พาลูกขึ้นเครื่องบิน เตรียมอะไรบ้าง?
เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวพร้อมกับลูกวัยเบบี๋ อาจทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านกังวลใจในการ พาลูกขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ลูกน้อยจะเดินทางไหวไหม? ต้องเตรียมของใช้อะไรไปบ้าง? ลูกเดินทางได้อายุเท่าไร? มีอะไรที่เอาขึ้นเครื่องบินไปได้หรือไม่ได้บ้าง? จะนั่งตรงไหนให้ปลอดภัยเลี้ยงลูกได้สะดวก? ลูกหิวหรือร้องงอแงจะทำอย่างไรได้บ้างนะ? ทุกเรื่องที่คุณแม่กังวลใจจัดการได้ไม่ยาก แค่เพียงทำตามข้อมูลและคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ
4 เรื่องต้องรู้ก่อน พาลูกขึ้นเครื่องบิน
เมื่อคุณแม่รู้ว่าจะต้องเพินทางพร้อมลูกวัยเบบี๋ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหาข้อมูล สอบถามกฎและรายละเอียดจากสายการบิน และวางแผนการเดินทางและอุปกรณ์ของใช้ให้ครบถ้วน อาทิ
» หาข้อมูลก่อนเดินทาง

ตรวจสอบกับสายการบิน ว่าอายุเด็กทารกที่เดินทางได้คือเท่าไร
เพราะแต่ละสายการบินอาจมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตามความจริงและพัฒนาการของเบบี๋แล้ว ควรให้ลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปจึงเดินทางได้เพื่อสุขภาพ สุขอนามัยและความปลอดภัย แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินได้ โดยบางสายการบินเด็กทารกที่เดินทางได้ต้องอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือบางสายการบินอาจให้ทารกอายุตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป หรืออาจอนุญาตให้อายุน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
สอบถามหาข้อมูลเรื่องการจองตั๋ว การเลือกที่นั่ง และค่าโดยสารสำหรับเด็กเล็ก
- สอบถามข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบินของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่การจองตั๋วให้ลูกคุณพ่อคุณแม่สามารถกดจองได้ แบบปกติ โดยจองตั๋วให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยเลือกเพิ่มผู้โดยสารที่เดินทางด้วย อย่าลืมระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเด็กทารก
- สำหรับค่าโดยสารหากลูกน้อยยังเป็นเด็กทารกส่วนใหญ่จะอนุโลมให้นั่งตักคุณพ่อคุณแม่ในการเดินทางได้ สายการบินอาจจะเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อย แต่หากเด็กมีอายุ 2 ปีขึ้นไป ก็มักจะเก็บค่าโดยสารอัตราปกติ เหมือนผู้ใหญ่ และจะต้องจองที่นั่งแยกให้ลูก แต่อย่างไรก็ตามหากต้องเดินทางทริที่ใช้เวลานาน เพื่อความสะดวกในการดูแลลูกทารกบนเครื่องบิน แนะนำให้จองที่นั่งแยกอีก 1 ที่นั่ง เพื่อจะได้มีพื้นที่ให้ลูกนอนหลับ คุณแม่ไม่ต้องอุ้มลูกนั่งตักตลอดเวลา หรือจะได้มีพื้นที่วางของ หยิบจับของใช้ส่วนตัวต่างๆ เข้าออกได้ง่ายยิ่งขึ้น (แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับที่นั่งแยกเพิ่มขึ้นด้วย)
- การเลือกที่นั่ง แนะนำให้เลือกที่นั่งติดกับทางเดิน เพื่อให้คุณแม่สะดวกในการดูแลลูกน้อย ลุกเดินหรือขอน้ำอุ่นน้ำร้อนกับพนักงานบริการบนเครื่องบินได้สะดวก จะหยิบจับสิ่งของหรืออุ้มลูก แขนขาจะได้ไม่ติดขัดหรือทำให้คนข้างๆ รู้สึกอึดอัดหรือรำคาญ และควรสอบถามสายการบินตอนจองตั๋ว เพื่อจะได้เลือกที่นั่งใกล้กับที่เปลี่ยนผ้าอ้อมที่บางสาบการบินมีติดตั้งเพื่อให้บริการไว้ หรือที่นั่งที่มีพื้นที่กว้างกว่าที่นั่งทั่วไป ก็จะได้เดินทางและดูแลลูกน้อยได้สะดวกขึ้น
แจ้งสายการบินล่วงหน้า สอบถามเรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับเด็ก
- เมื่อคุณพ่อคุณแม่จองตั๋วการเดินทาง ต้องอย่าลืมระบุว่ามีเด็กทารกเดินทางด้วย เพื่อที่ทางสายการบินจะได้รับทราบ และมีการเตรียมตัวเพื่ออำนวยความสะดวกให้คุณพ่อคุณแม่ในวันเดินทาง เพราะแม้ว่าจะมีสายการบินที่ไม่คิดค่าโดยสารเด็กทารก หรือจะให้ลูกนั่งตัก แต่การอุ้มลูกไปขึ้นเครื่องเลยดดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ถือเป็นการไม่เหมาะสม สายการบินมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงการจองหรืออาจยกเลิกการเดินทางได้ ดังนั้นต้องแจ้งให้สายการบินทราบตอนที่จองตั๋วทันทีว่าเราจะมีเด็กทารกเดินทางไปด้วย
- สอบถามและจัดเตรียมเอกสารของลูกที่ใช้ในการเช็กอินขึ้นเครื่องบิน เนื่องจากการเดินทางดยเครื่องบินสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กหรือเด็กทารก พ่อแม่หรือผู้ปกครองจำเป็นจะต้องใช้ใบสูติบัตรฉบับจริง หรือพาสปอร์ตในการเช็คอินทุกครั้ง หรือผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุตั้งแต่ 7 ปี แต่ไม่ถึง 15 ปี ในวันเดินทาง จะใช้เอกสารได้ทั้งใบสูติบัตรฉบับจริง หรือบัตรประชาชนเด็ก หรือพาสปอร์ตในการเช็คอิน รวมถึงหากเดินทางไปต่างประเทศก็จะต้องมีทั้งสูติบัตรตัวจริง พาสปอร์ต และวีซ่าของประเทศปลายทางเหมือนผู้ใหญ่ทั่วไปอีกด้วย
ศึกษาข้อบังคับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน
สอบถามหรือหาข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ ในการขึ้นเครื่องบิน ว่าสามารถนำอุปกรณ์ของใช้อะไรบ้าง ที่ขึ้นเครื่องบินเพื่อดูแลลูกทารกระหว่างการเดินทางได้ เช่น
- สายการบินห้ามนำนมหรืออาหารเหลวขึ้นเครื่องบินจำนวนเท่าไร อาหารหรือของใช้แบบไหนขึ้นเครื่องไม่ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งไว้หน้า Gate เพราะตามกฏของสายการบิน ของเหลวหรือนมที่พกพาไปต้องไม่เกิน 100 ml. ต่อชิ้น คุณแม่จะได้เตรียมนมผงแบ่งไว้ แล้วขอน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นจากสายการบินเพื่อมาชงนมให้ลูก
- เบาะนั่งของลูกบนเครื่องบิน สายการบินส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบินลำใหญ่ จะมีเปลไว้อำนวยความสะดวกสำหรับเด็กทารก รวมทั้งมีที่นั่งคาร์ซีตให้สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 2 ขวบ และมีการเสียค่าโดยสารแบบผู้ใหญ่ ในขณะที่บางสายการบินผู้ปกครองจะต้องอุ้มเด็กทารกไว้ หรือบางสายการบินก็มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กต่ำกว่า 6 เดือนไว้บริการ ฉะนั้นหากคุณแม่ลองเช็กกับสายการบินไว้ล่วงหน้าก็จะทำให้ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์บางอย่างไปให้ยุ่งยาก
- เช็กโควตาน้ำหนัก สัมภาระ ที่โหลดหรือนำขึ้นเครื่องบินว่าสามารถนำไปได้แค่ไหน? เพื่อจะได้จัดเตรียมของใช้สำหรับลูกน้อยตัวเองให้เหมาะสมพอดี ไม่ต้องหอบของพะรุงระรังเดินในสนามบินหรือหิ้วขึ้นเครื่อง หรือมีสัมภาระน้ำหนักเกินจนต้องมายุ่งยากเสียเวลาและเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกในวันเดินทางจริง
» เตรียมพร้อมอุปกรณ์ของใช้ในการเดินทางให้ลูกทารก

รถเข็นเด็ก เลือกที่พับได้สะดวก ขนาดเล็กคล่องตัว
รถเข็นเด็กถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการเดินทางทุกเวลาและทุกสถานที่ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยได้นั่งหรือนอนพักผ่อนในรถเข็นได้ เป็นอุปกรณ์ช่วยทุ่นแรงให้คุณพ่อคุณแม่สะดวก ไม่ต้องอุ้มลูกจนเมื่อยล้าตลอดเวลา ฉะนั้นแน่นอนว่าเมื่อต้องพาลูกเบบี๋เดินทางจะขาดรถเข็นเด็กไม่ได้ เพราะไม่มีใครจะอุ้มลูกเดินไปเดินมาได้ในตลอดทริป คุณพ่อคุณแม่จึงควรรถเข็นเด็ก ประจำติดบ้านไว้ ไม่ใช่แค่เวลามีทริปต้องไปเที่ยวที่ไหน แต่เพราะเราจะต้องใช้เสมอเวลาพาลูกไปนอกบ้านรวมถึงไปโรงพยาบาลเพื่อพาลูกไปหาหมอตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน
เลือกรถเข็นเด็กเล็กให้เหมาะกับการเดินทาง
คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรถเข็นให้ลูกที่สามารถใช้ได้คุ้มค่าตั้งแต่แรกเกิด โดยควรเลือกซื้อรถเข็นที่มีคุณภาพ แข็งแรง สามารถพับได้มีขนาดเล็ก หรือหิ้วพกพาได้ง่าย เผื่อไว้สำหรับการเดินทาง เพื่อนำติดไปด้วยเวลาเดินทางและขึ้นเครื่องบินทุกที่ ซึ่งรถเข็นจะสามารถเช็คอินแล้วโหลดขึ้นเครื่องพร้อมกระเป๋าเดินทางของครอบครัวได้เลย แต่กรณีเราต้องใช้เข็นลูกน้อยในสยามบิน ก็สามารถใช้รถเข็นจนถึงที่หน้า Gate หรือประตูทางเข้าเครื่องบินได้ โดยที่เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่องจะมีเจ้าหน้าที่ของสายการบินเอารถเข็นไปเก็บใต้ท้องเครื่องให้ และนำออกมาให้อีกครั้งเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง
แต่ในเฉพาะบางสายการบิน มีการอนุญาตให้นำเรถเข็นเด็กแบบที่พับได้ มีขนาดและน้ำหนักเล็กไม่เกินตามที่กำหนด สามารถนำขึ้นเครื่องไปด้วยได้ ฉะนั้นหากเลือกซื้อรถเข็นเด็กที่พับได้ง่ายมีขนาดเล็ก ก็อาจจะนำไปเก็บบนเคบินในเครื่องได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องความเสียหายเมื่อโหลใต้ท้องเครื่อง ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละครอบครัว

เป้อุ้มเด็ก เลือกที่แข็งแรงปลอดภัย อุ้มลูกทั้งวันได้สบายๆ ไม่ปวดหลังปวดไหล่ ไม่ทำให้ลูกและคุณแม่อึดอัด
เป้อุ้มเด็กเป็นอุปกรณ์ช่วยผ่อนแรงที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเดินทาง เป็นตัวเลือกที่ใช้ได้สะดวกและไม่ต้องใช้พื้นที่หรือหิ้วให้ยุ่งยากไม่คล่องตัวเหมือนรถเข็น เนื่องจากสำหรับบางครอบครัวการนำรถเข็นโหลดไปกับเครื่องบิน และนำติดตัวไปในการเดินทาง อาจยุ่งยากหรือมีสัมภาระมากเกินไป จึงไม่อยากจะพกพาไปด้วย หรือจะใช้เป้อุ้มเด็กสลับกับรถเข็นในการเดินทาง ก็จะช่วยให้ปรับเปลี่ยนได้ง่ายตามสถานการณ์ในแต่ละสถานที่
ฉะนั้นคุณแม่จึงควรมองหาเป้อุ้มเด็กคุณภาพติดไว้ใช้ประจำบ้าน เพื่อจะได้เดินทางหรือทำสิ่งต่างๆ ไปพร้อมกับมีลุกน้อยติดตัวไว้อย่างมั่นใจ โดยควรเลือกเป้อุ้มเด็กที่มีมาตรฐาน ผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัย ทนทานแข็งแรง มีเนื้อหาหรือผิวสัมผัสนุ่ม สวมใส่สบาย ไม่ระคายคืองผิวลูกน้อย

กระเป๋าสัมภาระลูก เลือกที่เก็บอุณหภูมิหรือความเย็นได้ มีขนาดกำลังดี พกพาสะดวก
คุณแม่ควรมีกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระของกินของใช้ให้ลูก ในแบบที่สามารถพกพาหรือสะพายขึ้นเครื่องบินได้สะดวก มีช่องสำหรับใส่ขวดนม ชวดแบ่งนม ใส่ทิชชูเปียก ใส่ผ้าอ้อมและของใช้ลูกได้หลายช่อง ควรเป็นกระเป๋าที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เปิดปิดสะดวกหยิบของใช้ได้ง่าย ยิ่งหากมีช่องหรือสามารถเก็บอุณหภูมิได้ ก็จะได้นำอาหารหรือเก็บของกินที่ต้องรักษาอุณหภูมิให้ลูกได้ไปพร้อมกัน เท่านี้ก็จะนำของใช้จำเป็นของลูกใส่ไปในกระเปาใบนี้ได้ทั้งหมด
อุปกรณ์การกินบนเครื่อง เลือกที่เก็บได้ถูกสุขอนามัย ไม่เลื่อนหลุดตกแตกง่าย พกพาสะดวก
แนะนำให้คุณแม่จัดเตรียมอุปกรณ์การกินบนเครื่องบินให้ลูกน้อยไว้ด้วย เช่น ช้อนตักอาหารแบบพับได้ มีกล่องเก็บ กล่องจานหรือชามอาหารแบบพกพาที่มีฝาปิด แบบที่ไม่แตกหักได้ ไม่เลื่อนหลุดจากมือหรือจากโต๊ะอาหารเวลาป้อนลูกทารก และควรเลือกอุปกรณ์การกินที่ไม่เกิดเสียงกระทบกันจนเกิดความรำคาญหรือมีเสียงดังหนวกหู กับผู้โดยสารคนอื่น
» เตรียมพร้อมเมื่อต้องเดินทาง
- พาลูกตรวจสุขภาพ ปรึกษาคุณหมอก่อนพาลูกเดินทาง เพื่อมั่นใจว่าลูกแข็งแรงพอที่จะเดินทางได้
- ให้ลูกพักผ่อนเต็มที่มากๆ ก่อนเดินทาง โดนเฉพาะเมื่อต้องเดินไฟลต์ยาวๆ เพื่อลดอาการงอแงหงุดหงิด และไม่ทำให้ลูกรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทาง เมื่อต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ
- เตรียมของใช้จำเป็นให้ลูกน้อยครบถ้วน เช่น ของในกระเป๋าใบเล็กถือขึ้นเครื่องต้องมี ผ้าอ้อมไว้ให้เพียงพอ มีนมที่แบ่งไว้ มีอาหาร หรือขนมขบเคี้ยวใหลูก ทิชชู่เปียก ยาประจำตัว จุกนมหลอก และของเล่นหรือตุ๊กตาที่ลูกชอบ เพื่อแก้เบื่อ โดยให้ลูกเล่นได้แบบไม่รบกวนผู้โดยสารท่านอื่น
- คุณแม่ควรแต่งกายให้สะดวกกับการให้นมลูก และสะดวกกับการลุกนั่งเดินทาง หากมีเครื่องปั๊มนมก็นำไปด้วยได้ ส่วนลูกน้อยควรแต่งตัวให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ไม่ให้ลูกร้อนหรือหนาวเกินไป
- บอร์ดดิ้งหรือเข้าเครื่องบินเป็นคนท้ายๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องยืนรอผู้โดยสารคนอื่นจัดเก็บของ หรือให้ลูกต้องนั่งรอนานๆ ก่อนเครื่องบินขึ้นจนงอแง แต่หากสายการบินประกาศให้ผู้ที่เดินทางกับเด็กเล็กสามารถเข้าเครื่องบินก่อนได้ ก็ควรเข้าไปก่อนได้เลย
- ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมที่โต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมที่มีให้บริการในห้องน้ำ หรือตำแหน่งบริเวณที่สายการบินจัดไว้ให้เสมอ
- ช่วงเวลาเครื่องบินขึ้น-ลง หรือปรับระดับการบิน จะมีเสียงดังและความกดอากาศ ควรให้ลูกดูดนม น้ำ น้ำผลไม้ หรือดูดจุกนมหลอก เพื่อลดปัญหาความกดอากาศและแรงดันที่อาจทำให้ลูกปวดหู กลัวหรือร้องไห้งอแง
บ้านไหนที่มีแพลน พาลูกขึ้นเครื่องบิน เร็วๆนี้ ก็หวังว่าจะได้นำทริคที่ BabyGift นำมาฝากไปใช้ไม่มากก็น้อยนะคะ และแม่ๆที่กำลังหาตัวช่วยดีๆอย่างรถเข็นเด็ก เป้อุ้ม กระเป๋าสัมภาระต่างๆ สามารถสัมผัสสินค้าตัวจริงได้ที่ BabyGift ทุกสาขาใกล้บ้านได้เลยค่ะ
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
เสื้อผ้าสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นมักจะมีแต่สีสันสดใส เพื่อให้ดูเหมาะสมกับวัย คุณแม่จึงไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าเด็กสีดำติดบ้านกันสักเท่าไหร่ บางบ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลยด้วยซ้ำ จึงใส่ชุดให้ลูกไปตามที่มี ซึ่งก็เกิดประเด็นทำให้คุณแม่เป็นกังวลอย่างมาก บ้างโดนต่อว่าด้วยคำพูด บ้างโดนตำหนิด้วยสายตา “ทำไมไม่ใส่ชุดดำให้ลูก” พลอยทำให้คุณแม่ไม่กล้าพาลูกออกจากบ้าน เพราะที่บ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลย แล้วอย่างนี้ เด็กเล็กแต่งกายไว้ทุกข์อย่างไรดี สำหรับชุดไว้ทุกข์ของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เคร่งครัดอะไร คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ ขอให้เป็นสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด หากเป็นไปได้ก็คุมโทนเสียหน่อย ด้วยโทนดำ ขาว ไข่ไก่ ครีม เทา น้ำเงิน น้ำตาลเข้ม ตัวอย่างแบบเสื้อผ้าเด็กสำหรับใส่ไว้ทุกข์มาฝากให้คุณแม่ลองนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ดูนะคะ การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้ชาย การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้หญิง สำหรับบ้านไหนที่ไม่มีเสื้อผ้าลูกสีคุมโทนตามที่กล่าวมา การซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกเพื่อใส่ไว้ทุกข์อาจไม่ใช่คำตอบ ด้วยราคาเสื้อดำที่ตอนนี้ค่อนข้างแพง และเด็กๆ เขาก็โตเร็ว ใส่ไม่เท่าไหร่ก็คับต้องยกให้คนอื่น คำนวณแล้วอาจไม่คุ้มกับราคาที่ต้องจ่าย อาจใช้วิธีย้อมผ้าสีดำ แทนก็ได้ เพียงซื้อสีย้อมผ้าราคาย่อมเยา ก็แปลงโฉมเสื้อผ้าสีสันเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ถวายอาลัยได้แล้ว ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : เว็ปไซด์ amarinbabyandkids
การนอนกรนของแม่ท้อง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เช่น ท้องโตขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การสูบฉีดเลือด ระบบไหลเวียนของเลือด รวมทั้งการเต้นของหัวใจ ซึ่งการสูบฉีดไหลเวียนเลือดที่มากขึ้น จะไปกระตุ้นเส้นเลือดในโพรงจมูก ทำให้มีภาวะบวมน้ำส่งผลให้เวลานอน จะรู้สึกหายใจไม่สะดวก และเกิดเสียงกรนนั่นเอง ประกอบกับลักษณะการนอนของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะนอนมากกว่าปกติ แต่ประสิทธิภาพ การนอนลดลง ช่วงหลับลึกและหลับฝันน้อยลง ทำให้ง่วงบ่อยและงีบในตอนกลางวัน ต่อมาช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน คุณแม่จึงจะเริ่มนอนเหมือนปกติ แต่ประสิทธิภาพการนอนจะยังไม่เหมือนเดิม ทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม พอเข้า 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด อายุครรภ์ 6-9 เดือน คุณแม่จะนอนสั้นลง ประสิทธิภาพการนอนยิ่งแย่ลงไปอีกด้วย เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ และเป็นช่วงที่คุณแม่นอนกรนมากขึ้น ทั้งนอนกรนผิดปกติ หรือภาวะหยุดหัวใจขณะหลับก็จะเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอดนี้ด้วย แม้โอกาสเกิดขึ้นจะมีน้อยก็ตาม 6 ปัจจัยเสี่ยงภาวะหยุดหายใจเพิ่ม หากคุณแม่เป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ต้องติดตามและเฝ้าสังเกตอาการตัวเอง เพื่อป้องกันและรักษาต่อไป โดยกลุ่มเสี่ยงมีปัจจัยดังนี้ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์จาก : พ.อ.(พ).ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชักและการนอนหลับผิดปกติ โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก […]
ท้องมาสามเดือนแต่ยังไม่เห็นรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ท้องก็ยังไม่ใหญ่ ลูกก็ยังไม่ดิ้น แถมขึ้นบีทีเอสก็ยังไม่มีคนลุกให้นั่งอีกต่างหาก ถ้าคุณแม่กำลังคิดแบบนี้อยู่ ก็ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจเข้าสู่เดือนที่สี่ ห้าและหกให้ดีๆ เลยจ้า บอกก่อนเลยว่าช่วงไตรมาสนี้ นอกจากอารมณ์คุณแม่ๆ จะแปรปรวนเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงแล้ว เจ้าร่างกายก็น้อยหน้าซะที่ไหน เผลอๆ แปรปรวนหนักกว่าอารมณ์ซะอีก เราลองไปดูกันดีกว่า ว่าช่วงนี้คุณแม่จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ลูกได้ดูดนมไปสักพัก หัวนมคุณแม่ก็จะกลับมาเป็นสีชมพูเหมือนเดิม ช่วงก่อนคลอดนี่ร่างกายก็จะเตรียมพร้อมเพื่อลูกน้อย ท่อน้ำนมขยาย ลานนมกว้างขึ้น บางทีอาจจะเห็นน้ำใสๆ ไหลออกมาจากเต้า แต่อย่าได้ไปบีบหัวนมเลยเชียว เพราะอาจจะทำให้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ ในช่วงไตรมาสนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้นเลยอาจจะทำให้เคลื่อนไหวช้าลงนิดหน่อย ช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะต้องการพลังงานแค่ประมาณ 2,200 กิโลแคลอรีเท่านั้น คุณแม่บางคนอาจจะคิดว่าทานสำหรับสองคน ต้องเอาแคลมาบวกกันรึเปล่า…ไม่ต้องนะ เดี๋ยวน้ำหนักคุณแม่จะพุ่งทะลุเป้าเกินไปซะก่อน เราขอเน้นให้คุณแม่เลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่นพวกผักใบเขียว ปลาที่มีโอเมกา 3 โปรตีนจากไก่ อะไรพวกนี้ดีกว่า ส่วนพวกอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายก็ควรจะงดไปก่อนเนอะ เพราะไขมันเยอะมากกกก แถมของทอดๆ ยังอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้อีกต่างหาก สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าลืมทานยาบำรุงที่คุณหมอให้มา โดยเฉพาะแคลเซียม เพราะลูกจะแย่งแคลเซียมจากเราไปเยอะมากๆ เพราะงั้นควรจะทานเสริมเข้าไปให้ได้อย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวันนะคะ
เริ่มต้นอย่างไรดี? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มให้นมลูก การให้นมแม่เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก เพราะน้ำนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน พัฒนาสมอง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ – ลูก แต่สำหรับ คุณแม่มือใหม่ สิ่งนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวล เช่น ก่อนเริ่มปั๊มนมหรือให้นม ควรรู้พื้นฐานดังนี้: ✔ ร่างกายผลิตน้ำนมตาม “ความต้องการ”ยิ่งลูกดูดหรือแม่ปั๊มบ่อย → ยิ่งมีน้ำนมมา (หลักการ Supply & Demand) ✔ 3–5 วันแรกเป็น “น้ำนมเหลือง (Colostrum)”อุดมด้วยภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีมากที่สุด ✔ ช่วงแรกอาจมีเจ็บหัวนม ตึงเต้า หรือกังวลเรื่องน้ำนมถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถแก้ไขได้ เช่น คุณแม่มือใหม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง? (สำคัญมาก) ต่อไปนี้คือ “ชุดอุปกรณ์จำเป็น” ที่แนะนำให้มีตั้งแต่วันแรก: 1. เครื่องปั๊มนม (สำคัญที่สุด) ช่วยในการ 2. ถุงเก็บน้ำนม / ขวดเก็บน้ำนม 3. กรวยปั๊มนม “ต้องพอดี” 4. ผ้าคลุมให้นม / เสื้อปั๊มนม 5. […]
ได้เวลา “ป๋อมแป๋ม” กันแล้ว อีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกน้อยที่จะได้ลงอ่างอาบน้ำให้สบายตัว ในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้หากคุณพ่อคุณแม่รู้จักเพิ่มเติมองค์ประกอบบางอย่างลงไป ก็จะช่วยให้ช่วงเวลาอาบน้ำของลูกน้อยเต็มไปด้วยความสุข สนุก สะอาด ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกน้อยไปได้พร้อมๆ กัน เสริมพัฒนาการของลูกขณะอาบน้ำ ระหว่างที่ลูกน้อยกำลังวุ่นอยู่กับการอาบน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจเสริมด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ก็ตาม ด้วยวิธี 3ส. ดังนี้ ส.ที่ 1 = สุข เด็กกับน้ำเป็นของคู่กัน อยู่แล้ว เวลาที่เด็กได้เล่นอยู่กับน้ำจะทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขหรือ “สารเอนดอร์ฟีน” ออกมา ซึ่งสารแห่งความสุขนี้จะส่งผลทางด้านบวกต่อการรับรู้และเรียนรู้ ช่วยให้ลูกพร้อมซึมซับประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการอาบน้ำซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างบรรยากาศในการอาบน้ำ ที่เอื้อต่อการเกิดความสุขได้ดังนี้ ส.ที่ 2 = สนุก เมื่อเด็กมีความสุขก็พร้อมที่จะเรียนรู้ และการเรียนรู้ของเด็กก็คือการที่เด็กได้เล่นสนุกนั่นเอง ดังนั้นเพื่อเพิ่มพัฒนาการให้กับลูกน้อยในระหว่างอาบน้ำให้คุณพ่อคุณแม่ เลือกสรรของเล่นลงอ่างอาบน้ำให้เหมาะสมด้วย ซึ่งของเล่นในอ่างอาบน้ำก็มีความแตกต่างกับดังนี้ ส.ที่ 3 = สะอาด คือความสดชื่นหลังอาบน้ำ การที่ลูกน้อยได้อาบน้ำอย่างสะอาดช่วยให้ลูกน้อยมีความสุขและรักการอาบน้ำ มากยิ่งขึ้น >>>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แคร์
คาร์ซีทนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อย และคุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมพร้อมคาร์ซีทให้เรียบร้อยก่อนที่ลูกน้อยจะคลอด เพราะเมื่อออกจากโรงพยาบาลมาแล้วก็ต้องนั่งคาร์ซีทกลับบ้าน ทั้งเพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกน้อยเอง และเพื่อปฏิบัติตามกฏหโมายเรื่องการกำหนดที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิดอย่างไรดี ควรเลือกแบบไหน คาร์ซีทสำหรับเด็กมีกี่ประเภท เลือกอย่างไร BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันแล้วค่ะ เลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิด อย่างไรดี ? ต้องรู้อะไร ? เลือกยังไงดี หาคำตอบได้จากบทความนี้ ! คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้กับลูกตั้งแต่ก่อนคลอด และควรที่จะให้ลูกได้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากร่างกายของเด็กทารกยังไม่แข็งแรง ยังไม่สามารถรับแรงกระแทกได้มากเท่าไหร่ อีกทั้งเราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงควรป้องกันไว้ก่อนและเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ คาร์ซีท เด็กแรกเกิด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี ต้องเลือกแบบไหน คาร์ซีท มีกี่แบบ ต้องเลือกอย่างไร ? ในบทความนี้ BabyGift มีเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดมาฝากกันค่ะ เรามารู้จักประเภทของคาร์ซีทกันก่อนเลย ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดได้ดังนี้ 1. New Born Only : หรือคาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภทนี้จะมีขนาดเล็ก […]
