เก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือน ? ชวนพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กด้วยการหัดให้ลูกนั่ง (พร้อมแนะนำเก้าอี้นั่งเด็กคุณภาพดี !)
การฝึกเด็กทารกให้นั่งมีผลต่อพัฒนาการของเด็กน้อยค่ะ แต่ว่าจะให้เด็กเริ่มหัดใช้เก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือนดี จะฝึกเด็กน้อยของเราให้นั่งยังไง จะเริ่มให้เด็กหัดนั่งตอนไหนถึงจะดี ในบทความนี้ BabyGift มีเคล็ดไม่ลับมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ
เด็กหัดนั่งกี่เดือนถึงจะดี ? แนะนำเคล็ดลับพร้อมตอบคำถาม และแนะนำยี่ห้อเก้าอี้เด็กน่าใช้ !
เก้าอี้หัดนั่งเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กทารกฝึกนั่งอย่างปลอดภัย มีโครงสร้างที่มั่นคง และปลอดภัย ช่วยพยุงตัวเด็ก ใช้วัสดุที่นุ่มสบาย มีสายรัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัย ซึ่งบางรุ่นก็ออกแบบมาให้มีถาดวางของด้านหน้าให้ด้วย เก้าอี้หัดนั่งจะช่วยให้เด็กได้ฝึกทรงตัว ฝึกกล้ามเนื้อ เตรียมความพร้อมสำหรับการนั่งด้วยตัวเอง สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการหัดนั่งจะเป็นยังไงบ้างนั้น ตามมาเรียนรู้เพิ่มเติมไปพร้อมๆ กันค่ะ

พัฒนาการของเด็ก
ก่อนจะไปดูว่าเก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือน เราลองมาทำความรู้จักกับตัวอย่างพัฒนาการของเด็กกันก่อนดีกว่าค่ะ ซึ่งพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ ซึ่งถ้ามีข้อสงสัย หรือกังวลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ควรปรึกษากับแพทย์นะคะ
- แรกเกิด – 3 เดือน : เริ่มควบคุมศีรษะได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มยิ้มตอบสนองต่อใบหน้าคนที่คุ้นเคย ส่งเสียงอ้อแอ้ และทำเสียงในลำคอ มองตามวัตถุที่เคลื่อนไหว เริ่มสนใจมือของตัวเอง ตอบสนองต่อเสียงดังโดยการสะดุ้งหรือร้องไห้
- 4-6 เดือน : เริ่มพลิกตัวได้ เริ่มนั่งได้เมื่อมีคนช่วยพยุง เริ่มหยิบจับของและนำเข้าปาก สามารถแยกแยะสีได้บ้าง ตอบสนองต่อชื่อตัวเอง เริ่มแสดงอารมณ์ชัดเจน เช่น ดีใจ โกรธ
- 7-9 เดือน : นั่งได้โดยไม่ต้องพิงนานขึ้น อาจเริ่มคลานหรือถัดก้น ยืนเกาะเฟอร์นิเจอร์ได้ เล่นจ๊ะเอ๋และเกมง่ายๆ ได้ เริ่มเข้าใจคำว่า “ไม่” ใช้นิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็กๆ เลียนแบบเสียง และท่าทางง่ายๆ ได้
- 10-12 เดือน : เริ่มยืนได้เองโดยไม่ต้องเกาะ อาจก้าวเดินได้สองสามก้าว เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น “มานี่” “ให้หน่อย” เริ่มพูดเป็นคำๆ ได้ (นอกจาก มามา ปาปา) ชอบเล่นโยนของ แสดงความรักโดยการกอดหรือจูบ เริ่มช่วยเหลือตัวเองในการแต่งตัวบ้าง เช่น ยกแขนเวลาใส่เสื้อ
สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเรื่องพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ อีก ลองอ่านเพิ่มเติมได้อีกนะคะ BabyGift เคยเขียนไว้ในเว็บไซต์แล้วค่ะ

เก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือน ?
โดยทั่วไป เด็กจะพร้อมหัดนั่งเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ซึ่งในช่วงนี้ กล้ามเนื้อคอและหลังของเด็กจะแข็งแรงพอที่จะรองรับการนั่งได้ดีขึ้นค่ะ แต่ถึงแม้ว่าพัฒนาการของเด็กในช่วง 4-6 เดือนนั้น จะเริ่มควบคุมศีรษะได้ดี และอาจเริ่มพลิกตัวได้แล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการนั่ง แต่ก็ยังไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกนั่ง ซึ่งการเริ่มฝึกหัดนั่งในเด็กอายุ 6-8 เดือนนั้น ให้เริ่มจากการช่วยพยุงให้เด็กนั่งในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลา และลดการช่วยเหลือลงตามความสามารถของเด็ก ทั้งนี้บางคนอาจพร้อมนั่งได้เร็วกว่า 6 เดือน และเด็กบางคนอาจต้องใช้เวลาถึง 8-9 เดือนกว่าจะนั่งได้มั่นคง ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กค่ะ ดังนั้นจึงไม่เร่งพัฒนาการ ไม่ควรบังคับให้เด็กนั่งก่อนที่กล้ามเนื้อจะพร้อม ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับความพร้อมของเด็ก ซึ่งหากไม่แน่ใจ หรือมีคำถามว่าลูกของเรามีพัฒนาการล่าช้า หรือผิดปกติหรือไม่ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ
คำแนะนำในการฝึกให้เด็กหัดนั่ง
สิ่งที่สำคัญของการฝึกให้เด็กหัดนั่ง คือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรกค่ะ ให้เริ่มด้วยการฝึกที่ผ่อนคลายๆ สร้างความสนุกสนาน ไม่กดดัน ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้าง มาดูกันต่อค่ะ
- รอให้เด็กพร้อมโดยทั่วไปให้เริ่มฝึกเมื่อเด็กอายุประมาณ 6-8 เดือน โดยสังเกตว่ากล้ามเนื้อคอ และหลังของเด็กจะแข็งแรงพอที่จะรองรับการนั่งได้ดีขึ้น
- เตรียมพื้นที่ปลอดภัย โดยเตรียมพื้นนุ่มๆ เช่น พรมหนาหรือเบาะ วางหมอนรอบๆ ตัวเด็กเพื่อรองรับหากเด็กเอนตัวล้ม
- ให้พยุงเด็กนั่งบนพื้น และอุ้มเด็กนั่งระหว่างขาของคุณ ใช้มือประคองลำตัวเด็กเบาๆ
- ค่อยๆ ลดการช่วยเหลือเมื่อเด็กเริ่มทรงตัวได้ดีขึ้นแล้ว ให้ค่อยๆ ลดการพยุงลงโดยคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองควรอยู่ใกล้ๆ เพื่อซัพพอร์ตหากเด็กเสียหลักล้ม
- ใช้ของเล่นกระตุ้น โดยวางของเล่นที่เด็กชอบไว้ด้านหน้าเพื่อให้เด็กสนใจและพยายามนั่งให้ตรง
- 6.ให้ฝึกสั้นๆ แต่บ่อยครั้ง โดยฝึกครั้งละประมาณ 5-10 นาที และทำซ้ำหลายครั้งต่อวันตามความสนใจของเด็ก
- ฝึกสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อของเด็กโดยให้เล่นเกมง่ายๆ เช่น โยกตัวเด็กเบาๆ ให้เด็กพยายามทรงตัว
- ไม่บังคับ หากว่าเด็กหงุดหงิด หรือเหนื่อย ให้หยุดพัก และเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทน แล้วค่อยลองใหม่อีกครั้งหลังจากนั้น
- ผู้ปกครองควรให้เวลา และมีความอดทน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการไม่เท่ากัน เด็กบางคนอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะนั่งได้มั่นคง ดังนั้นผู้ปกครองควรเข้าใจ และไม่หงุดหงิดนะคะ
- ระวังในการใช้อุปกรณ์ หากใช้เก้าอี้หัดนั่ง ควรใช้ในเวลาสั้นๆ และภายใต้การดูแล ไม่ควรพึ่งพาอุปกรณ์มากเกินไป
BabyGift แนะนำสินค้าอุปกรณ์ช่วยเด็กหัดนั่ง

1. เก้าอี้หัดนั่ง รุ่น JoyNest – PRINCE & PRINCESS
เก้าอี้หัดนั่ง Baby Dining Chair & learning รุ่น JoyNest จาก PRINCE & PRINCESS น่ารักน่าใช้ด้วยสีสันที่สบายตาทั้งหมด 4 สี มาพร้อม 5 ฟังก์ชั่นใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เก้าอี้ลากจูง, เก้าอี้กินข้าว, เก้าอี้อาบน้ำ, เก้าอี้ MUSIC และใช้ต่อบนเก้าอี้ปกติของผู้ใหญ่ก็ได้ วัสดุเป็น PU สัมผัสนุ่มสบาย รองรับการนั่งเป็นเวลานาน มีที่กันตกสัมผัสนุ่ม ลดการเสียดสี ไม่รัดต้นขา มีรูระบายอากาศใต้เบาะ ไม่อับชื้น และไม่สะสมความร้อน เหมาะสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือน – 3 ปี รองรับน้ำหนักได้ถึง 30 กิโลกรัม
จุดเด่น
- เบาะซัพพอร์ตหนานุ่ม ทำจากผ้า Cotton 100% ไส้ในเป็น Polyester Fiber วัสดุล้อ TPE ลื่น หมุนได้ 360 องศา ไม่ขีดข่วนพื้น ยึดเกาะพื้นมั่นคง
- มีฐานและที่พักเท้า แข็งแรง รองรับน้ำหนักได้เยอะ มาพร้อมเข็มขัดนิรภัย ป้องกันการพลัดตกจากเก้าอี้
- เปิดเพลงเสริมพัฒนาการได้ เชื่อมต่อ Joynest ด้วย SD card หรือ Bluetooth
- สามารถทำความสะอาดได้ โดยหมอนและเบาะนั่ง แนะนำให้ซักทำความสะอาดด้วยมือ ส่วนเก้าอี้แนะนำให้ถอดฐานล้อออก แล้วล้างทำความสะอาด หรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดได้

2. Nai-B Inflatable Baby Chair เก้าอี้หัดนั่งเป่าลม
Nai-B Inflatable Baby Chair เป็นเก้าอี้หัดนั่ง เป่าลม ที่มีให้เลือก 2 สี มาพร้อมอุปกรณ์เติมลมที่ติดตั้งมาพร้อมไม่ต้องเป่าเอง น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ช่วยให้เด็กทารกที่ยังนั่งได้ไม่แข็งแรง นั่งได้ด้วยท่านั่งเอนหลังได้ 15 องศา ใช้งานง่าย ใช้ได้จนถึงอายุ 2 ปี ปลอดภัยต่อลูกน้อย
จุดเด่น
- Ergonomic design Nai-B baby chair การออกแบบ เพื่อการใช้งานจริง สามารถเติมน้ำเข้าบริเวณด้านล่างของเก้าอี้เพื่อถ่วงน้ำหนัก หรือป้องกันการล้มขณะที่ลูกน้อยนั่งได้
- ช่วยพยุงศรีษะเด็กในขณะที่นั่ง ช่วยให้เด็กทารกที่ยังนั่งได้ไม่แข็งแรง นั่งได้ด้วยท่านั่งเอนหลังได้ 15 องศา อย่างสะดวกสบาย
- Nai-B baby chair ผ่านการตรวจสอบจาก SGS และ KATRI ใช้งานง่าย เปิดฝาและปั๊มลมเข้า ใช้เวลา 1-2 นาทีในการปั๊มลมเข้า (ประมาณ 70 ครั้ง)

3. GEKO คอกกั้นเด็ก ไซซ์ 6 ฟุต หนัง PU
คอกกั้นเด็กปลอดสาร จากแบรนด์ GEKO THAILAND ที่ผนังแต่ละแผ่นเชื่อมด้วยซิป YKK สำหรับเด็ก ไม่บาดผิว ไม่มีการใช้กาวสารระเหย, ตะปู, น็อต หรือชิ้นส่วนโลหะที่อาจก่อให้เกิดอันตราย รองรับน้ำหนักได้กว่า 120 กิโลกรัม ประหยัดพื้นที่ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความต้องการ ใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตั้งแต่เริ่มคลาน ตั้งไข่ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับฝึกนั่ง ฝึกเดิน
จุดเด่น
- วัสดุผลิตจากหนังพียู ปลอดสารอันตราย โดยได้รับการการันตีมาตรฐาน EN71-3 และมี Certifications จาก SGS ยืนยัน ว่าปราศจากสารเคมีอันตราย (BPA, Phthalates, DMF, PVC, Formadehyde)
- ออกแบบโดยวิศวกรสามารถมั่นใจในความแข็งแรงและปลอดภัยได้
- ช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บด้วยฟังก์ชันถอดแยกได้จึงสามารถปรับเปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงให้เหมาะสมตามรูปแบบการใช้งานได้ตามต้องการ

4. เก้าอี้ทานข้าวพกพา Portable Booster รุ่น Li’l Pengyu – PRINCE & PRINCESS
จุดเด่น
เก้าอี้เด็กพกพา เป็นอีกไอเท็มคู่ใจเจ้าตัวเล็ก ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถหยิบใส่กระเป๋าไปใช้ที่ร้านอาหารได้อย่างคล่องตัว มีกระเป๋าใส่พกพาสะดวก ใช้งานง่าย นั่งได้ตั้งแต่ลูกน้อยวัย 6 เดือน – 3 ขวบ แข็งแรงปลอดภัยต่อลูกน้อย
- พับได้เล็ก พกพาง่าย น้ำหนักเบาเพียง 2.1 kg. มีกระเป๋าใส่พกพาสะดวกสบาย
- ฐานโค้ง ช่วยให้ติดตั้งกับเก้าอี้ได้ทุกรูปแบบ มาพร้อมโครงอลูมิเนียมแข็งแรง ปลอดภัย ผ่านการรับรองความปลอดภัยระดับสากล
- ลูกนั่งสบาย ปรับได้หลายระดับ ตามสรีระเด็ก และยังสามารถปรับถาดอาหารเลื่อนได้ ช่วยให้ลูกมีพื้นที่นั่งสบายไม่อึดอัด
เด็กหัดนั่งกี่เดือนถึงจะดี ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ก็คงได้คำตอบกันแล้วนะคะ เก้าอี้หัดนั่งเป็นเพียงเครื่องมือเสริมพัฒนาการของเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตและตอบสนองต่อความพร้อมของลูกน้อย และฝึกให้การนั่งเป็นไปตามธรรมชาติบนพื้นที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังฝึกลูกให้นั่งกระโถนก่อนเข้าโรงเรียนอ่านคำแนะนำเพิ่มเติมได้อีกนะคะ และหากใครสนใจผลิตภัณฑ์เก้าอี้หัดนั่ง อุปกรณ์เสริมเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกน้อย อยากขอคำแนะนำเรื่องเก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือนเพิ่มเติม หรือสนใจสินค้าแม่ และเด็กอื่นๆ ก็สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟ ทั้ง 5 สาขา ใกล้บ้าน หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เป็นกรดไหลย้อนได้ เพราะลูกน้อยวัยทารกเบบี๋ก็เป็นได้เช่นกัน ! แถมคุณแม่รู้ไหมว่าเด็กทารกส่วนใหญ่เป็นกรดไหลย้อนได้มากถึง 25 คน จากทารกทั้งหมด 100 คนทีเดียว (ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล) ดังนั้นเชื่อว่าทุกท่านคงจะอยากรู้ว่าทำไม? เด็กเล็กๆ จึงเป็นกรดไหลย้อนได้ สาเหตุมาจากอะไร แล้วคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง เพราะขนาดผู้ใหญ่อย่างเราป่วยกรดไหลย้อน ยังทรมานและใช้ชีวิตลำบาก เราจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกรักตัวน้อย ที่พูดบอกอาการไม่ได้ แถมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกด้วย ทำไม? กรดไหลย้อนจึงเกิดได้ กับลูกวัยทารก อาการของเบบี๋ เมื่อมีกรดไหลย้อน หากปล่อยให้ลูกเป็นเรื้องรัง อาจมีอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีอาการที่รุนแรงลุกลาม จนอาจต้องใช้การผ่าตัดในการรักษาเพื่อให้หายได้ ป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยวันนี้! คุณแม่จะคงจะคลายกังวลได้ หากรู้ว่าสามารถป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยได้ ด้วยวิธีการต่างๆ นั่นคือ เตียงนอนปรับระดับศีรษะลูกน้อยได้ เป็นเตียงนอนสำหรับเด็กที่สามารถปรับระดับเตียงสูงต่ำได้ตามต้องการ ที่สำคัญยังช่วยป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกได้ เพราะสามารถปรับหัวเตียงให้ด้านศีรษะของลูกยกสูงขึ้นได้ง่ายๆ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องหาหมอนมาหนุนศีรษะลูก เช่นเตียง เตียงนอนทารก Dreamie Bed Side Crib – Prince & Princess ที่สามารถปรับระดับศีรษะของลูกให้นอนสูงขึ้นได้ถึง 2 ระดับ ป้องกันอาการท้องอืดและกรดไหลย้อนหลังกินนม […]
…แต่ก็ไม่ง่ายเลย ให้คาร์ซีทเป็นเก้าอี้วิเศษของเด็กๆ ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ” คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย 1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน 2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้ 3. เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย) 4. เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ […]
สำหรับ Working Women หลายๆ คน การทำงานก็คือการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง และเป็นความสุขในการใช้ชีวิต แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนไป มีครอบครัว มีลูกขึ้นมาแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วถ้าเราขับรถเป็นประจำ พอท้องแล้วยังจะขับรถได้อยู่มั้ย ในบทความนี้ BabyGift จะมานำเสนอเรื่องเกี่ยวกับคนท้องขับรถได้มั้ย และคำแนะนำต่างๆ เพื่อให้คุณแม่อุ่นใจกันมากขึ้นค่ะ คนท้องขับรถได้ไหม ? ชวนคุณแม่ดูคำแนะนำ ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยก่อนขับรถ ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ คุณแม่มักจะเผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “คนท้องขับรถได้ไหม?” คำถามนี้มักสร้างความกังวลให้กับคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ การตัดสินใจว่าจะขับรถหรือไม่ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงข้อควรระวังและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เราลองมาดูรายละเอียดกันค่ะ คนท้องขับรถได้ไหม ? โดยทั่วไปหากมีความจำเป็นคนท้องสามารถขับรถได้นะคะ แต่หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงดีกว่า โดยไม่ควรขับรถในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจมีอาการแพ้ท้องกะหันทัน จนไม่สามารถโฟกัสที่การขับขี่ได้ดีเท่าที่ควร (อ่านเคล็ดลับลดอาการแพ้ท้องของคุณแม่เพิ่มเติมได้อีกนะคะ) และในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน ควรงดขับรถโดยเด็ดขาด เนื่องจากครรภ์ใหญ่ขึ้น หากเบรกกระทันหันอาจทำให้ท้องกระแทกพวงมาลัยได้ อีกทั้งเป็นช่วงเวลาของการเตรียมตัวคลอด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยหากจำเป็นต้องขับรถ BabyGift มีคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยมาฝากดังนี้ค่ะ คำแนะนำเพิ่มเติมเมื่อคนท้องต้องขับรถ คนท้องขับรถมอไซค์อันตรายไหม […]
คุณแม่มือใหม่ขอให้ยกมือขึ้น! ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่ทุกคนด้วยนะคะ มั่นใจเลยว่า ตอนนี้คุณแม่ทั้งหลายต้องกำลังรู้สึกหัวหมุนติ้วๆ กับการเตรียมของให้ลูกน้อยอยู่แน่ๆ เพราะไอเท็มที่วางขายอยู่ในท้องตลาดนั้นมีเป็นล้านแปดพันเก้า อันนี้ก็น่ารัก อันนี้ก็ดูจำเป็น แต่ถ้าเราจะซื้อทุกอย่างก็คงไม่ไหว สำหรับบทความนี้ เราก็เลยนำเช็คลิสต์แบบครบถ้วนทุกหมวดมาฝากกันค่ะ มาดูกันดีกว่าว่าคุณแม่ยังขาดอะไรไปบ้าง 1. หมวดการนอน 2. หมวดให้นม 3. หมวดการกิน 4. หมวดอาบน้ำ/สุขอนามัย 5. หมวดการแต่งตัว 6. หมวดเดินทาง 7. หมวดฝึกพัฒนาการ 8. หมวดสุขภาพ/ดูแล 9. หมวดปกป้องลูกน้อย 10. หมวดทำความสะอาด และนี่ก็คือเช็คลิสต์ของสำคัญที่คุณแม่ขาดกันไม่ได้เลยค่า ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากให้คุณแม่จำไว้เสมอว่า การซื้อสินค้าสำหรับลูกทุกครั้งนั้นควรคำนึงหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของคุณภาพ และการใช้งานในระยะยาวด้วยน้า
หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายมากมาย จนตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคุณแม่ท้องโตใหญ่อุ้ยอ้ายแล้ว ยังมีอาการต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวอื่นๆ อีก ซึ่งคุณแม่หลายท่านอาจจะคิดว่าอาการไม่สบาย ปวดโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ทว่า…อาการปวดในบางอย่างนั้น อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องผิดปกติ เราจึงชวนคุณแม่มาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ที่ชวนน่าสงสัย เพื่อให้คุณแม่รู้ว่าอาการแบบไหนที่ผิดปกติ จะได้สังเกตและรู้ทันอันตราย รีบไปพบแพทย์ก่อนอาการจะรุนแรงลุกลามบานปลายจนเกิดการสูญเสียขึ้นได้ค่ะ สังเกตอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ มาดูกันว่าอาการปวดท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรกันบ้าง 1. ปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียดกลางอก อาจเป็นอาการของ กรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมาก อาหารไม่ย่อย ทำให้มีอาการแน่นท้อง หรือมีกรดไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร โดยมีอาการร่วมต่างๆ เช่น แสบร้อนกลางอก ลิ้นปี่ ลำคอ มีอาการคลื่นไส้ เรอ แน่นหน้าอก ที่มักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหาร หรือในช่วงเวลากลางคืน สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดได้ทั้งจากการกินอาหารมากเกินไป กินอาหารรสจัด รสเปรี้ยว รสเผ็ด กินผลไม้ที่มีกรด เช่น มะนาว กินอาหารที่ไขมันสูงทำให้ย่อยยาก สาเหตุจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเกิดการคลายตัว รวมถึงลูกในท้องที่ใหญ่ขึ้นไปดันท้องคุณแม่ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้น ป้องกันดูแลได้ : ด้วยการกินอาหารทีละน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ เลี่ยงอาหารรสเผ็ด […]
ท้องทีต้องมานั่งกังวลเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มไปหมด นอกจากจะกังวลเรื่องการกินกับการเดินแล้ว ท่านอนก็ยังเป็นสิ่งที่แม่ท้องหลายๆ คนสงสัยว่าควรจะนอนท่าไหนกันแน่ บางคนก็บอกว่าให้นอนท่าที่สบายที่สุด บางคนก็บอกว่าให้นอนตะแคงข้างไหนก็ได้ ส่วนบางคนก็เจาะจงให้นอนตะแคงซ้าย ตกลงยังไงกันแน่นะ? แต่แน่นอนว่าท่านอนมีผลต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่แล้วก็คุณลูก วันนี้เราลองมาดูคำตอบไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันค่ะ ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ท้องที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 16 สัปดาห์ขึ้นไปคือ “ท่านอนตะแคงซ้าย” ค่ะ เพราะว่าการนอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้มดลูกของคุณแม่ไม่ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ค่อนไปทางขวาและท่านี้ยังจะช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วยนะคะ เพราะพอเส้นเลือดดำไม่ถูกกดทับแล้ว เลือดก็จะสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้ดี แถมยังทำให้อาหารย่อยง่ายอีกด้วยนะ ถ้าคุณแม่นอนตะแคงขวา หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น แต่เอาจริงถ้าจะให้นอนตะแคงซ้ายทั้งคืนก็คงไม่ไหว คุณแม่ก็อาจจะตะแคงซ้ายขวาสลับกันก็ได้นะ แต่เน้นไปที่ด้านซ้ายให้เยอะกว่านะคะ สำหรับคุณแม่ที่ท้องใหญ่มากๆ คุณแม่อาจจะหาหมอนมารองใต้ท้องเพื่อช่วยพยุงท้องเอาไว้ จะได้นอนหลับสบายๆ ยาวๆ ถึงเช้าไปเลยเนอะ ท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับคุณแม่ เดาได้ง่ายมาก ก็คือท่านอนคว่ำน่ะสิ อันนี้มันก็แน่อยู่แล้วแหละนะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวันทุกวันจะให้นอนคว่ำได้ยังไงไหว แต่อีกท่านึงที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือท่านอนหงายค่ะ อ๊ะๆ คิดไม่ถึงกันใช่ไหมล่ะคะ ที่ท่านี้ควรหลีกเลี่ยงก็เพราะมดลูกของคุณแม่นั้นจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจจะไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ตรงบริเวณกลางลำตัวได้ค่ะ พอทับไปแล้วคุณแม่ก็จะมีอาการเท้าบวม เป็นริดสีดวงทวาร หนักๆ หน่อยก็อาจทำให้วิงเวียนศีรษะจนถึงขั้นเป็นลมได้เลยล่ะ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่ปวดหลังสุดๆ เพราะเหมือนกับต้องแบกรับน้ำหนักร่วมสิบโลไว้ทั้งคืน วิธีจัดท่านอน ไม่ใช่ว่าคุณแม่เดินมาถึงเตียงก็ล้มตึงลงไปนอนตะแคงได้เหมือนตอนไม่ท้องเลยนะ ตอนนี้เรามีลูกน้อยอยู่ในท้องแล้วก็ต้องคอยทำอะไรให้ช้าลง วิธีข้างล่างจะช่วยให้คุณแม่จัดท่านอนได้ถูกต้องแล้วก็จะช่วยลดอาการปวดหลังด้วยนะคะ เวลาจะพลิกตัวเปลี่ยนท่า คุณแม่ควรจะค่อยๆ พลิก […]
