เมื่อแม่ท้องปวดเมื่อย ไปนวดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?

เมื่อแม่ท้องปวดเมื่อย ไปนวดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?

            สารพันอาการปวดเมื่อย เป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ร่วมกับการรับน้ำหนักท้องที่ใหญ่ มดลูกที่ขยายและน้ำหนักตัวลูกน้อย ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดขา ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเท้าต่างๆ ร่วมกับการปวดเมื่อยเนื้อตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ปวดคอ ปวดบ่าไหล่กันได้อีก

ด้วยความปวดเมื่อยหลายส่วนของแม่ท้องนี้ จึงทำให้คุณแม่หลายท่านคิดจะไปนวดเพื่อให้หายเมื่อยและผ่อนคลาย  โดยอาจไม่รู้ว่าการนวดในช่วงตั้งครรภ์ มีข้อจำกัดและยกเว้นในบางเรื่อง ซึ่งหากคุณแม่ไปนวดโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาแพทย์ก่อน อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย  ฉะนั้น…เพื่อคลายข้อข้องใจ เราจึงมาอธิบายเบื้องต้นให้คุณแม่ได้รู้ว่า แม่องจะนวดได้ไหม และการนวดแบบไหนเป็นข้อห้ามกันบ้าง

แม่ท้อง นวดอะไรได้แค่ไหน? อาการปวดเมื่อยต่างๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์คือของคู่กัน เพราะร่างกายที่เปลี่ยนไป การต้องแบกรักน้ำหนักท้อง โดยต้องยืนแอ่นหลังเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ จึงทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และทำให้ขา ข้อเข่า และข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ปวดขา ปวดน่อง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่ต้องยืนนานๆ นอกจากนี้หากคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยจากโรคข้อและกล้ามเนื้ออยู่แล้ว ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นได้  นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อยากนวด

แม่ท้องนวด มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมกัน

เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งที่บอกถึงประโยชน์ของการนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ นั่นคือ การนวดช่วยลดความปวดเมื่อย ลดอาการบวม ตะคริว ปวดศีรษะ คลายความเครียด ทำให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น และอารมณ์ดีขึ้น

แต่การนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงต่ออันตรายและข้อห้ามมากมายด้วยเช่นกัน เพราะการนวดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แม่ท้องเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ตัวอย่างจากข่าวของคุณแม่ตั้งครรภ์จังหวัดเชียงใหม่ที่ไปนวดฝ่าเท้าจนเสียชีวิตทั้งแม่และลูก

ดังนั้นการนวดตัวสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ต้องไม่เป็นการนวดไทยแบบทั่วๆ ไป ควรเป็นการนวดผ่อนคลาย และมีการปรับเปลี่ยนต่างๆ อาทิ

  • ต้องเป็นการนวดเฉพาะเจาะจงสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝน และเข้าใจในความปลอดภัยของคุณแม่
  • ต้องมีการปรับเปลี่ยนจากการนวดทั่วไป รวมถึงเปลี่ยนการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ปรับเตียง ที่นอน หมอนที่ใช้ การลงน้ำหนัก รวมไปถึงเทคนิคต่างๆในการนวด
  • ไม่นวดกดแรงจนคุณแม่รู้สึกเจ็บ หรือเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยต้องนวดอย่างเบามือที่สุด
  • ควรเป็นการนวดเฉพาะส่วนเท่านั้น เช่น นวดแขน นวดบ่า นวดไหล่ หรือนวดหลังในบางบริเวณเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
  • ควรให้คุณแม่ตั้งครรภ์นอนในท่านอนตะแคงข้าง
  • ควรมีระยะเวลาการนวดที่เหมาะสม  ไม่ให้คุณแม่นั่งหรือนอนนานเกินไป

นวดแบบไหน ห้าม!ในแม่ท้อง

  • ไม่นวดไทย  นวดดัดตัว นวดกดจุด

เพราะการนวดดัดตัว ดัดแขน ดัดขา ต้องเปลี่ยนท่า ยืดหดกล้ามเนื้อหน้าท้องและส่วนอื่นๆ  จะส่งผลทำให้เกิดอันตรายกับคุณแม่และลูกน้อยในท้อง เนื่องจากจะไปกระตุ้นให้มีอาการต่างๆ ไม่พึงประสงค์ได้ ทั้งอาการแท้ง คลอดก่อนกำหนด อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก และส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดในร่างกายอีกด้วย

  • ไม่นวดท้อง

เนื่องจากท้องคุณแม่ที่มีลูกน้อยอยู่ในครรภ์ เป็นจุดรวมที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย ฉะนั้นการนวดบริเวณท้อง จะทำให้เกิดการกระตุ้นและกระทบกระเทือนต่อลูกน้อยในครรภ์และสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ จนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งคู่

  • ไม่นวดเท้า โดยเฉพาะฝ่าเท้า

เพราะบริเวณเท้าและฝ่าเท้า เป็นจุดศูนย์รวมที่สำคัญของเส้นประสาทเกือบทั้งหมดในร่างกาย รวมถึงมดลูกด้วย ฉะนั้นหากคุณแม่ไปนวดฝ่าเท้า จะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงท้องและมดลูก กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก เสี่ยงต่อการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด และการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้  ดังนั้นควรเลี่ยงและงดการนวดฝ่าเท้า แต่หากคุณแม่เมื่อยล้าเท้ามาก อาจใช้วิธีแช่เท้าในน้ำอุ่น หรือนอนหนุนเท้าให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลเวียนและไหลย้อนได้ดีขึ้น

  • ไม่นวดขา หรือนวดเค้นน่อง

ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์มดลูกจะมีการขยายใหญ่ขึ้น จนไปกดเส้นเลือดในท้อง ที่มีส่วนต่อเนื่องไปยังน่อง และขา ทำให้คุณแม่อาจมีเลือดตกค้างอยู่ในส่วนต่างๆ  จนไหลเวียนไม่สะดวก หรืออาจมีลิ่มเลือดในเส้นเลือด  ซึ่งหากคุณแม่ไปนวดเค้นที่น่องหรือขา อาจทำให้เกิดปัญหาลิ่มเลือดหลุดและไปอุดตันอวัยวะสำคัญจนเป็นอันตรายได้

คุณแม่หลายท่านมีปัญหาเส้นเลือดขอดที่น่อง หากไปนวดลงน้ำหนักที่บริเวณน่องและขาอีก  ก็อาจทำให้ลิ่มเลือดที่แข็งตัวหลุดออกไปอุดตันเส้นเลือดในร่างกายได้เช่นกัน  ดังนั้นหากคนนวดที่มีความรู้ผ่านการฝึกฝนเกี่ยวกับการนวดคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมักหลีกเลี่ยงหรืองดการนวดกดบริเวณเท้า ข้อเท้า ข้อมือ น่อง เพราะนอกจากเสี่ยงต่อการมีลิ่มเลือดอุดตันแล้วยังอาจไปกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกและกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานได้อีกด้วย

ข้อแนะนำ การนวดในช่วงตั้งครรภ์  ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ท้องจะมีความเสี่ยงต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อสุขภาพได้ง่าย ฉะนั้นหากคุณแม่ต้องการนวด หรือสนใจที่จะนวด ควรเรียนรู้ข้อควรระมัดระวังที่สำคัญได้แก่

  • คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ไม่ควรนวด เพราะการนวดจะเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัว  จนมีอาการแท้งได้
  • คุณแม่ตั้งครรภ์อายุครรภ์ 6 เดือนขึ้นไป ไม่ควรนวด เพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้คุณแม่คลอดก่อนกำหนด หรือเกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องมาก มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร มีประวัติแท้งบุตร เคยมีภาวะแท้งคุกคาม  มีเส้นเลือดขอด  มีการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด  มีภาวะความดันโลหิตสูง ไม่ควรนวด
  • คุณแม่ควรเลือกสถานที่นวด โดยต้องมั่นใจในมาตรฐานของร้านนวด คนนวด สถานที่ กลิ่น บรรยากาศ และอุปกรณ์การนวด ว่าผ่านการฝึกฝนเฉพาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มีความรู้ความเข้มใจ สะอาด ปลอดภัยแท้จริง และได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข
  • คุณแม่ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์  เกี่ยวกับข้อห้าม ข้อควรระวัง หรือคำแนะนำว่าสามารถนวดแบบไหนได้
  • รวมถึงรู้ความเสี่ยงต่างๆ ของการตั้งครรภ์  เพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยไปจนถึงหลังคลอด
  • บางกรณีคุณหมอบางท่านอาจจะไม่แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์นวดเลย ซึ่งหากคุณแม่ได้รับข้อมูลให้งดนวด ก็ควรปฏิบัติตามจะดีที่สุดค่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

หลายวันมานี้เราท่องโลกอินเทอร์เน็ตหนักมาก เพราะอยากรู้ว่าแม่ยุคใหม่เขาชอบอะไร ไอเทมไหนกำลังเป็นที่พูดถึงในกลุ่มแม่ๆ มากที่สุด จากการส่องพบว่าท็อปปิคที่ถูกพูดถึงมาก แต่ยังมีข้อมูลน้อยคือ “รถเข็นเด็ก” ไอเทมใหม่สำหรับแม่ลูกเล็กในยุคนี้นั่นเอง เราจึงไม่รอช้ารีบหาข้อมูลว่าคุณแม่ต้องการรถเข็นแบบไหนและพอจะสรุปได้ว่า คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องการรถเข็นเด็กที่น้ำหนักเบา พับเก็บมือเดียวได้ เพราะส่วนมากไปกันสองคนแม่ลูก ต้องการระบบล้อที่ดี เข็นลื่นไหลไม่ต้องออกแรงมากส่วนใหญ่จะเข็นในสวนสาธารณะและทางเท้าซึ่งพื้นค่อนข้างขรุขระ สามารถปรับเอนได้เพราะลูกมักหลับตอนพาเที่ยว  วันนี้เลยไปคว้า รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น LUXUNA CTS มารีวิวเผื่อคุณพ่อคุณแม่จะเก็บไว้เป็นตัวเลือกเวลาต้องออกไปด้านนอกกับเจ้าตัวเล็กเพียงลำพัง รีวิวรถเข็นเด็ก Aprica” รุ่น LUXUNA CTS เห็นรูปลักษณ์ทะมัดทะแมงอย่างนี้แต่น้ำหนักเบานะจ๊ะ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานมากๆ มาสำรวจสิว่าอะไรเป็นอะไร พอใช้งานจริงจะได้ไม่ยืนงง เริ่มต้นที่ด้ามจับเลยล่ะกัน เราว่าตอบโจทย์มากนะ เพราะสามารถปรับที่จับให้อยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังลูกก็ได้ คุณแม่ที่กังวลว่าจะไม่มีปฎิสัมพันธ์กับลูกสบายใจเรื่องนี้ได้เลยและเลิศได้อีกกับล้อแบบ Auto 4 wheels ที่จะล๊อคล้อและคลายล๊อคล้อแบบอัตโนมัติในเวลาเราเปลี่ยนที่จับให้มาอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ ถ้าใครเคยเข็นลูกแบบแม่อยู่ด้านหน้าจะนึกออกเลยว่าเวลาเราเข็นแบบนี้แล้วถ้าล้อหลังหมุนไม่ได้ พอจะเลี้ยวซ้ายที เลี้ยวขวาทีก็ต้องตีวงอ้อมกว้างไปอีก บังคับทิศทางก็ยากมาก มาเจอล้อแบบ Auto 4 Wheels สบายเลยขนาดเราลองเข็นในที่แคบ ๆ ก็ยังเข็นง่ายเรียกว่าโดนใจสุดๆ การปรับก้านเข็นไปด้านหลัง ช่วยให้เข็นได้ง่าย ปรับเอนนอนได้ 170 องศา เมื่อปรับก้านเข็นมาด้านหน้า ระบบล้อจะถูกปรับเปลี่ยนการล๊อคได้แบบอัตโนมัติ นอกจากเรื่องปรับล้อหมุนแบบ 360 องศา Auto 4 Wheels เรื่องรองรับแรงกระแทกที่ล้อก็โอเคเลย […]

หมอนให้นม เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แม่และทารกรู้สึกสบายขณะให้นม มักจะมีรูปทรงคล้ายตัว C หรือ U ซึ่งช่วยรองรับทารก วัสดุส่วนใหญ่จะอ่อนโยน เพื่อไม่ผิวลูกเกิดอาการระคายเคือง ตัวหมอนหรือเบาะควรมีความนุ่ม ระบายอากาศได้ดี และทำความสะอาดได้ง่าย ซึ่งในบทความนี้ BabyGift จะชวนแม่ๆ มารู้จักหมอนรองให้นมกันให้มากขึ้น พร้อมยี่ห้อดีๆ มาแนะนำกันค่ะ  รู้จัก หมอนรองให้นม ตัวช่วยคุณแม่ให้นมลูกที่สะดวก สบายขึ้น !  หมอนที่ใช้รองให้นมเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การให้นมแม่สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับแม่มือใหม่หรือแม่ที่ต้องให้นมบ่อยๆ เพราะช่วยรองรับน้ำหนักทารกขณะให้นม ลดความเมื่อยล้าของแขนและไหล่แม่ หมอนให้นมจะช่วยจัดท่าให้นมที่เหมาะสม ทำให้ทารกดูดนมได้ง่ายขึ้น ช่วยลดอาการปวดเมื่อยหลัง และคอของแม่ จึงเรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกที่ไม่ว่าคุณแม่น้ำนมเยอะ หรือน้ำนมน้อยต้องมีติดบ้านไว้กันเลยหล่ะค่ะ (อ่านเรื่องวิธีกระตุ้นน้ำนม เพิ่มเติมได้อีก BabyGift มีเขียนไว้แล้วค่ะ)  ข้อดีของการใช้หมอนรองให้นม   การใช้หมอนเพื่อให้นมนั้น มีข้อดีหลายประการ ซึ่งช่วยให้การให้นมลูกสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาดูกันค่ะว่ามีข้อดีอะไรบ้าง  แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหมอนให้นมจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจำเป็นสำหรับคุณแม่ทุกคน บางคนอาจรู้สึกสบายกว่าเมื่อไม่ใช้หมอน ดังนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองและลูกที่สุดค่ะ  วิธีเลือกหมอนรองให้นม  การเลือกหมอนที่ใช้ช่วยคุณแม่สำหรับให้นมที่เหมาะกับการใช้งานนั้น สำคัญมากสำหรับความสะดวกสบายของทั้งตัวแม่และลูก ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่สบาย และผ่อนคลายมากขึ้น เราลองมาดูกันค่ะ ว่าต้องดูปัจจัยอะไรบ้าง  แนะนำ ท่าอุ้มลูกให้นมที่ถูกต้อง […]

​จุดเด่นสินค้า​ ​รายละเอียดสินค้า​ ​ข้อมูลสินค้า ​คำแนะนำ​ ดูคู่มือสินค้าและวิธีการใช้งานสินค้าที่นี่ เทคนิคการดูแล คราบสีขาวหรือคราบตะกรัน วิธีขจัดคราบสนิม วิธีขจัดคราบตระกรัน คราบสีขาวหรือคราบตะกรัน คราบสีเหลือง

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังศึกษาวิธีเริ่มอาหารเสริมให้ลูก อาจเคยได้ยินคำว่า “BLW” หรือ Baby-Led Weaning ผ่านกลุ่มคุณแม่ รีวิวในโซเชียล หรือคำแนะนำจากคนรอบตัว หลายคนสนใจวิธีนี้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การกินอาหารด้วยตัวเองตั้งแต่เล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีคำถามตามมา เช่น บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจ BLW แบบง่าย ๆ พร้อมแนวทางเริ่มต้นอย่างปลอดภัยสำหรับลูกน้อย BLW คืออะไร? BLW หรือ Baby-Led Weaning คือ แนวทางการให้อาหารเสริมที่เปิดโอกาสให้ลูกหยิบอาหารและเรียนรู้การกินด้วยตัวเอง แทนการป้อนอาหารบดผ่านช้อนในทุกมื้อ เด็กจะได้สัมผัสรูปทรงของอาหาร เนื้อสัมผัสที่หลากหลาย กลิ่นและรสชาติของอาหาร รวมถึงการหยิบจับและประสานการทำงานของมือกับสายตา แนวคิดสำคัญของ BLW คือ “ให้ลูกเป็นผู้นำการเรียนรู้เรื่องอาหารด้วยตัวเอง” ลูกควรเริ่ม BLW เมื่อไหร่? แม้อายุ 6 เดือนจะเป็นช่วงที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มอาหารเสริมได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความพร้อมของลูก” โดยทั่วไป ควรสังเกตสัญญาณดังนี้ หากลูกมีสัญญาณเหล่านี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเริ่ม BLW BLW แตกต่างจากการป้อนอาหารแบบดั้งเดิมอย่างไร? การป้อนอาหารแบบดั้งเดิม การกินแบบ BLW ทั้งสองวิธีสามารถช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารตามวัยได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะกับลูกและครอบครัวได้ […]

…แต่ก็ไม่ง่ายเลย ให้คาร์ซีทเป็นเก้าอี้วิเศษของเด็กๆ ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย 1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน 2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้ 3. เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย) 4. เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ […]

คุณแม่หลาย ๆ ท่านคงเคยดูคลิปทารกน้อยใส่ห่วงลอยน้ำ ฝึกน้ำดำ และฝึกลอยตัวอยู่ในน้ำกันใช่ไหมคะ เป็นคลิปที่น่าเอ็นดูมากเลย และหากลูกรักของเราได้ลองทำดูบ้างคงน่ารักมากแน่นอน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะให้ลูกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไร ปลอดภัยแค่ไหน แล้วจะเลือกโรงเรียนว่ายน้ำแบบไหนให้ลูกดี เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ ลูกทารกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้เมื่อไร?  เด็กทารกสามารถเรียนว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนขึ้นไป โดยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าร่างกายของลูกพร้อมแค่ไหน ให้ลองเริ่มใช้ห่วงยางสวมศีรษะของลูกเพื่อช่วยพยุงตัวในน้ำ เมื่อปล่อยลูกลงสระน้ำแล้วลูกสามารถลอยตัวได้โดยไม่กลัวน้ำเลย การฝึกแบบนี้ก่อนจะช่วยให้ลูกมีความเคยชินกับน้ำ ไม่กลัวน้ำ และเพื่อในอนาคตจะได้หัดว่ายน้ำได้อย่างสบาย หรือจะเริ่มฝึกหรือเรียนว่ายน้ำในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ก็เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาดีขึ้น เข้าใจภาษาที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่สื่อสาร เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวแขนขาได้ดีขึ้นมากแล้ว สระน้ำแบบไหน ปลอดภัยต่อเด็กเล็ก สระน้ำระบบน้ำเกลือจะเป็นระบบควบคุมความสะอาดของน้ำด้วยเกลือธรรมชาติ มีค่า pH balance ในใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติของคน ทำให้ไม่ระคายเคืองต่อตาหรือผิวหนังของเด็กทารก สระน้ำระบบโอโซน จะเป็นระบบที่เอาก๊าซโอโซนมาบำบัดน้ำในสระ มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในเวลาอันสั้น และไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่ทำให้ดวงตาหรือผิวหนังทารกระคายเคือง ซึ่งสระระบบนี้ยังไม่ค่อยมีให้บริการมากนัก   เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรง สระน้ำควรจะควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 30- 35 องศาเซลเซียส เพื่อให้ร่างกายของลูกสามารถปรับอุณหภูมิได้ง่าย ไม่ป่วย อุปกรณ์สำคัญเมื่อลูกเล็กต้องว่ายน้ำ เลือกโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกแบบไหน ปลอดภัยเหมาะสม  ข้อดี […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid