เลือกโต๊ะกินข้าวเด็ก ต้องดูอะไรบ้าง ? แจกวิธีเลือกโต๊ะแบบตัวเดียวจบใช้ได้จนโต !

เมื่อลูกน้อยถึงวัยเริ่มกินอาหารเสริมนอกจากนมแม่ ซึ่งก็คือในช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป หากลูกเริ่มนั่งได้เก่งขึ้น สามารถนั่งได้เองโดยที่ไม่ต้องประคอง และเริ่มชอบเอามือหยิบจับสิ่งต่าง ๆ เข้าปาก นั่นแสดงว่าลูกน้อยของเราพร้อมที่จะกินอาหารเสริมได้แล้ว ในบางบ้านอาจจะคุ้นเคยกับการเตรียมอาหารเด็กอ่อนโดยการปั่นหรือบดละเอียดและป้อนให้ลูก แต่หลาย ๆ บ้านก็อาจจะใช้วิธีฝึกให้ลูกกินอาหารด้วยตัวเองที่เรียกว่า BLW (Baby-Led Weaning) แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม อุปกรณ์สำคัญอย่างโต๊ะกินข้าวเด็กก็เป็นของที่ต้องมี และถ้าเลือกให้ดีก็จะใช้งานได้อย่างยาวนานตั้งแต่เล็กจนโต แล้วจะมีวิธีการเลือกอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดี ? BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากแล้วค่ะ 

โต๊ะกินข้าวเด็ก สำคัญอย่างไร ? ควรเลือกแบบไหนดี ? 

โต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กนั้นมีความแตกต่างจากโต๊ะทั่ว ๆ ไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโต๊ะที่เรียกว่า High Chair โดยเป็นชุดเก้าอี้กินข้าวเด็กที่มีโต๊ะพับมาให้แบบครบชุด สามารถใช้งานได้หลายแบบ บางรุ่นสามารถพกพาออกไปข้างนอกได้ด้วย และยังมีเข็มขัดนิรภัยเพื่อป้องกันเด็กพลัดตกเก้าอี้ ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งบางที่อาจเรียกว่าโต๊ะกินข้าวเด็ก หรือบางที่ก็เรียกว่าเก้าอี้กินข้าวเด็ก หรือ อาจเรียกรวม ๆ ว่าชุดโต๊ะเก้าอี้กินข้าวของเด็ก แต่จะเรียกแบบไหน ก็หมายถึง High Chair ที่นั่งกินข้าวของเด็กเล็กโดยเฉพาะนั่นเองค่ะ 

โต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กนั้นเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่อยากฝึกลูกให้กินข้าวด้วยตัวเองแบบ BLW ซึ่งการฝึกลูกกินข้าวเอง BLW ต้องเตรียมอะไรบ้าง อย่างแรกที่ต้องมีก็คือ โต๊ะกินข้าวเด็กนั่นเองค่ะ เพื่อให้ลูกน้อยของเรานั่งกินข้าวได้ด้วยตัวเอง และทำให้เด็กนั่งอยู่กับที่ ไม่คลานหรือเล่นซนขณะกินข้าว เป็นการฝึกวินัยในการกินอีกด้วย แล้วเราควรเลือกโต๊ะกินข้าวสำหรับลูกน้อยอย่างไรให้เหมาะสมมากที่สุด มาดูกันเลยค่ะ 

วิธีเลือกโต๊ะกินข้าวเด็ก ตัวเดียวจบ ใช้งานได้ยาวๆ  

ยุคนี้มีชุดเก้าอี้กินข้าวเด็ก หรือ High Chair ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกซื้อกันมากมาย แต่จะเลือกแบบไหนที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและใช้ได้ยาวนาน มีความคุ้มค่ามากที่สุด เรามีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ 

1. เลือกที่มีความปลอดภัยสูง แข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี
เก้าอี้กินข้าวของลูกน้อยต้องมีความมั่นคงแข็งแรง มีระบบความปลอดภัยที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุให้ลูกน้อย ทั้งการพลัดตกหรือลื่นไถลลงจากเก้าอี้จนทำให้เกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บได้ โดยต้องมีสายรัดเอวและขา หรือ เข็มขัดนิรภัย 3 จุด หรือ 5 จุด ที่ปรับระดับสั้น – ยาวได้ เพื่อป้องกันลูกหลุดออกจากตัวเก้าอี้ ที่นั่งกว้างพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 30 – 40 กิโลกรัม ตัวเก้าอี้มีความแน่นหนา มั่นคงแข็งแรง ไม่โยกเอน หากเป็นชุดเก้าอี้และโต๊ะกินข้าวเด็กที่มีล้อ ควรมีระบบล็อคของล้อหรือสามารถล็อคขาเก้าอี้ให้อยู่กับที่ได้เพื่อป้องกันเก้าอี้ไถล ควรมีผ้านุ่มหรือนวมหุ้มสายเข็มขัดที่ใช้รัดลูกเพื่อป้องกันการเสียดสีกับผิวลูกน้อยที่อาจเกิดการระคายเคืองได้ และเลือกเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยและปราศจากสารพิษอันตราย ไม่มีเหลี่ยมมุมของเก้าอี้ที่อาจบาดผิวหนังของลูกได้ 

2. มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย เคลื่อนย้ายสะดวก
ควรเลือกชุดโต๊ะเก้าอี้กินข้าวเด็กที่ใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น สามารถปรับระดับความสูงของที่นั่งได้หลายระดับ เพื่อปรับระดับของเก้าอี้ให้เหมาะกับการฝึกกินข้าวร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ใหญ่ได้ ที่วางเท้าควรปรับระดับ สูง-ต่ำ/ขึ้น-ลงได้ เพราะเมื่อลูกของเราตัวโตขึ้น ก็ยังนั่งได้สบายและใช้งานได้อย่างยาวนาน สามารถปรับระดับเอนนั่งหรือนอนได้หลายระดับ เพื่อปรับให้ลูกนั่งกินข้าวได้อย่างสบายและถูกสรีระ นอกจากนี้ ควรเลือกแบบที่เคลื่อนย้ายสะดวก มีล้อคู่หรือขาเก้าอี้เลื่อนได้ (แต่ต้องสามารถล็อคล้อและขาเก้าอี้ได้เพื่อป้องกันการไถลที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ) หากพับเก็บได้ก็จะยิ่งดีเพราะสามารถพกพาได้ เก็บง่ายเป็นระเบียบ ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ

3. ถาดวางอาหารมีความกว้างพอเหมาะ  
ถาดสำหรับวางอาหารที่ติดมากับเก้าอี้นั้นควรมีขนาดกว้างพอดี ไม่เล็กเกินไป เพราะทำให้ลูกน้อยกินอาหารได้สะดวกมากขึ้น อาหารไม่หลุดมือตกบนพื้นได้ง่าย คุณแม่ก็ทำความสะอาดง่าย หากส่วนของโต๊ะกินข้าวเด็กมีขนาดเล็กเกินไป ก็จะทำให้วางอาหารได้น้อย อาหารไม่หลากหลาย ทำให้ลูกหยิบกินอาหารได้ยากมากขึ้น ทำให้หกเลอะเลอะ ทั้งยังทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวอีกด้วย  

4. ทำความสะอาดง่าย วัสดุไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค 
เพราะเก้าอี้ และถาดอาหารนี้จะต้องเลอะเปรอะอาหารที่ลูกกินทุกมื้อ  พนักพิงและถาดอาหารควรถอดซักทำความสะอาดได้ อุปกรณ์หรือโครงสร้างควรเช็ดล้างง่าย ประหยัดแรงของคุณแม่และผู้ใหญ่ที่ดูแลได้ดี ควรเลือกเป็นเก้าอี้พลาสติกหรือวัสดุที่สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้ดี หากเลือกเป็นผ้าที่ไม่สามารถถอดซักได้ก็อาจจะทำให้มีคราบเปื้อนหมักหมม ไม่ถูกสุขอนามัยแก่ลูกน้อยของเรา  

5. เลือกตามงบประมาณของครอบครัว 
โต๊ะสำหรับกินข้าวเด็กนั้นก็มีอยู่หลายแบบหลายราคาให้เลือกด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกที่เหมาะสมกับงบประมาณที่ตั้งไว้โดยคำนึงถึงความทนทานและความคุ้มค่าในการใช้งานเป็นหลัก เช่น เลือกที่มีฟังก์ชั่นเฉพาะจำเป็นต้องใช้ หรือเลือกแบบที่มีความทนทาน ใช้วัสดุที่มีคุณภาพดี ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้งานได้จนลูกโต ไม่ต้องซื้อหลายครั้ง เพราะบางแบบแม้ราคาอาจจะย่อมเยากว่า แต่ก็ใช้งานได้ไม่นาน ถ้าเทียบกับการซื้อสินค้าที่ราคาสูงกว่าแต่ใช้งานได้ทนทานกว่า ก็อาจจะมีความคุ้มค่ามากกว่าค่ะ

ชุดโต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กหรือ High Chair นั้นดีอย่างไร ? มาดูประโยชน์กัน !  

ตอนนี้เราก็ได้ทราบถึงวิธีการเลือกโต๊ะเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กกันไปแล้ว ถ้าเลือกอย่างถูกต้องก็ทำให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน มีความคุ้มค่า สามารถใช้ได้ตั้งแต่ลูกเริ่มหัดกินข้าวไปจนกระทั่งกินข้าวเองได้คล่องเลยทีเดียว แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็อาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า โต๊ะเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กนั้นมีความจำเป็นแค่ไหน สามารถให้ลูกนั่งกินข้าวบนโต๊ะปกติที่เราใช้ได้หรือเปล่า ? จำเป็นต้องซื้อมั้ย ? เรามาดูข้อดีของเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กกันค่ะ 

1. มีความปลอดภัยสำหรับลูกน้อย
ชุดเก้าอี้กินข้าวของเด็กนั้น ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่เฉพาะเจาะจง และมีความปลอดภัยสำหรับลูกน้อย เนื่องจากมีขนาดพอเหมาะและมีสายรัดนิรภัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กพลัดตกเก้าอี้ได้ โดยทั่วไปแล้วเด็กมักจะไม่อยู่นิ่ง หากนั่งเก้าอี้ปกติโดยปราศจากการดูแลอย่างใกล้ชิดก็อาจทำให้พลัดตกเก้าอี้และได้รับบาดเจ็บ หรือถ้าหากนั่งตักผู้ปกครองขณะกินข้าวก็อาจหยิบจับอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารที่อาจเป็นอันตรายได้ อย่างส้อมปลายแหลม หรือปัดจานข้าวของคุณพ่อคุณแม่ตกแตก หรือปัดถ้วยซุปร้อน ๆ หกใส่ตัวเอง ทำให้เกิดความวุ่นวายขณะรับประทานอาหาร ดังนั้น การใช้เก้าอี้กินข้าวของเด็กโดยเฉพาะจึงมีความปลอดภัยต่อลูกน้อยมาก ๆ ค่ะ  

2. ทำให้ลูกกินข้าวเองได้และหัดช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากให้ลูกฝึกกินข้าวด้วยตัวเองหรือฝึกการกินแบบ BLW โต๊ะกินข้าวเด็กนั้นจำเป็นมาก ๆ ค่ะ เพราะลูกน้อยต้องหัดหยิบจับอาหารด้วยตัวเองโดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องป้อนอาหารให้ลูก ซึ่งการกินอาหารได้เองโดยที่ไม่ต้องมีคนป้อนเป็นพื้นฐานการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้น ก่อนที่จะพัฒนาให้ลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องต่อ ๆ ไป การให้ลูกนั่งเก้าอี้กินข้าวของเด็กโดยเฉพาะจะทำให้ลูกเรียนรู้การกินด้วยตัวเองในแบบที่สนุกและเป็นอิสระ เพราะเขาเลือกกำหนดเอง หยิบจับกินหรือตักอาหารได้เองโดยที่ไม่ต้องให้ผู้ใหญ่คอยกำหนด 

3. ทำให้ลูกมีวินัยในการกินข้าวแต่ละมื้อมากขึ้น
การให้ลูกนั่งกินข้าวอย่างเป็นที่เป็นทางและนั่งกินบนโต๊ะของตัวเองจะทำให้ลูกน้อยมีวินัยในการกินอาหาร ทำให้ลูกรู้ว่าเวลามื้ออาหารลูกจะต้องนั่งกินอยู่กับที่ ไม่เดินไม่เล่น ต้องกินให้เป็นเวลา และมีเวลาในการกินที่จำกัด ถ้าหากไม่ยอมกินตามเวลาที่กำหนดไว้ก็ให้เก็บอาหารไปได้เลย เพื่อให้ลูกรู้จักกับความหิวและเรียนรู้ได้ว่าการกินข้าวนั้นสำคัญ เพราะหากไม่ฝึกวินัยให้ลูก ลูกจะไม่ได้เรียนรู้และคิดว่าเรื่องกินไม่สำคัญ ไม่ต้องใส่ใจ เพราะเดี๋ยวก็มีคนมาป้อนหรือจัดการให้ทุกครั้ง ทำให้ขาดวินัยเรื่องการกินและส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตได้  

 4. เพื่อแก้ปัญหาลูกกินยาก เลือกกิน
เนื่องจากการนั่งกินข้าวในเก้าอี้ของตัวเองจะทำให้ลูกได้อยู่กับเมนูอาหารตรงหน้า ไม่วอกแวก ไม่ติดเล่น ทำให้มุ่งความสนใจไปที่อาหารอย่างเต็มที่ และถ้าคุณพ่อคุณแม่เตรียมอาหารให้ลูกอย่างหลากหลาย มีทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ไข่และอื่น ๆ ก็จะทำให้ลูกได้เริ่มกินอาหารเสริมหลายอย่าง ได้ลองกินผักผลไม้และอาหารต่าง ๆ ที่มีหน้าตาและรสชาติแตกต่างกันออกไป และสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่าอยากกินอะไร จะหยิบอะไร โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับป้อน ทำให้ลูกกินได้ง่ายและรู้สึกสนุกยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งเทคนิคแก้ปัญหา เมื่อลูกไม่ยอมกินข้าว ทำให้ลูกเริ่มกินได้มากขึ้นค่ะ  

5. ช่วยป้องกันการสำลักอาหารได้
การนั่งเก้าอี้สำหรับกินข้าวในท่านั่งตัวตรงจะช่วยลดความเสี่ยงในการสำลักอาหารได้มาก เมื่อเทียบกับการนอนกินอาหารบด หรือเดินป้อนอาหาร หรือป้อนข้าวในขณะที่ลูกไม่อยู่กับที่และวิ่งเล่นไปมา ซึ่งจะทำให้ลูกไม่โฟกัสกับการกินข้าวแต่มุ่งความสนใจไปที่การเล่นแทน ทั้งนี้ ควรหั่นอาหารในขนาดที่เหมาะสม ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นทรงหลม และควรหั่นให้มีความยาวเท่านิ้วชี้ เพื่อที่ลูกจะได้หยิบกินสะดวกค่ะ  

6. ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยอย่างรอบด้าน
การให้ลูกน้อยได้นั่งกินอาหารเอง จะช่วยกระตุ้นและฝึกพัฒนาการด้านการกินอาหาร การเคี้ยวอาหาร การใช้กล้ามเนื้อมือและแขน รู้จักแยกแยะรสชาติอาหารที่แตกต่าง สมองได้ทำงานประสานกันระหว่างมือและตา ทำให้มีพัฒนาการมองเห็น ทำให้ลูกรู้จักสีสันและหน้าตาของอาหารประเภทต่างๆ ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังพัฒนาด้านอารมณ์จิตใจ เพราะลูกจะมีความสุขกับการได้กินอาหารเอง สนุกกับการหยิบจับและเลือกอาหารต่างๆ ที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญยังช่วยทำให้ลูกน้อยมีความมั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีความสำคัญ เมื่อคุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ให้เขาได้นั่งกินอาหารด้วยกันและมีอิสระในการกิน 

7. ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใหญ่มากขึ้น
การใช้โต๊ะกินข้าวของเด็กนั้นส่งผลดีต่อคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเดินตามป้อนข้าวลูก ทำให้ไม่เหนื่อยเกินไป มื้ออาหารของลูกน้อยไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป ลูกน้อยก็นั่งอยู่ในสายตา ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยหากเทียบกับให้ลูกเดินไปกินไป รวมทั้งคุณแม่ก็ไม่ต้องคอยเดินไปเดินมาเพื่อคอยทำความสะอาดเศษอาหารเวลาลูกกินเลอะเทอะ และแม้ว่าการนั่งกินอาหารบนโต๊ะของลูกเองจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายและทำความสะอาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่เปลืองแรงเปลืองเวลาค่ะ  

BabyGift แนะนำสินค้าที่ช่วยให้การกินข้าวของลูกน้อยสะดวกสบายมากขึ้น 

1. PRINCE & PRINCESS เก้าอี้ฝึกกินข้าว Fairy Plus 

เก้าอี้ฝึกกินข้าวสำหรับเด็กรุ่น Fairy Plus ของแบรนด์ Prince & Princess นั้นเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์คุณแม่คนไทยที่ต้องผลัดกันดูแลลูก ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณย่าคุณยาย พี่เลี้ยง ซึ่งต้องผลัดกันป้อนอาหารให้กับลูกน้อย และมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย จึงได้พัฒนาเก้าอี้ฝึกทานข้าวรุ่น Fairy Plus ออกมาให้ตอบโจทย์มากกว่าที่เคย ให้ลูกน้อยนั่งกินข้าวเองได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย ตอบโจทย์ความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ในยุคปัจจุบัน 

จุดเด่น  

  • สามารถปรับความสูงได้ 7 ระดับ ตั้งแต่ 25 เซนติเมตร – 60 เซนติเมตร  
  • รองรับน้ำหนักได้มาก มีความแข็งแรงปลอดภัยด้วยรางล็อคเหล็กแบบตะขอเกี่ยว ไม่เสี่ยงต่อการหลุดร่วงลงมา 
  • พนักพิงเก้าอี้ สามารถปรับเอนนอนได้ 3 ระดับ เหมาะกับการใช้นั่งพักหลังมื้ออาหาร ป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเป็นกรดไหลย้อน หรือแหวะนม เมื่อเทียบกับการพาลูกนอนราบบนที่นอน 
  • มีล้อหน้า-หลัง และตัวล็อคล้อเพื่อความปลอดภัย เคลื่อนย้ายได้สะดวก และหากไม่ใช้งานสามารถพับเก็บได้ง่ายภายใน 1 วินาที 
  • ถาดอาหารมีขนาดใหญ่ มี 2 ชั้น มีคุณสมบัติ BPA Free (ปราศจากสาร  Bisphenol A ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) และเป็นวัสดุ Food Grade ปลอดภัยไม่มีสารตกค้าง สามารถถอดแยกไปทำความสะอาดได้  
  • พนักพิงเก้าอี้กว้างรองรับช่วงสรีระของลูกน้อยได้จนโต มีสายรัดนิรภัยเพื่อป้องกันลูกร่วงตกจากเก้าอี้  
  • เบาะรองนั่งเป็นนวัตกรรม Cotton Cushion เสริมความหนานุ่มนั่งสบาย สามารถถอดซักได้ และเบาะ PU ที่เป็นวัสดุกันน้ำไม่ซึม เช็ดทำความสะอาดได้

ดูรายละเอียด เก้าอี้ฝึกกินข้าว Fairy Plus

2. PRINCE & PRINCESS เครื่องนึ่งขวดนม STEAM & DRY 

เครื่องนึ่งขวดนม STEAM & DRY จากแบรนด์ PRINCE & PRINCESS นึ่งฆ่าเชื้อพร้อมอบแห้ง มีฟังก์ชั่นพิเศษที่สามารถอุ่นนมและเตรียมอาหารให้ลูกน้อยได้ด้วย มีทั้งโหมดอุ่นนม โหมดนึ่งอาหาร โหมดอบผลไม้แห้ง และโหมดทำโยเกิร์ต นอกจากจะสามารถนึ่งขวดนมได้แล้ว ยังสะดวกสบายต่อการเตรียมอาหารให้กับลูกรักอีกด้วย   

จุดเด่น  

  • มี 8 โหมดทำงานอัจฉริยะ เป็นได้มากกว่าเครื่องนึ่งขวดนม ได้แก่ โหมด Auto นึ่งฆ่าเชื้อขวดนมพร้อมอบแห้ง / โหมด Steam นึ่งฆ่าเชื้อขวดนม / โหมด Dry อบแห้งขวดนม  / โหมด S-Dry จัดเก็บปลอดเชื้อ 48 ชั่วโมง และโหมดเตรียมอาหารอีก 4 โหมด ได้แก่ อุ่นนม นึ่งอาหาร อบแห้งผลไม้ และทำโยเกิร์ต 
  • ตะแกรงและถาดนึ่งแบบใหม่ ใช้วัสดุ PP ทนความได้ร้องสูง ไม่ขึ้นสนิม 
  • ฆ่าเชื้อโรค 99.9 เปอร์เซ็นต์ มีผลทดสอบจากสถาบันระดับสากล 
  • สะอาดทั่วถึง ฆ่าเชื้อได้ 360 องศาด้วยระบบไอน้ำหมุนเวียน 
  • อบแห้งสนิท ลมร้อนกระจายทั่วถึงทุกขวด ลดปัญหากลิ่นอับ 
  • มีขนาดใหญ่พิเศษ จุได้สูงสุด 14 ขวด ไร้แกนกลาง จัดวางได้เต็มพื้นที่  
  • ใช้งานง่าย สั่งงานด้วยระบบ Touch Screen  
  • วัสดุปลอดภัยไร้กังวล ใช้วัสดุ Food Grade / BPA Free (ปราศจากสาร  Bisphenol A ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย)  
  • รับประกันนาน 24 เดือน  

ดูรายละเอียด เครื่องนึ่งขวดนม STEAM & DRY

3. Minimono – แผ่นรองกันเปื้อน อเนกประสงค์ แบบใช้แล้วทิ้ง

แผ่นรองกันเปื้อนอเนกประสงค์ แบบใช้แล้วทิ้งจากแบรนด์ Minimono ​มีขนาดใหญ่ สามารถกันน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นวัสดุ BPA FREE ปลอดภัยไร้สารอันตราย สามารถใช้ปูรองพื้น พรม โซฟา เพื่อป้องกันการเลอะเทอะ ใช้เพื่อรองพื้นหรือรองโต๊ะขณะฝึกลูกกินอาหารเอง หรือรองพื้นในขณะที่ลูกทำกิจกรรมศิลปะอย่างการใช้สีน้ำ หรือใช้ปูรองพื้นเวลาไปนั่งเล่นในสวน เป็นต้น  

จุดเด่น  

  • ขนาดใหญ่ 100 x 120 เซนติเมตร  รองเก้าอี้กินข้าวเด็กได้หลายแบบ​ 
  • BPA FREE ปราศจากสารพิษ ไร้สารเคมี เด็กใช้ได้อย่างปลอดภัย​ 
  • Waterproof Lamination เคลือบฟิล์มกันน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ ป้อนกันการซึมเปื้อนได้ดี
  • กระบวนการผลิต Non-Toxic ลดการปล่อยมลพิษ สาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อน​ 
  • เป็น Eco Friendly Paper ใช้กระดาษธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้​ 
  • ผิวกระดาษสัมผัสสบาย ไม่ระคายเคือง​ 
  • ดีไซน์ทันสมัย ลวดลายน่ารัก เสริมสร้างจินตนาการให้กับลูกน้อย​ 
  • ใช้สำหรับรองพื้นได้เอนกประสงค์ เช่น รองเปลี่ยนผ้าอ้อม รองโต๊ะคอมพิวเตอร์ รองโต๊ะอาหาร และอื่นๆ​ 
  • 1 กล่อง มี 3 ม้วน / 1 ม้วน มี 10 แผ่น / รวม 30 ชิ้น​ 

4. TIDY TOT ชุดถาดและเสื้อกันเปื้อน 

อุปกรณ์ที่ช่วยให้ลูกน้อยกินข้าวได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องกลัวเลอะเทอะ เป็นชุดถาดและเสื้อกันเปื้อนจากแบรนด์ TIDY TOT แบรนด์จากประเทศอังกฤษ ชุดถาดและเสื้อสามารถถอดแยกชิ้นและพับเก็บได้ เหมาะสำหรับเด็กเล็กอายุ 6 – 24 เดือน ช่วยป้องกันเศษอาหารหล่นตามซอกโต๊ะและคราบสกปรกติดเสื้อ วัสดุทำจาก TPU Food Gade พิเศษ ปราศจากสาร BPA ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย พร้อมใบรับรองจากประเทศอังกฤษ ใช้ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลค่ะ 

จุดเด่น  

  • ตัวถาดกว้าง 80 เซนติเมตร ช่องที่นั่งมีความกว้าง 43 เซนติเมตร  ขอบถาดสูง 43 เซนติเมตร 
  • มีจุ๊บใต้ถาดดูดแน่นติดกับโต๊ะ ลูกดึงไม่ออก ป้องกันถาดหกเลอะเถอะ 
  • สามารถวางอาหารบนถาดได้เลย ใช้ได้กับ High chair ทุกรุ่น และเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กทุกรุ่น  
  • ไม่ทิ้งคราบและรอยอาหารบนถาดและเสื้อ  
  • เสื้อกันเปื้อนเนื้อผ้านิ่ม ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดี ช่วงคอสามารถปรับระดับได้ 
  • เสื้อกันเปื้อนสามารถซักทำความสะอาดได้ในเครื่องซักผ้า  
  • ตัวถาดพับเก็บได้ พกพาสะดวก สามารถใช้ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นระบายสี หรือปั้นแป้งได้อีกด้วย 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่กำลังมองหาโต๊ะเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กโดยเฉพาะและไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรดี ก็น่าจะได้แนวทางการเลือกไปบ้างแล้วนะคะ โต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กนั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ถ้าเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ มีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน ก็มีความคุ้มค่ามากทีเดียวค่ะ หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกซื้อแบบไหน สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะกินข้าวของเด็ก หรือสินค้าอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟทั้ง 4 สาขา ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ช่วงนี้บอกได้เลยว่า กราฟความเป็นห่วงและกังวลของแม่ๆ ก็คงจะพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน เพราะมีเชื้อโรคตัวร้ายอย่าง COVID ที่ความร้ายกาจนั้นอยู่ที่มันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเกิดมายุคไหน ก็คงจะหนีไม่พ้นจากการปลูกฝังให้ล้างมือ แต่เด็กๆ ยุคนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ที่ล้างมือค่ะ เพราะเราจะมีขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีที่เยอะกว่านั้น มาดูกันเลยค่ะ ว่ายุคแห่งสงคราม “โรค” เช่นนี้ เราจะฝึกให้ลูกน้อยดูแลสุขอนามัยของตัวเองยังไงได้บ้าง 1. ล้างมือให้นานกว่าเดิม เพิ่มเติมคือมีท่า  ตอนนี้คงจะพูดแค่ว่าให้ล้างมือให้สะอาดไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องเน้นให้ล้างมือนานกว่าเดิม เพราะมือที่ดูเหมือนว่าสะอาดแล้ว อาจจะไม่ได้สะอาดอย่างที่เห็น การล้างมือที่ถูกต้องที่เราอยากให้คุณแม่ปลูกฝังลูกๆ ก็คือการล้างมือแบบ 7 ขั้นตอนค่ะ ลองมาดูกันนะ ว่าทำแบบไหนบ้าง แม้ขั้นตอนจะดูเยอะไปซักนิด แต่คุณแม่มั่นใจได้เลยค่ะ ว่าถ้าลูกน้อยทำครบ 7 ขั้นตอนนี้ ต่อให้เชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในซอกเล็บยังต้องกลัว! การันตีมือสะอาดหมดจด ตั้งแต่ข้อมือยันปลายเล็บเลยล่ะ! 2. มือกับหน้า ไม่ควรมาเจอกัน  แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับไม่ให้ลูกๆ ใช้มือสัมผัสหน้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะห้ามไม่ได้นะคะ คุณแม่อาจจะต้องค่อยๆ สอนไป อาจจะแกล้งบอกเค้าว่ามือกับหน้าโกรธกันอยู่ ไม่ควรมาเจอกัน หรือเวลาลูกจะใช้มือมาจับที่หน้า อย่าดุ อย่าทำเสียงดัง หรือทำให้เค้าตกใจ แต่ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เค้าใช้มือไปจับอย่างอื่นแทน ถ้าวิธีพวกนี้ไม่เวิร์ค เราอาจจะใช้วิธีคุยกับเค้าไปตรงๆ เล่าให้เค้าฟังว่าที่มือของเค้ามีเชื้อโรค ซึ่งมันจะมากัดที่หน้าถ้าเผลอเอามือไปจับก็ได้เช่นกันค่า […]

การให้ลูกน้อยทารกนอนเปล เพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย และนอนหลับนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานในบ้านเรา  ซึ่งสมัยก่อนพ่อแม่ปู่ย่าก็ใช้เปลญวน เปลผ้าขาวม้า ผูกให้ลูกแล้วไกวนอน จนปัจจุบันการใช้เปลไกว ได้พัฒนาออกมามากมายหลายระบบ ทั้งระบบที่ต้องใช้แรงคนไกวหรือไกวมือ เปลไกวไฟฟ้า แบบมีล้อเคลื่อนที่ได้ เปลลูกกรงตั้งอยู่กับที่ และเปลไกวอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งเวลาและระดับการไกวได้อย่างแสนสะดวก แต่ก็เพราะการมีเปลไกวหลายระบบ หลายแบบให้คุณแม่เลือกในยุคนี้ ทำให้มีคำถามว่าควรจะเลือกเปลไกวแบบไหน แถมยังมีทั้งแบบที่ไกวไปด้านหน้า-หลัง และไกวแบบด้านข้างซ้าย-ขวา  จึงอยากจะรู้ว่าสองแบบนี้แตกต่างกันแค่ไหน อย่างไรบ้าง ?  เราลองมาอ่านข้อมูลกันค่ะ ให้ลูกนอนเปลดีไหมนะ? ดีแน่ค่ะ…การให้ลูกเล็กนอนเปลมีข้อดีมากมาย เพราะมีข้อมูลบอกไว้ว่าการแกว่งของเปล จะทำให้ลูกน้อยเบบี๋รู้สึกสบาย อบอุ่นและผ่อนคลาย คล้ายกับตอนที่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณแม่  เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ช่วยให้คุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกน้อยนอนหลับ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องอุ้มกล่อมลูกน้อยนานๆ ให้เมื่อยแขนหรือเดินจนเมื่อยขา  ช่วยทำให้ลูกนอนง่าย นอนหลับได้ยาวนาน  ลดอาการงอแงและไม่ทำให้ลูกน้อยเครียด  นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บอกว่า การให้ลูกนอนเปลไว สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยได้ อาทิ ส่วนข้อเสียน่าจะมีเพียงแค่ลูกอาจจะติดการนอนเปล แต่ก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยากหากคุณแม่มีเปลไกวที่เคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้  หรือบางท่านคิดว่าการให้ลูกนอนเปลจะทำให้ลูกหัวแบนอันนี้ก็แก้ได้ ด้วยการเมื่อลูกหลับอาจจะขยับเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงข้าง และส่วนใหญ่การให้ลูกนอนเปลมักจะอยู่ในช่วงที่ลูกอายุไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้น เพราะพอลูกโตขึ้น ก็มักจะพลิกคว่ำหงายและปีนป่ายเปล จนเป็นอันตรายได้ เลือกเปลต้องดูให้ละเอียดทุกด้าน การเลือกเปลให้ลูกน้อยคุณแม่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ทั้งด้านวัสดุที่ใช้ การออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระเด็ก และการแกว่งไกวที่ปลอดภัย […]

น้ำนมของแม่นั้นเป็นอาหารที่เปี่ยมคุณค่ามากที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งจะต้องกินนมจากแม่เป็นหลัก สำหรับคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลาก็อาจจะไม่ได้มีปัญหากับการสต็อกน้ำนมเอาไว้ เพราะเน้นการเอาลูกเข้าเต้าเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การทำสต็อกน้ำนมเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะได้มีน้ำนมเอาไว้ให้ลูกน้อยอย่างเพียงพอ ในบทความนี้ BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บรักษา นมแม่ มาฝากกันค่ะ จะเก็บน้ำนมอย่างไรให้ไม่เหม็นหืน ไม่บูด และคงคุณค่าทางอาหารเอาไว้ได้มากที่สุด มาดูกันเลยค่ะ ทำไมนมของแม่มีกลิ่นเหม็นหืน ? มีวิธีการเก็บรักษา นมแม่อย่างไรไม่ให้มีกลิ่นและคงคุณค่าได้นาน คุณแม่บางคนอาจพบว่านมที่ตนเองทำการสต็อกไว้นั้นมีกลิ่นเหม็นหืน ซึ่งมักจะเกิดกับนมที่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ เนื่องจากในช่วงที่ระบบละลายน้ำแข็งทำงาน นมที่แช่แข็งเอาไว้ก็จะละลายไปด้วย และเมื่อช่องแช่แข็งกลับมาเย็นจัดใหม่ ก็ทำให้น้ำนมแข็งตัวอีกครั้ง กระบวนการนี้หากเกิดขึ้นซ้ำหลาย ๆ ครั้งก็จะทำให้ไขมันในน้ำนมมีการเปลี่ยนแปลงและทำให้นมมีกลิ่นเหม็นหืนได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นแล้วการเก็บรักษานมแม่ ในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติแบบนี้ ก็เสี่ยงจะทำให้น้ำนมที่เก็บเอาไว้มีกลิ่นเหม็นหืนได้  สาเหตุที่นมแช่แข็งละลายมาเป็นน้ำนมแล้วมีกลิ่นเหม็นหืน ก็เพราะว่าในน้ำนมของแม่มีเอ็นไซม์ไลเปส ที่จะช่วยย่อยไขมันในน้ำนมของแม่ให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ เพื่อผสมกับโปรตีนเวย์ในน้ำนมได้ดี ทำให้ร่างกายของลูกน้อยดูดซึมวิตามิน A และวิตามิน D ได้มากขึ้น ถ้าในน้ำนมของแม่มีไลเปสมากก็จะย่อยไขมันได้มาก ทำให้น้ำนมมีกลิ่นหืนนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีกลิ่นหืนก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยแต่อย่างใด ยังสามารถกินได้ แต่ในเด็กบางคนอาจไม่ยอมกินนมที่มีกลิ่นหืน สามารถแก้ไขได้โดยการนำน้ำนมที่ปั๊มมาใหม่ๆ ผสมกับนมที่มีกลิ่น ก็จะช่วยเจือจางกลิ่นและลดความเหม็นหืนไปได้ […]

ในช่วงแรกของการเป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ คำถามที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ “ทำไมต้องใช้หมอนสำหรับทารก หรือหมอนหัวทุย” แท้จริงแล้วหมอนเหล่านี้มีประโยชน์มากมายสำหรับเจ้าตัวน้อย เนื่องจากช่วยป้องกันปัญหาหัวแบน กระดูกสันหลังบิดเบี้ยว ช่วยเพิ่มความสบายในการนอนหลับ ระบายอากาศได้ดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะชวนมาเรียนรู้เหตุผลสำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ทุกคนไม่ควรมองข้ามในการเลือกหมอนสำหรับทารกแรกเกิด เพื่อเตรียมห้องนอนเด็กอ่อนให้พร้อมก่อนคลอดกันค่ะ  เลือกหมอนทารกใบแรกให้ลูก ต้องเลือกยังไง ? หมอนหัวทุยจำเป็นหรือเปล่า ?  หมอนสำหรับทารกถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดูแลเจ้าตัวน้อย แม้จะดูเป็นสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ แต่การเลือกหมอนที่เหมาะกับทารกจะส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกน้อยอย่างมาก คุณพ่อ คุณแม่คนไหนที่กำลังสงสัยว่าจะเลือกหมอนสำหรับทารก หรือหมอนหัวทุยยังไงดี ไปหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้พร้อมๆ กันเลยค่ะ  หมอนทารก คืออะไร ?  หมอนสำหรับทารก เป็นหมอนขนาดเล็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับทารก ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้   ควรใช้หมอนทารก เมื่อไหร่ ?  ตามคำแนะนำจากกุมารแพทย์ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้มีการสรุปว่า ท่านอนที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก คือการนอนหงายบนพื้นผิวแบนราบโดยไม่มีสิ่งของใดๆ อยู่บนเตียงนอน เช่น ผ้าห่ม ตุ๊กตา หมอน เป็นต้น เนื่องจากอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือโรคไหลตายในทารก (SIDS) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กอายุไม่เกิน 4 เดือน การใช้หมอนอาจเพิ่มความเสี่ยงจากการอุดกั้นทางเดินหายใจของทารก เมื่อทารกพลิกตัว หรือคว้าวัตถุเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว […]

ท้องทีต้องมานั่งกังวลเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มไปหมด นอกจากจะกังวลเรื่องการกินกับการเดินแล้ว ท่านอนก็ยังเป็นสิ่งที่แม่ท้องหลายๆ คนสงสัยว่าควรจะนอนท่าไหนกันแน่ บางคนก็บอกว่าให้นอนท่าที่สบายที่สุด บางคนก็บอกว่าให้นอนตะแคงข้างไหนก็ได้ ส่วนบางคนก็เจาะจงให้นอนตะแคงซ้าย ตกลงยังไงกันแน่นะ? แต่แน่นอนว่าท่านอนมีผลต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่แล้วก็คุณลูก วันนี้เราลองมาดูคำตอบไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันค่ะ ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ท้องที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 16 สัปดาห์ขึ้นไปคือ “ท่านอนตะแคงซ้าย” ค่ะ เพราะว่าการนอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้มดลูกของคุณแม่ไม่ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ค่อนไปทางขวาและท่านี้ยังจะช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วยนะคะ เพราะพอเส้นเลือดดำไม่ถูกกดทับแล้ว เลือดก็จะสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้ดี แถมยังทำให้อาหารย่อยง่ายอีกด้วยนะ ถ้าคุณแม่นอนตะแคงขวา หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น แต่เอาจริงถ้าจะให้นอนตะแคงซ้ายทั้งคืนก็คงไม่ไหว คุณแม่ก็อาจจะตะแคงซ้ายขวาสลับกันก็ได้นะ แต่เน้นไปที่ด้านซ้ายให้เยอะกว่านะคะ สำหรับคุณแม่ที่ท้องใหญ่มากๆ คุณแม่อาจจะหาหมอนมารองใต้ท้องเพื่อช่วยพยุงท้องเอาไว้ จะได้นอนหลับสบายๆ ยาวๆ ถึงเช้าไปเลยเนอะ ท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับคุณแม่ เดาได้ง่ายมาก ก็คือท่านอนคว่ำน่ะสิ อันนี้มันก็แน่อยู่แล้วแหละนะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวันทุกวันจะให้นอนคว่ำได้ยังไงไหว แต่อีกท่านึงที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือท่านอนหงายค่ะ อ๊ะๆ คิดไม่ถึงกันใช่ไหมล่ะคะ ที่ท่านี้ควรหลีกเลี่ยงก็เพราะมดลูกของคุณแม่นั้นจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจจะไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ตรงบริเวณกลางลำตัวได้ค่ะ พอทับไปแล้วคุณแม่ก็จะมีอาการเท้าบวม เป็นริดสีดวงทวาร หนักๆ หน่อยก็อาจทำให้วิงเวียนศีรษะจนถึงขั้นเป็นลมได้เลยล่ะ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่ปวดหลังสุดๆ เพราะเหมือนกับต้องแบกรับน้ำหนักร่วมสิบโลไว้ทั้งคืน วิธีจัดท่านอน ไม่ใช่ว่าคุณแม่เดินมาถึงเตียงก็ล้มตึงลงไปนอนตะแคงได้เหมือนตอนไม่ท้องเลยนะ ตอนนี้เรามีลูกน้อยอยู่ในท้องแล้วก็ต้องคอยทำอะไรให้ช้าลง วิธีข้างล่างจะช่วยให้คุณแม่จัดท่านอนได้ถูกต้องแล้วก็จะช่วยลดอาการปวดหลังด้วยนะคะ เวลาจะพลิกตัวเปลี่ยนท่า คุณแม่ควรจะค่อยๆ พลิก […]

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวพบกับเจ้าตัวน้อยในอีก 9 เดือนข้างหน้านี้ เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะกำลังเตรียมให้พร้อมก่อนที่คุณแม่จะคลอด เมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดมา จะได้มีทุกอย่างไว้อย่างครบครัน ดังนั้น BabyGift จึงได้นำ Baby Checklist ฉบับสมบูรณ์ มาฝากกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลยค่า หมวดของใช้คุณแม่ คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ให้นม หมวดสุขอนามัย หมวดอาบน้ำ หมวดเดินทาง หมวดทานอาหาร หมวดนอนหลับ หมวดอเนกประสงค์ หมวดเวชภัณฑ์ ยา อาหารเสริม หมวดทำความสะอาด หมวดเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เคล็ดลับในการเลือกของใช้ การเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับแม่มือใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การดูแลลูกน้อยเป็นเรื่องง่ายและราบรื่น อย่าลืมเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการของครอบครัวและคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก เพื่อความสุขและความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid