RENOLUX นุ่มยิ่งกว่านุ่ม

หลากหลายฟังก์ชั่น ช่วงอายุการใช้งานยาวนาน 
รองรับเด็กมีความสูง 76 ถึง 150 ซม
ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย I-size R 129 และการรับรองจากสภาบันชั้นนำ

เบาะกว้าง นั่งสบาย นุ่มกว่าที่เคยสัมผัส
รองรับเด็กน้ำหนัก 15 ถึง 36 กิโลกรัม
ผ่านมาตรฐาน  ECE R44-04
และการทดสอบจากสถาบันชั้นนำในยุโรป

พกพาสะดวก ติดตั้งง่าย
รองรับเด็กน้ำหนัก 15 ถึง 36 กิโลกรัม
ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ECE R44-04 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลังหมดช่วงลาคลอด หรือผู้ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม การพิจารณาเนิร์สเซอรี หรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน และควรส่งลูกไปเนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ บทความนี้ BabyGift จะมาให้คำตอบอย่างละเอียด เพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เนิร์สเซอรีคืออะไร เนิร์สเซอรี หรือที่เรียกกันว่า เดย์แคร์ (Day Care) คือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในช่วงเวลากลางวัน มักรับดูแลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจต้องกลับไปทำงานประจำ โดยเน้นการดูแลพื้นฐาน การให้ความอบอุ่น และการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลต่อไป ข้อดีและข้อเสียของเนิร์สเซอรี การส่งลูกไปเนิร์สเซอรีมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเหมาะสมกับวิถีชีวิตของครอบครัวและพัฒนาการของลูกน้อยที่สุด ข้อดีของเนิร์สเซอรี ข้อเสียของเนิร์สเซอรี เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน คำถามว่า เนิร์สเซอรี จำเป็นต่อลูกน้อยมากแค่ไหนนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะหลักการสำคัญคือเด็กเล็กวัยต่ำกว่า 3 ขวบยังต้องการความผูกพันที่มั่นคงจากผู้เลี้ยงดูหลัก (พ่อแม่) เป็นอันดับแรก การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน เนิร์สเซอรีจะจำเป็นต่อแม่และเด็ก ที่ไม่มีผู้ดูแลในช่วงกลางวัน หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเริ่มฝึกทักษะสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมันคือตัวช่วยในการจัดการชีวิตของครอบครัวมากกว่าความจำเป็นด้านพัฒนาการหลักของลูก ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ สำหรับคำถามว่า ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำว่าควรรอให้ลูกอายุ 3 […]

1.เลือกจากประเภทการใช้งานให้เหมาะสมกับสรีระและน้ำหนักของเด็กค่ะโดยทั่วไปรถเข็นจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ 2. วัสดุโครงสร้างของรถเข็นเด็กต้องแข็งแรงและที่สำคัญน้ำหนักต้องเบาเพราะว่าบางครั้งคุณแม่อาจจะต้องเดินทางโดยลำพังกับลูกน้อย นอกจากนี้เบาะที่สัมผัสของตัวน้องควรทำจากวัสดุที่นุ่มสบายเพื่อให้เด็กนั่งได้นาน อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนที่ดีเนื่องจากอากาศที่เมืองไทยค่อนข้างร้อนและระบบปรับอุณหภูมิในเด็กเล็กนั้นยังทำงานได้ไม่ดีนักทำให้เด็กจะร้อนและเหงื่อออกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ 3. ล้อต้องเป็นล้อที่สามารถหมุนได้สะดวกและแข็งแรง เพราะจะทำให้การเคลื่อนตัวของรถเข็นคล่องตัวขึ้นแม้ว่าคุณแม่จะต้องเข็นรถในที่ที่แคบ 4. โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบมาเพื่อรักษาให้ขาและข้อต่อสะโพกอยู่ในรูปทรงตามธรรมชาติโดยประคองขาและข้อต่อสะโพกในอยู่ในรูปทรงตัว“M” ซึ่งเป็นท่าที่จะทำให้ขาและสะโพกของลูกน้อยมั่นคงที่สุดรวมทั้งจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกทั้งสองส่วนให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ดีที่สุด 5. มีหลังคาที่สามารถปกป้องลูกน้อยจากแสงแดดและรังสียูวีเพราะผิวหนังของเด็กนั้นยังบอบบางโดยที่บังแดดควรจะปรับได้ตามทิศทางของแสงแดดที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาในแต่ละวัน นอกจากนี้ที่บังแดดยังช่วยบังลมให้ลูกน้อยได้อีกด้วย 6. โครงสร้างของรถเข็นเด็ก ต้องออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบการหายใจในกรณีที่เด็กอาจจะเผลอหลับบนรถเข็น โดยมีเบาะที่จะทำให้ศีรษะเด็กไม่เคลื่อนที่และป้องกันการบิดของลำคอจึงช่วยป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น 7. ข้อสำคัญอีกประการก็คือหากคุณใช้รถเข็นเด็กแรกเกิด ควรจะเลือกประเภทที่สามารถหันที่นั่งรถเอาหาตัวคุณแม่ได้ เนื่องจากเด็กเล็กต้องการความเอาใจใส่จากแม่เป็นพิเศษ เมื่อน้องออกไปข้างนอกเขาต้องการจะมองเห็นคุณแม่เพื่อความอุ่นใจค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กโตแล้ว เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัวซึ่งในวัยนี้คุณแม่อาจจะปรับที่นั่งรถเข็นให้มองออกไปข้างนอกได้ค่ะ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างถูกต้อง

คุณแม่ฉีดวัคซีนกันหรือยังงงงง อย่ามัวแต่รีรอนะ เพราะว่าวัคซีนนั้นสำคัญมาก แต่ใครที่ฝากท้องกับคุณหมอแล้วก็ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวคุณหมอก็จะนัดฉีดเอง คุณแม่บางคนอาจจะสงสัยว่าเวลาท้องแล้วจะต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับวัคซีนที่สำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝากกันค่ะ ปกติแล้วการได้รับวัคซีนของคุณแม่ท้องจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ก็คือช่วงก่อนตั้งครรภ์กับช่วงระหว่างตั้งครรภ์ ด้านล่างคือวัคซีนต่างๆ ที่สำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ 1. วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน (Rubella Vaccine) ใครเตรียมตัวเป็นคุณแม่ก็ไปฉีดวัคซีนตัวนี้ล่วงหน้าสัก 3 เดือนเป็นอย่างน้อยนะคะ อ๊ะๆ คนที่ยังไม่ได้ฉีดกำลังตกใจกันอยู่ใช่มั้ย อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ ถ้าคุณแม่ไม่เคยฉีดวัคซีนตัวนี้ก่อนท้อง คุณแม่ก็แค่ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ในช่วงที่ท้องสามเดือนแรก หลักๆ คืออย่าไปที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพราะมันเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคเลยล่ะ ยิ่งถ้าไปเจอคนที่ไอหรือจามหรือเป็นไข้อะไรพวกนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่เลย เพราะถ้าหากคุณแม่ติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมันตัวนี้เข้าในช่วงที่ท้องสามเดือนแรก มันจะส่งผลให้ลูกในท้องมีความพิการที่อวัยวะต่างๆ เช่น ตา หู หัวใจ แขน ขาหรือสมองได้ค่ะ คุณแม่ที่เป็นหัดเยอรมันจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมนี่แหละ แต่จะแถมด้วยผื่นขึ้นตามตัว แต่ว่าถ้าคุณแม่ติดเชื้อไวรัสนี้ในช่วงเดือนท้ายๆ ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะลูกของเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากเชื้อนี้เนื่องจากเค้าเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว 2. วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine) ไวรัสตัวนี้พบเยอะมากได้ประเทศไทยค่ะ คนที่เป็นก็จะแสดงอาการไม่เหมือนกันหรอก แต่ถ้าเป็นขั้นรุนแรงแล้วล่ะก็สามารถเสียชีวิตได้เลยค่ะ คนที่เป็นโรคนี้หนักๆ ตัวจะเหลือง อ่อนเพลียมากตลอดเวลาแล้วตับก็จะถูกทำลาย เจ้าเชื้อตัวนี้สามารถติดจากแม่สู่ลูกในท้องได้ แต่ก็ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไรนะคะ ที่บอกว่าติดต่อก็คือว่า ถ้าเกิดคุณแม่มีเชื้อนี้ […]

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

คลอดก่อนกำหนด เกิดขึ้นได้ ถ้าไม่ทำตาม 5 ข้อนี้ ปกติแล้วคุณแม่จะอุ้มท้องลูกน้อยทั้งหมด 40 สัปดาห์ อันที่จริงส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครถึงหรอกนะคะ เพราะว่าคุณหมอจะอนุญาตให้คลอดได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 37 เป็นต้นไปแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 นี้ คุณแม่ก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ คอยระแวดระวังสัญญาณเตือน ถ้าพบก็รีบไปหาคุณหมอ อย่าชะล่าใจเลยนะคะ ส่วนในระหว่างนี้มาดูกันว่ามีอะไรที่คุณแม่จะสามารถเลี่ยงได้บ้างเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด 1. เซย์โนกับบุหรี่และแอลกอฮอล์กันดีกว่า แน่นอนว่าบุหรี่และแอลกอฮอล์ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับแม่ท้อง ก็ขนาดกับคนธรรมดายังไม่ดีเลยใช่มั้ยล่ะ เหตุผลนึงก็เพราะ ทั้งบุหรี่และแอลกอฮอล์มีสารที่จะไปยับยั้งหรือชะลอการเติบโตของลูกน้อยค่ะ นอกจากนี้คุณแม่ก็อย่าได้ไปอยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่เลยเชียว เพราะสารนิโคตินในบุหรี่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้แม้คุณแม่จะไม่ใช่คนที่สูบก็ตาม อ่านมาถึงตรงนี้คุณแม่อาจจะเริ่มกังวล เมื่อตอนเย็นเดินผ่านคนสูบบุหรี่ ลูกจะเป็นอะไรมั้ยนะ? คุณแม่ทำจิตใจให้สบายค่ะ เราแอบไปถามคุณหมอมาให้แล้ว คุณหมอบอกว่าถ้าเจอก็ให้เดินหนี เจอผ่านๆ ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปนั่งใกล้ๆ แถวนั้นเด็ดขาดเลยนะคะ 2. ขอแค่แม่อย่าเครียด เพราะความเครียดจะทำให้มดลูกขอคุณแม่บีบตัวค่ะ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 24 เป็นต้นไป คุณแม่ก็จะรู้สึกถึงอาการที่มดลูกบีบตัวนี้ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่า อาการท้องแข็ง แต่ว่าอาการท้องแข็งเนี่ย ไม่ควรจะเกิดถี่ๆ ติดกัน ถ้าพูดเป็นตัวเลขก็คือ ไม่ควรถึง 6 ครั้งภายในหนึ่งชั่วโมง […]

เครื่องล้างขวดนม ตัวช่วยเบาแรงคุณพ่อคุณแม่ช่วงให้นมลูก (เลือกแบบไหนดี?) ช่วงให้นมลูกเป็นช่วงที่ทั้งอบอุ่น…และเหนื่อยเอาเรื่องเลยค่ะตื่นกลางคืน ชงนม ปั๊มนม แล้วยังต้องกลับมาล้างขวดนมซ้ำ ๆ วันละหลายรอบ คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านพูดเหมือนกันว่า“ไม่ได้เหนื่อยเพราะลูกอย่างเดียว แต่เหนื่อยเพราะล้างขวดนี่แหละค่ะ” นี่จึงเป็นเหตุผลที่ เครื่องล้างขวดนม กลายเป็นตัวช่วยสำคัญของพ่อแม่ยุคใหม่เพราะไม่ได้ช่วยแค่ “ล้างขวด” แต่ช่วยลดภาระงานบ้าน เพิ่มเวลาพัก และเพิ่มความสบายใจเรื่องความสะอาดให้กับลูกน้อยได้จริง เครื่องล้างขวดนมช่วยพ่อแม่ได้ยังไงบ้าง? ขอสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ ถ้าบ้านไหนใช้ขวดวันละหลายใบ จะรู้สึกได้ชัดเลยว่า“มีแล้วชีวิตง่ายขึ้นจริง” แล้วเครื่องล้างขวดนมจำเป็นไหมสำหรับทุกบ้าน? ขอตอบตรง ๆ แบบแม่คุยกับแม่นะคะเครื่องล้างขวดนมอาจไม่จำเป็นสำหรับทุกบ้าน แต่จะ “จำเป็นมาก” ถ้าบ้านคุณ… หลายครอบครัวที่ใช้แล้วบอกเหมือนกันว่า“พอมีเครื่องล้างขวดนม รู้สึกมีแรง มีเวลา และไม่เครียดเหมือนก่อน” เครื่องล้างขวดนมมีแบบไหนบ้าง เลือกยังไงดี? ถ้าอธิบายแบบไม่ซับซ้อน เครื่องล้างขวดนมหลัก ๆ จะต่างกันที่ ✔ ระบบล้าง + ฆ่าเชื้อ + อบแห้งเหมาะกับบ้านที่อยากได้ความสะดวก กดปุ่มเดียวจบ ไม่ต้องแยกนึ่งหรือผึ่ง ✔ ความจุและความแรงบ้านที่ล้างเยอะ ใช้อุปกรณ์ปั๊มนมหลายชิ้น ควรเลือกรุ่นที่จุได้มากและล้างได้ทั่วถึง แนะนำ 2 […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid