เปรียบเทียบ “คาร์ซีทกระเช้า” 4 รุ่นขายดี 2026 : เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบ้านเรา?

ก่อนเลือกคาร์ซีทกระเช้า ควรรู้อะไรบ้าง (สำหรับพ่อแม่มือใหม่)

คาร์ซีทกระเช้าเป็นคาร์ซีทแบบแรกที่ลูกน้อยจะได้ใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล
แต่เพื่อให้เลือกได้ “ถูกต้องและปลอดภัยจริง” พ่อแม่มือใหม่ควรรู้พื้นฐานสำคัญเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ

กระเช้าใช้ได้ถึงอายุหรือส่วนสูงประมาณไหน

โดยทั่วไป คาร์ซีทกระเช้าออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงประมาณ 12–15 เดือน หรือจนถึง ส่วนสูงประมาณ 85–87 ซม. หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กก. (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด)

ข้อควรรู้: ปัจจุบันหลายรุ่นอ้างอิงตาม ส่วนสูง (i-Size R129) มากกว่าน้ำหนัก พ่อแม่จึงควรตรวจสเปกบนตัวคาร์ซีทเป็นหลัก ไม่ยึดอายุอย่างเดียว

ควรเลิกใช้คาร์ซีทกระเช้าเมื่อไร

ควรหยุดใช้คาร์ซีทกระเช้าทันทีเมื่อเกิดข้อใดข้อหนึ่ง:

  • ศีรษะของลูกเริ่มสูงเกินขอบกระเช้า
  • ส่วนสูงหรือน้ำหนักเกินกว่าที่ผู้ผลิตกำหนด
  • ลูกนั่งอึดอัด หรือขยับตัวได้จำกัด
  • ลูกสามารถนั่งได้มั่นคงมากขึ้นและถึงวัยเปลี่ยนคาร์ซีท

การฝืนใช้กระเช้านานเกินไป อาจทำให้ การซัพพอร์ตศีรษะและคอไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูกกระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร

กระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร

แม้คาร์ซีทกระเช้าบางรุ่นจะสามารถ ปรับเอนได้มาก หรือใช้ร่วมกับรถเข็นในโหมดที่ลูกนอนสบาย แต่โดยหลักแล้ว กระเช้าไม่ได้ออกแบบมาให้ลูกนอนยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง

คำแนะนำคือ:

  • ใช้กระเช้าเพื่อการเดินทางหรือเคลื่อนย้ายระยะสั้น
  • เมื่อถึงบ้าน ควรอุ้มลูกออกมานอนบนที่ราบ เช่น เปลหรือที่นอนที่เหมาะสม

สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อท่าทางการนอนและการหายใจของทารก

ทำไมคาร์ซีทกระเช้าต้องหันหน้าเข้าเบาะรถ

การติดตั้งแบบ หันหน้าเข้าเบาะรถ (Rearward Facing) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กเล็กเพราะ:

  • ศีรษะและลำคอของทารกยังบอบบาง
  • หากเกิดการชน แรงกระแทกจะถูกกระจายไปที่แผ่นหลังและพนักพิง
  • ลดแรงสะบัดของคอและศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความปลอดภัยสากลจึงกำหนดให้ เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าเบาะรถเสมอ

สรุปสเปกที่ต่างกันของคาร์ซีทกระเช้า 4 รุ่นในร้าน BabyGift

รุ่น

ช่วงการใช้งาน
(ส่วนสูง/น้ำหนัก)

มาตรฐาน
ความปลอดภัย

สายรัด

วิธีติดตั้ง

จุดเด่น
ที่ “ต่างจริง”

คาร์ซีทเด็ก

รุ่น Start One – PRINCE & PRINCESS

40–87 ซม. / ≤13 กก.

i-Size ECE R129

5 จุด

Belt หรือฐาน ISOFIX (Base One แยก) + มีฟังก์ชันหมุนเมื่อใช้ฐาน

2-in-1 “กระเช้า + Bassinet” ปรับนอนราบได้ถึง 170° (เมื่อใช้เป็น Bassinet กับรถเข็นที่รองรับ) + หมุนได้ 180° เมื่อใช้ฐาน

คาร์ซีทกระเช้า

FOPPAPEDRETTI รุ่น TicToc I-Size

40–87 ซม. / ≤13 กก.

i-Size R129

3 จุด

Belt หรือฐาน ISOFIX (แยก)

ทำมาเพื่อเข้าคู่รถเข็น FOPPAPEDRETTI TicToc ผ่าน Adapter

คาร์ซีทกระเช้า

KINDERKRAFT รุ่น I-CARE​

40–87 ซม. / 0–13 กก.

i-Size R129

5 จุด

Belt หรือฐาน ISOFIX (แยก)

ซัพพอร์ตแรกเกิดแบบโมดูลาร์ + Head support เมมโมรี่โฟมหลายชั้น + น้ำหนักประมาณ 4.2 กก.

JOIE ตระกร้าคาร์ซีทเด็ก รุ่น Gemm

Group 0+ แรกเกิด–13 กก.

ECE R44/04 (มาตรฐานเดิม)

5 จุด

เข็มขัดนิรภัย หรือใช้ฐานเสริม i-Base (ติดตั้ง ISOFIX ได้)

ใช้งานเป็น travel system กับรถเข็นบางรุ่นของ Joie ได้ + airline certified

หมายเหตุเรื่องมาตรฐาน: ใน 4 รุ่นนี้ 3 รุ่นเป็น i-Size R129 (Start One / TicToc I-Size / I-CARE) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่กว่าในยุโรป ส่วน Joie Gemm เป็น ECE R44/04 ตามสเปกผู้ผลิต

เลือกตามสไตล์บ้าน” (ไม่ต้องจำสเปกก็เลือกได้)

1. บ้านที่อยากได้ “ฟังก์ชันครบจบ” และเน้นลูกนอนสบายเป็นพิเศษ

แนะนำ: คาร์ซีทเด็ก รุ่น Start One – PRINCE & PRINCESS

จุดเด่นที่ชัดมากคือ 2-in-1 กระเช้า + Bassinet และ ปรับนอนราบได้ถึง 170° เมื่อใช้งานในโหมด Bassinet
ถ้าคุณเป็นสายพาลูกขึ้นรถเข็นแล้วอยากให้ลูก “นอนต่อเนื่อง” แบบไม่สะดุ้ง รุ่นนี้เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ (และยังเป็น i-Size R129 ด้วย)

เหมาะกับ:

  • บ้านที่อยากได้ “ลูกหลับยาว/นอนสบาย” เป็นโจทย์หลัก
  • บ้านที่โอเคกับการเลือก “ฐานเสริม” เพื่อได้ฟังก์ชันหมุน 180°

ควรทราบก่อนเลือก

  • ต้องซื้อ ฐานเสริม (Base One) เพิ่มถ้าจะใช้ฟังก์ชัน หมุน 180°
  • ตัวคาร์ซีทค่อนข้าง ใหญ่และหนักกว่า รุ่นอื่น (เมื่อรวมฐาน)
  • การติดตั้งแบบ Belt ต้องระวังให้แน่นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • ราคาสูงกว่าเมื่อต้องซื้อ

2. บ้านที่ใช้รถเข็น Foppapedretti TicToc อยู่แล้ว หรือจะจัดเป็นเซ็ตระบบเดียวกัน

แนะนำ: คาร์ซีทกระเช้า FOPPAPEDRETTI รุ่น TicToc I-Size

รุ่นนี้เด่นที่ “เป็นคู่แท้” ของรถเข็น FOPPAPEDRETTI TicToc สามารถต่อกับรถเข็นผ่าน Adapter
ใครที่วางแผนทำ travel system ให้คล่องตัวตั้งแต่วันแรก รุ่นนี้จะไปได้สวยเพราะ ecosystem เข้ากัน

เหมาะกับ:

  • บ้านที่มี/เล็งรถเข็น TicToc และอยากให้ทุกอย่างต่อกันพอดี
  • คนที่ชอบคาร์ซีทสายรัด 3 จุด (ใช้งานง่าย-ไว)

ควรทราบก่อนเลือก

  • ใช้ได้ดีที่สุดเมื่อจับคู่กับ รถเข็น TicToc — ถ้าไม่มีคู่กัน อาจไม่คุ้มเท่ารุ่นอื่น
  • ใช้ สายรัด 3 จุด ผูกกับเข็มขัดรถ (บางคนอาจชอบแบบ 5 จุดมากกว่า)
  • ต้องซื้อ ฐานเสริม ISOFIX แยก หากต้องการติดตั้งแบบเสถียร
  • รองรับน้ำหนัก/ส่วนสูงตามมาตรฐาน i-Size ไม่ยืดหยุ่นมาก

3. บ้านที่ให้ความสำคัญกับ “ซัพพอร์ตแรกเกิดแน่น ๆ” + น้ำหนักเบา ใช้งานทุกวัน

แนะนำ: คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น I-CARE​

I-CARE มาทางสาย “รองรับสรีระเด็กเล็ก” ชัดเจน: ซัพพอร์ตแรกเกิดแบบโมดูลาร์ และมี Head support เมมโมรี่โฟมหลายชั้น พร้อมการ์ดกันกระแทกด้านข้าง
อีกจุดที่ใช้งานจริงแล้วต่าง คือ น้ำหนักประมาณ 4.2 กก. ช่วยเวลาถือขึ้นลงบ่อย ๆ

เหมาะกับ:

  • บ้านที่ยกกระเช้าบ่อย (รับ-ส่งลูก, ขึ้นคอนโด, เข้าห้าง)
  • บ้านที่อยากได้ i-Size R129 + สายรัด 5 จุด

ควรทราบก่อนเลือก

  • ต้องซื้อ ฐาน ISOFIX แยก ถ้าต้องการติดตั้งแบบมั่นคง
  • ฟองน้ำซัพพอร์ตเยอะ ทำให้ที่นั่ง แน่นกว่าเล็กน้อย — อาจรู้สึกอึดอัดสำหรับลูกบางคนตอนแรก
  • ผ้าบุและซับในหลายชั้น อาจ แห้งช้ากว่า หลังทำความสะอาด
  • น้ำหนักประมาณ ~4.2 กก. — เบากว่าอันดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่รุ่นที่เบามากที่สุด

4. บ้านที่อยากได้รุ่น “คุ้มค่า ใช้ง่าย” และมีแผนเดินทาง (รวมถึงขึ้นเครื่อง)

แนะนำ: JOIE ตระกร้าคาร์ซีทเด็ก รุ่น Gemm

Gemm เป็นรุ่นกระเช้าคลาสสิกที่ใช้งานง่าย สายรัด 5 จุด มีหลังคากัน UV และใช้กับฐานเสริมเพื่อความสะดวกในการติดตั้งได้
และมีจุดน่าสนใจคือ airline certified ตามหน้าผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของรุ่นนี้ตามสเปกผู้ผลิตเป็น ECE R44/04 (ไม่ใช่ i-Size R129) จึงเหมาะกับคนที่รับได้กับมาตรฐานเดิมและโฟกัสที่การใช้งาน/ความคุ้ม

เหมาะกับ:

  • บ้านที่อยากได้กระเช้าใช้งานง่าย + มีโหมดต่อฐานเสริม
  • คนที่มีโจทย์ “เดินทาง/บิน” และอยากได้รุ่นที่ระบุ airline certified

ควรทราบก่อนเลือก

  • มาตรฐานเป็น ECE R44/04 — ไม่ใช่มาตรฐาน i-Size แบบรุ่นยุโรปใหม่
  • ต้องซื้อ ฐานเสริม i-Base หากต้องการติดตั้งแบบ ISOFIX
  • เส้นสายเบาะค่อนข้างคลาสสิก — อาจดู “พื้นฐานครบ ๆ” แต่ไม่มีฟีเจอร์ล้ำ ๆ
  • สำหรับใช้งานบน เครื่องบินต้องตรวจสอบสายการบิน ก่อนใช้ (แม้มี airline certified แต่บางสายการบินตีความต่างกัน)

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาร์ซีทกระเช้า (Infant Carrier)

  • คาร์ซีทกระเช้าเหมาะสำหรับ เด็กแรกเกิด – ประมาณ 12–15 เดือน
    หรือจนกว่าจะถึง น้ำหนัก 13 กก. หรือส่วนสูงประมาณ 87 ซม. (ขึ้นกับรุ่นและมาตรฐานที่กำหนด)
  • i-Size (R129)
    • วัดตาม “ส่วนสูงเด็ก”
    • ผ่านการทดสอบการชนด้านข้าง
    • เป็นมาตรฐานใหม่ ปลอดภัยกว่า
  • ECE R44/04
    • วัดตาม “น้ำหนักเด็ก”
    • เป็นมาตรฐานเดิม แต่ยังใช้งานได้ตามกฎหมาย
  • ไม่ได้ค่ะ
    คาร์ซีทกระเช้า ต้องติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) เท่านั้น เพื่อปกป้องศีรษะและคอของทารกให้ปลอดภัยที่สุด
  • สายรัด 5 จุด
    • กระจายแรงได้ดีกว่า
    • มั่นคงกว่า เหมาะกับการใช้งานระยะยาว
  • สายรัด 3 จุด
    • ใช้งานง่าย รวดเร็ว
    • เหมาะกับการอุ้มขึ้น-ลงบ่อย
  • ใช้ได้แน่นอนค่ะ
    คาร์ซีทกระเช้าทุกรุ่นสามารถติดตั้งด้วย เข็มขัดนิรภัยรถยนต์
    เพียงต้องติดตั้งให้ถูกวิธีและแน่นตามคู่มือ
  • แนะนำให้ดูจาก
    • ส่วนสูงสูงสุดที่รุ่นรองรับ
    • ศีรษะต้องไม่สูงเกินขอบคาร์ซีท
      หากลูกโตเร็ว อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ คาร์ซีทถัดไป (Stage 1 / Toddler Seat) เร็วกว่าปกติ

การเลือกคาร์ซีทกระเช้าที่เหมาะกับลูก ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่รุ่นหรือราคา
แต่ขึ้นอยู่กับรถ การใช้งาน และช่วงวัยของลูกน้อย
หากคุณยังลังเล ทีม BabyGift ยินดีให้คำปรึกษาฟรี พร้อมช่วยทดลองติดตั้งจริงที่
BabyGift Showroom เพื่อให้คุณมั่นใจว่าคาร์ซีทที่เลือก “ปลอดภัย ใช้ได้จริง และเหมาะกับครอบครัวคุณที่สุด”

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การดูแลตัวเองในช่วงให้นมเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้แม่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถสร้างน้ำนมได้อย่างเพียงพอ ซึ่งนอกจากวิธีต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่แล้ว การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมด้วยอาหารการกินก็จะทำให้แม่มีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถให้นมลูกได้อย่างปลอดภัยและเต็มที่อีกด้วย ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะชวนคุณแม่มาดูแลตัวเองในช่วงให้น้ำนม ตามมาดูกันค่ะ ว่าคุณแม่ให้นมควรกิน หรือไม่ควรกินอะไรบ้าง  เช็กลิสต์ให้นมลูก ห้ามกินอะไรบ้าง ? ชวนคุณแม่เช็กกินอะไรได้บ้าง ช่วงให้นม !  นอกจากการดูแลตัวเองแบบพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายที่ไม่หนัก เช่น เดิน โยคะ ว่ายน้ำ ดูแลจิตใจให้ไม่เครียด รวมถึงการเลี่ยงสารเสพติดทุกชนิดแล้วนั้น คุณแม่ที่ให้นมลูก ห้ามกินอะไรอีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม ลองมาดูรายละเอียดกันต่อดีกว่าค่ะ  ให้นมลูก ห้ามกินอะไรบ้าง ?  อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงให้นมมีอะไรกันบ้าง BabyGift เตรียมข้อมูลมาให้ด้วยกัน 7 ข้อ แต่ละข้อมีรายละเอียดยังไงมาดูกันค่ะ  แล้วให้นมลูก ควรกินอะไร ?  สำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกนั้น นอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มพวกโปรตีน ธัญพืช แป้งไม่ขัดสี กินผลไม้ และดื่มน้ำให้มากพอแล้วนั้น […]

ไม่ว่าแม่ท้องท่านไหนก็ไม่มีใครอยากจะอยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงกันทั้งนั้นแหละใช่มั้ยคะ คุณแม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องภาวะครรภ์เสี่ยงมาบ้างแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการแบบไหนกันแน่ วันนี้เราจะนำเรื่องเกี่ยวกับภาวะครรภ์เสี่ยงมาฝากคุณแม่กันค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงก็คือการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวคุณแม่เองและลูกในท้อง ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้ลูกเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่คลอด ในขณะคลอด หรือหลังคลอดได้ค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงมักจะเกิดกับคุณแม่ที่เคยแท้งมาก่อน หรือเคยคลอดก่อนกำหนด คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ หรือตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี หรือมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากเนื้องอกในมดลูก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่ท้อง การท้องลูกแฝดหรือแม้แต่การที่ลูกในท้องอยู่ในท่าที่ไม่ปกติ มีข้อไหนที่ตรงกับคุณแม่บ้างมั้ยคะ ถ้ามีคุณแม่รีบปรึกษาคุณหมอแล้วก็เข้ารับการตรวจตามกำหนดและปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดนะคะ เพราะคุณแม่ที่มีภาวะเสี่ยงจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็คุณแม่จะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างน้อยหนึ่งอย่างโดยคุณหมอตามด้านล่างนี้ด้วยค่ะ การตรวจประเมินภาวะครรภ์เสี่ยงโดยคุณหมอ 1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound) การตรวจแบบอัลตราซาวด์ก็คือการตรวจโดยใช้คลื่นความถี่สูงเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตอนตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของรกหรือของลูกน้อยในท้องค่ะ นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวด์ยังสามารถบอกปริมาณน้ำคร่ำ รูปร่างของมดลูกและอัตราการเต้นของหัวใจทารกได้ด้วยนะ 2. การตรวจกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์  กลุ่มอาการดาวน์ก็คือดาวน์ซินโดรมที่เราเรียกกันโดยทั่วไปนี่แหละค่ะ สำหรับการตรวจหากลุ่มดาวน์นี้จะสามารถทำได้หลายวิธี เช่น 3. การเจาะน้ำคร่ำ การตรวจโดยเจาะน้ำคร่ำนี้จะทำเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ค่ะ เอาตรงๆ การเจาะน้ำคร่ำนี่เจ็บมาก แต่ก็ต้องทนอ่ะเนอะเพื่อความปลอดภัยของลูกเรา คุณหมอจะเจาะน้ำคร่ำเพื่อนำเซลล์ของลูกมาใช้ตรวจวิเคราะห์หาโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่นพวกโรคธาลัสซีเมีย โครโมโซมผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ค่ะ 4. การตรวจอื่นๆ ตามความเห็นของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น การเจาะเลือดจากสายสะดือ การตรวจการทำงานของหัวใจทารกในครรภ์ (Non-Stress […]

จุดเด่นสินค้า​ ​รายละเอียดสินค้า​

เรื่อง : สิริพร ความปลอดภัยของลูกน้อยในวัยเบบี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องใส่ใจและดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ เรื่องแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่ควรมองข้ามนะคะ อยากจะชวนคุณพ่อคุณแม่มากันดูค่ะว่ามีเรื่องไหนที่เราเคยทำ แล้วเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็กกันบ้าง มีถุงพลาสติก หรือลูกโป่งอยู่ใกล้ตัวเบบี้ ? อย่ามองข้ามถุงพลาสติกที่คุณแม่ใส่ของหิ้วเข้าบ้านนะคะ เพราะหากเอาของออกแล้ว ไม่ทันเก็บให้ดี เจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ อาจเผลอหยิบเล่นเข้าปาก หรือครอบหัวจนหายใจไม่ออก ส่วนลูกโป่งหากแตก เศษลูกโป่งก็อาจกระเด็นเข้าตา หรือดีดใส่หน้าจนได้รับอันตรายได้ Safety for baby : เจ้า ตัวเล็กอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นอยากสำรวจสิ่งใกล้ตัว ฉะนั้นความสะอาด และความปลอดภัยของสิ่งของที่ลูกจะคว้าจับได้จึงสำคัญ คุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น หากมีลูกโป่ง หรือของที่ลูกสามารถบีบแตกได้อยู่ในบริเวณที่ลูกคว้าจับได้ง่าย คุณแม่ต้องรีบเก็บให้ห่างจากมือลูกโดยเร็ว แต่หากลูกอยากเล่นของเล่นลูกกลม ๆ ก็ลองหาลูกบอลที่เป็นผ้านุ่มนิ่ม ที่ไม่อันตรายจะดีกว่าค่ คุณพ่อสูบบุหรี่ตอนเบบี้ไม่อยู่บ้าน ? ควันบุหรี่ที่ถูกพ่อออกมาเป็นสารพิษชนิดเดียวกันกับที่สูบเข้าไปค่ะ ถึงคุณพ่อจะสูบตอนที่ลูกเบบี้ไม่อยู่บ้าน หรือไม่อยู่บริเวณนั้นขณะสูบ สารพิษนี้ก็คงยังล่องลอยอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศและคนในบ้านแย่ตามไปด้วย  Safety for baby : หากอยากจะให้เจ้าตัวเล็กของเราห่างไกลจากควันบุหรี่ คุณพ่อไม่ควรสูบบุหรี่ที่บ้านเลยดีที่สุดค่ะ และพยายามจัดบรรยากาศทั้งในและนอกบ้านให้ปลอดโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกอยู่ เสมอ เช่น มีการกำจัดฝุ่นตามโต๊ะ ตู้ พื้นห้องทุกวัน […]

ลูกควรเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่? อยากฝึกให้ลูกนั่งกระโถน นั่งชักโครกขับถ่ายเองได้เริ่มเมื่อไหร่ดี? คงเป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักสงสัยกันใช่ไหมคะ เพราะการฝึกลูกให้เลิกใส่ผ้าอ้อม ฝึกลูกนั่งกระโถน ไปจนฝึกให้เข้าห้องน้ำเองได้ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมที่จะเลิกใส่ผ้าอ้อม พร้อมนั่งกระโถนแล้ว มาเช็กกันเลยค่ะ ทำไมต้องฝึกลูกเรื่องขับถ่าย  การฝึกลูกขับถ่ายให้เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ ที่เหมาะสมตามวัย รวมถึงเป็นการปลูกฝังด้านสุขอนามัย ความสะอาด รู้จักร่างกายตัวเอง และรู้จักการช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นได้ หากพ่อแม่ไม่สอนลูกเรื่องการขับถ่าย ปล่อยให้ขับถ่ายในผ้าอ้อมไปจนโต จะทำให้ลูกมีการขับถ่ายที่ไม่เหมาะสมตามวัย เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน จะทำให้มีปัญหาในการดูแลความสะอาด อาจเกิดการขับถ่ายเล็ดราด หรือยังต้องใส่ผ้าอ้อมจนอึดอัด  ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ ส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ ฝึกลูกนั่งชักโครก เลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ตอนไหน? วัยที่มีพัฒนาการและพฤติกรรมพร้อมพี่จะเริ่มฝึกได้ ควรเริ่มเมื่ออายุ 1 ปี – 1 ปี 6 เดือน และมักจะทำได้ดีตอนอายุ 2 ปี หรือเด็กบางคนอาจจะมาฝึกตอนอายุ  2 ปี และนั่งกระโถนได้เองตอนอายุ 3 ปี หรือบางคนอาจทำได้เมื่อโตกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสัญญาณต่าง ๆ ที่แสดงออกมาทั้งทางร่างกาย การสื่อสาร และความต้องการของลูก ไม่ควรเกิดจากการบังคับลูก 8 สัญญาณที่บอกว่าลูกพร้อมนั่งกระโถนเองได้แล้ว 7 เทคนิคฝึกลูกขับถ่าย […]

เมื่อแม่ท้องปวดเมื่อย ไปนวดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?             สารพันอาการปวดเมื่อย เป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ร่วมกับการรับน้ำหนักท้องที่ใหญ่ มดลูกที่ขยายและน้ำหนักตัวลูกน้อย ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดขา ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเท้าต่างๆ ร่วมกับการปวดเมื่อยเนื้อตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ปวดคอ ปวดบ่าไหล่กันได้อีก ด้วยความปวดเมื่อยหลายส่วนของแม่ท้องนี้ จึงทำให้คุณแม่หลายท่านคิดจะไปนวดเพื่อให้หายเมื่อยและผ่อนคลาย  โดยอาจไม่รู้ว่าการนวดในช่วงตั้งครรภ์ มีข้อจำกัดและยกเว้นในบางเรื่อง ซึ่งหากคุณแม่ไปนวดโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาแพทย์ก่อน อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย  ฉะนั้น…เพื่อคลายข้อข้องใจ เราจึงมาอธิบายเบื้องต้นให้คุณแม่ได้รู้ว่า แม่องจะนวดได้ไหม และการนวดแบบไหนเป็นข้อห้ามกันบ้าง แม่ท้อง นวดอะไรได้แค่ไหน? อาการปวดเมื่อยต่างๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์คือของคู่กัน เพราะร่างกายที่เปลี่ยนไป การต้องแบกรักน้ำหนักท้อง โดยต้องยืนแอ่นหลังเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ จึงทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และทำให้ขา ข้อเข่า และข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ปวดขา ปวดน่อง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่ต้องยืนนานๆ นอกจากนี้หากคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยจากโรคข้อและกล้ามเนื้ออยู่แล้ว ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นได้  นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อยากนวด แม่ท้องนวด มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมกัน เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งที่บอกถึงประโยชน์ของการนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ นั่นคือ การนวดช่วยลดความปวดเมื่อย ลดอาการบวม ตะคริว ปวดศีรษะ คลายความเครียด ทำให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น และอารมณ์ดีขึ้น แต่การนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event