยให้ลูก พ่อแม่ต้องตรวจสอบสถานที่โดยรอบว่าปลอดภัยหรือไม่ในขณะที่ลูกร้องดิ้นบนพื้น เช่น ไม่มีสิ่งของแตกหัก ไม่มีของใช้ที่จะตกหล่นลงมาทำอันตราย ลูกไม่ทำร้ายใคร หรือขว้างปาข้าวของ เพราะหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือเสี่ยงต่ออุบัติเหตุควรรีบหยุดลูก และอุ้มพาลูกออกไปทันที ไม่ต้องรอปลอบโยน หรือปล่อยให้ลูกสงบเอง แม้ลูกจะร้องอยู่ก็ตาม

วิธีสอนและป้องกันไม่ให้ลูกแสดงพฤติกรรมร้องไห้ดิ้นบนพื้น

  1. กำหนดกฎกติกาให้เหมาะสมกับอายุลูก โดยทำข้อตกลง กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ลูกทำได้หรือทำไม่ได้ให้ชัดเจน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นอย่างสม่ำเสมอ หรืออาจจะสัญญากับลูกก่อนว่า ถ้าลูกอยากไปด้วย ห้ามงอแง ห้ามโวยวาย ไม่อย่างนั้นแม่จะไม่พาไปข้างนอกอีก สอนให้เขารักษาสัญญา
  2. เตือนล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ลูก เช่น เตือนล่วงหน้า  ว่าอีก 10 นาที เรามาเก็บของเล่นกันแล้วไปทานข้าวนะจ๊ะ ซึ่งการให้ลูกเลิกกิจกรรมที่สนใจ ให้เลิกเล่น ถ้าให้เลิกเลยตอนนั้น อาจกระตุ้นให้ลูกไม่พอใจ จึงควรเตือนลูกล่วงหน้าหรือให้ทางเลือกก่อนจะให้เขาเลิกทำกิจกรรมนั้น
  3. สอนลูกให้ใช้คำพูดแสดงความรู้สึก เช่น “หนูโกรธแล้วนะ” หรือตั้งคำถามว่า “ทำไมหนูถึงซื้อของเล่นนี้ไม่ได้”เพื่อให้ลูกรู้จักวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ บอกอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้พ่อแม่เข้าใจ โดยไม่ใช้วิธีแสดงอารมณ์ทางร่างกายหรือใช้ความรุนแรง
  4. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกหงุดหงิดง่าย เช่น การทำกิจกรรมที่เกินสามารถตามวัย ของลูก เพราะลูกอาจจะยังทำไม่ได้ หรือควรให้เวลาลูกในการช่วยเหลือตัวเองหรือเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ลูกหงุดหงิดที่ตัวเองทำไม่ได้ทันที แต่หากลูกเริ่มหงุดหงิดควรพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ หรือบอกลูกว่าเอาไว้ลองทำใหม่ในครั้งหน้าแทน
  5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ไม่พูดหรือแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง เพราะลูกจะเลียนแบบได้ และควรแสดงออกถึงสิ่งดี ๆ เป็นตัวอย่างให้ลูก เช่น “พ่อขอโทษนะครับที่ทำให้ลูกรอ” “ขอบคุณนะคะที่ให้ของเล่นแม่” เป็นต้น เพื่อให้ลูกซึมซับการแสดงออกที่เหมาะสมได้

แต่ถ้าหากพยายามสอนและลองทำทุกวิธีแล้ว แต่ลูกยังไม่เชื่อฟัง ยังอาละวาดเป็นประจำ อาจลองพาลูกไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะ เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมกับลูก เพื่อให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก  สถาบันราชานุกูล และ โรงพยาบาลสินแพทย์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

บ้านไหน ? กำลังวางแผนซื้อรถเข็นให้ลูกอยู่บ้างเอ่ยยย พ่อแม่หลายคนถาม หมอแอม เข้ามากันเยอะมาๆๆ ว่าเวลาซื้อรถเข็นให้ลูกควรดูเรื่องอะไรบ้าง เลือกรถเข็นให้ลูกยังไง? ให้เหมาะกับสถานการณ์โควิด และสภาพแดดบ้านเราแบบนี้ ?? วันนี้ หมอแอม มีหลักการเลือกรถเข็นเด็ก ง่ายๆ สไตล์คุณหมอมาฝากกันค่ะ จะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ                    ตั้งแต่ปี 2019 จนถึงช่วงนี้ที่มีสถานการณ์โควิดระบาด และคิดว่าน่าจะอยู่กับเราไปอีกสักพัก  เด็กเล็ก 0-2 ขวบที่ยังใส่แมสก์เหมือนผู้ใหญ่ไม่ได้ คำแนะนำของสมาคมกุมารแพทย์สหรัฐอเมริกา และกรมอนามัย คือ แนะนำว่าเด็กเล็กๆให้หาผ้าคลุม หรือใช้รถเข็นเด็กแล้วคลุมผ้าไว้แทนการใส่แมสก์ได้ค่ะ  ทีนี้จะเลือกรถเข็นยังไงล่ะ? ให้เหมาะกับลูก เหมาะกับบ้านเรา และเหมาะกับสถานการณ์โควิด หรือสารพัดโรคระบาดของเด็กเล็กได้ วันนี้หมอแอมมีหลักการเลือกรถเข็นเด็กมาฝากค่ะ หลักการเลือกรถเข็นเด็ก 5 ข้อ เพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม 1) อันดับแรกที่ หมอแอม ดู คือ โครงสร้างต้องแข็งแรง และมีระบบลดการสั่นสะเทือน […]

พัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ เด็กปกติทั่วไปจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการใกล้เคียงกัน ถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องรีบช่วยเหลือ และกระตุ้นพัฒนาการอย่างเร็วที่สุด พัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัยเป็นดังนี้ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Development) ช่วงวัย พัฒนาการ แรกเกิด  งอแขนขา, เคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ด้าน  1 เดือน  หันหน้าซ้ายขวา  2 เดือน  ชันคอ  4 เดือน  ยกแขนดันตัวชูขึ้นในท่าคว่ำ  6 เดือน  คว่ำหงายได้เอง  9 เดือน  นั่งได้มั่นคง, คลาน, เกาะยืน  12 เดือน  เกาะเดิน  15 เดือน  เดินเองได้  18 เดือน  วิ่ง, ยืนก้มเก็บของ  2 ปี  เตะลูกบอล, กระโดด 2 เท้า  3 ปี  ขึ้นบันไดสลับเท้า, ถีบรถ 3 ล้อ  4 ปี  ลงบันไดสลับเท้า, กระโดดขาเดียว  5 […]

การนับอายุครรภ์คือหนึ่งในเรื่องที่สร้างความสับสนให้คุณแม่มือใหม่หลายคน และมักจะถูกถามบ่อย ๆ ว่า “ตอนนี้ท้องกี่เดือนแล้ว?” “อายุครรภ์เท่าไหร่?” ซึ่งบางครั้งคุณแม่เองก็อาจจะยังไม่แน่ใจนัก การทราบอายุครรภ์ที่แม่นยำจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่เพื่อตอบคำถาม แต่ยังเพื่อความปลอดภัยและพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยในครรภ์นั่นเอง วันนี้ BabyGift จะพาคุณแม่มาไขข้อสงสัยและเรียนรู้วิธีการนับอายุครรภ์ให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดกัน การนับอายุครรภ์สำคัญอย่างไร การนับอายุครรภ์ที่ถูกต้องและแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพทั้งของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ เพราะจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินพัฒนาการของทารกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสัปดาห์ รวมถึงวางแผนการตรวจครรภ์และติดตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ประโยชน์ของการนับอายุครรภ์ การนับอายุครรภ์มีประโยชน์หลายอย่างที่คุณแม่ควรรู้ ประการแรกคือช่วยให้แพทย์ประเมินพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ตรงตามช่วงอายุจริง เช่น ขนาดของทารก หรือการเต้นของหัวใจ ประการที่สองคือช่วยกำหนดวันคลอดที่คาดการณ์ไว้ (EDC) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการเตรียมความพร้อมเรื่องของใช้ต่าง ๆ เช่น ของเตรียมคลอด ของใช้ลูกแรกเกิด อุปกรณ์แม่และเด็กมีอะไรบ้าง หรือการวางแผนการลาคลอด ประการที่สามคือใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์ เช่น การให้ยา หรือการทำหัตถการต่าง ๆ อย่างปลอดภัย 6 วิธีนับอายุครรภ์ที่ทำได้ด้วยตัวเอง การนับอายุครรภ์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด คุณแม่สามารถเริ่มต้นคำนวณได้ด้วยตัวเองหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป 1. นับอายุครรภ์ที่นับตามวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย วิธีนี้เป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับคุณแม่ที่จำวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายได้แม่นยำ โดยสูตินรีแพทย์จะเริ่มนับอายุครรภ์จากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายที่มา (LMP) และใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ ซึ่งปกติแล้วการตั้งครรภ์จะครบกำหนดที่ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย และสามารถนำไปคำนวณวันคลอดที่คาดไว้ได้อย่างแม่นยำ […]

น้ำนมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย  องค์การอนามัยโลกหรือ WHO และยูนิเซฟ มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ด้วยการให้นมแม่ทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด  และควรให้นมแม่แก่ลูกน้อยเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ตลอดจนให้นมแม่ต่อเนื่อง ควบคู่กับอาหารเสริมที่มีคุณค่า ปลอดภัยและเหมาะกับอายุ ตั้งแต่เดือนที่ 6 ไปจนถึงลูกอายุ 2 ปี หรือมากกว่า หรือนานที่สุดตราบเท่าที่ลูกและแม่ยังมีความต้องการนมแม่อยู่ ด้วยเพราะนมแม่มีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาลูกทุกด้านทั้งด้านสมอง ความฉลาด การเจริญเติบโต อารมณ์จิตใจ แถมการให้นมแม่ยังช่วยให้ครอบครัวประหยัด  นมแม่สะอาด และสะดวกในการเลี้ยงลูกน้อย ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอดทุกคนตั้งใจที่จะให้นมแม่หลังคลอดทันที  ตลอดจนมองหาอุปกรณ์ช่วยในการให้นมแม่ได้สำเร็จ เพื่อให้ลูกรักได้ประโยชน์จากนมแม่อย่างเต็มที่และยาวนาน “ เครื่องปั๊มนม ”  ถือเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ยุคใหม่ให้นมแม่ได้สะดวกมากขึ้น  และเป็นตัวช่วยสำคัญในการปั๊มนมเพื่อทำสต๊อกนมแม่ไว้ในยามที่ต้องไปทำงาน  ทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านต้องซื้อเป็นของใช้ประจำตัว แต่ก็มีคุณแม่หลายท่านมีคำถามว่าเครื่องปั๊มนมนั้นจำเป็นหรือไม่? เพราะลูกน้อยทารกสามารถดูดนมจากเต้าคุณแม่ได้   เราจึงมาชี้ให้เห็นถึงข้อดีของเครื่องปั๊มนมว่ามีความจำเป็นหรือช่วยคุณแม่ได้แค่ไหน พร้อมคำแนะนำว่าคุณแม่ควรซื้อเมื่อไร จึงจะใช้งานได้ดีและคุ้มค่าที่สุด เครื่องปั๊มนม ช่วยแม่ให้นมลูกได้อย่างไรบ้าง? เครื่องปั๊มนมได้ เลือกซื้อได้ตามทรัพย์และสไตล์ครอบครัว สำหรับบางบ้านที่คุณแม่สะดวกและมีเวลาเต็มที่เพื่อให้ลูกน้อยได้ดูดนมจากเต้าตลอดเวลา ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก  เพราะอาจไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มนมได้  แต่จากสื่อและข้อมูลต่างๆ จะเห็นว่าเครื่องปั๊มนมในปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย หลายราคา  ทำให้คุณแม่สามารถเลือกซื้อหาได้หลายแบบหลายชนิดตามกำลังทรัพย์ของตัวเอง   […]

เบาะนอนเด็ก เรียกว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทารก และเด็กเล็ก เนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง เช่น ความปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไหลตายในเด็ก (SIDS) และป้องกันการติดขัดหรือหายใจไม่ออก เบาะที่มีความแน่นพอเหมาะจะช่วยสนับสนุนกระดูกสันหลังที่กำลังพัฒนาของเด็ก ป้องกันปัญหาสรีระในอนาคต ช่วยให้เด็กนอนหลับได้ลึกและยาวนานขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมอง อีกทั้งเบาะเด็กที่ได้มาตรฐาน ปราศจากสารเคมีอันตรายยังส่งผลต่อสุขภาพของเด็กด้วย ดังนั้น การเลือกเบาะนอนสำหรับเด็กที่เหมาะสม และได้มาตรฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อความปลอดภัยและพัฒนาการที่ดีของเด็กนั่นเองค่ะ รวม 10 ตัวเลือก เบาะนอนเด็ก ที่คุณแม่วางใจ เบาะนอนทารกหายใจผ่านได้ มียี่ห้อไหนบ้าง ?  BabyGift เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ หลายคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ คงจะให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อเบาะนอนทารกกันมาก เพราะฉะนั้นในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 10 ตัวเลือกเบาะนอนสำหรับเด็กคุณภาพดี หายใจผ่านได้ ราคาไม่แรง มาให้ได้เลือกกันค่ะ แต่ก่อนจะไปแนะนำยี่ห้อกัน เราขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อให้เบื้องต้น ดังนี้ค่ะ  คำแนะนำในการเลือกซื้อเบาะนอนเด็ก  BabyGift แนะนำเบาะนอนเด็ก 5 แบบ 10 ตัวเลือก ที่คุณแม่ไว้ใจประจำปี 2024  1. เบาะนอนทารก Baby Crown Nest – […]

เพราะลูกน้อยคือที่สุดของความรักจากใจแม่ไม่มีอะไรเทียบได้ คุณแม่ทุกท่านจึงต้องเลือกและหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเสมอ และ “น้ำนมแม่” คือหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด และดีที่สุดต่อลูกน้อย เป็นอาหารที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน  ด้วยเพราะน้ำนมนั้นกลั่นมาจากอกจากธรรมชาติในร่างกายแม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างครบถ้วน ซึ่งการให้นมแม่ได้ยาวนานที่สุด และเต็มที่ที่สุดแก่ลูกน้อย  นอกจากจะส่งผลดีเยี่ยมต่อพัฒนาการในทุกด้าน สร้างเสริมภูมิต้านทานทำให้ลูกกินนมแม่ไม่ป่วยง่าย ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากมาย รวมถึงการให้นมแม่ยังดีต่อสุขภาพแม่ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว มีส่วนช่วยคุมกำเนิดได้ในช่วงหนึ่ง  พร้อมกับทำให้สุขภาพและรูปร่างของคุณแม่กลับคืนมาหุ่นดีได้เร็วและง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยได้รับพลังคุณค่าสารอาหารจากน้ำนมนมแม่ให้ยาวนานเต็มที่ คุณแม่ทุกท่านจึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสต๊อกน้ำนมสะสมไว้ให้ลูกมากๆ  และหลายๆ ท่านก็เป็นคุณแม่นักปั๊มได้สำเร็จ มีน้ำนมแม่ให้ลูกเต็มที่ เต็มตู้แช่  แต่ทว่าปัญหาที่คุณแม่กลับต้องพบเจอ คือ ลูกไม่กินนมสต๊อก ที่ทำไว้  จึงมีคำถามมากมายว่าทำไม? ลูกจึงไม่ยอมกิน เพราะเป็นนมแม่เหมือนกัน เราจึงชวนมาดูสาเหตุที่ลูกน้อยไม่ยอมกินนมสต๊อก พร้อมกับวิธีการฝึกลูกน้อยกินนมแม่จากสต๊อกว่าต้องทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ ให้ลูกน้อยกินนมได้แม่ยาวนาน ได้รับที่สุดของโภชนาการนมแม่นี้อย่างเต็มที่ไปจนโตค่ะ สาเหตุที่ ลูกไม่กินนมสต๊อก วิธีฝึกลูกน้อยกินนมสต๊อก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกน้อยไม่กินนมสต๊อก คุณแม่จะต้องเตรียมตัวหรือฝึกลูกน้อยให้กินนมแม่สต๊อกจากขวดล่วงหน้า และแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ เมื่อคุณแม่รู้สาเหตุของการปฏิเสธนมสต๊อกของลูกแล้ว ก็สามารถแก้ไขและฝึกลูกได้ โดยขอเพียงหมั่นฝึกฝนตามวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ พร้อมกับใช้ตัวช่วยต่างๆ เช่น เครื่องอุ่นนม จุกนมที่ดี  ร่วมกับการละลายนมสต๊อกที่ถูกต้อง และเทคนิคอื่นๆ โดยที่ไม่ให้ลูกกินนมอื่นๆ เด็ดขาด ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะยอมกินนมแม่ที่สต๊อกไว้ได้ต่อเนื่อง  เติบโตแข็งแรงด้วยพลังคุณค่าจากน้ำนมแม่ยาวนานแน่นอนค่ะ

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid