7 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจซื้อเปลนอนทารกให้ลูกน้อย

คุณแม่รู้ไหม? เรื่องนอนของลูกน้อยทารกสำคัญมากพอๆ กับเรื่องการกินที่ดีเลยทีเดียว  เพราะการนอน มีผลทั้งต่อสุขภาพร่างกาย พัฒนาการ อารมณ์จิตใจ และการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ในอนาคตของลูกน้อย

เพราะการให้ลูกน้อยได้นอนหลับเต็มที่ หลับสนิทและยาวนาน จะทำให้ Growth Hormone ในร่างกายลูกน้อยหลั่งออกมาได้ดี ส่งผลช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง  นอกจากนี้การที่ลูกน้อยได้นอนหลับสนิทเต็มที่ ยังทำให้สมองพัฒนาได้ดี ทำให้ลูกตื่นมาอารมณ์ดี เป็นเด็กที่สดใสและเลี้ยงง่ายอีกด้วย

ดังนั้นคุณแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องการนอนของลูกน้อย ด้วยการให้ลูกได้นอนหลับสบายเต็มที่ยาวนาน ไม่มีสิ่งต่างๆ มารบกวน  โดยเฉพาะการเลือกเครื่องนอนหรือเปลนอนให้ลูก ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก โดยต้องเลือกเปลที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม ปลอดภัย ลูกน้อยหลับได้ยาวนาน  และยิ่งเป็นเปลที่ทำให้เบบี๋นอนหลับได้ง่าย เคลื่อนย้ายได้ แถมคุณแม่ไม่ต้องอุ้มเดินกล่อมลูกนอนให้ยุ่งยากต่อไป …นี่แหล่ะเปลนอนในดวงใจของทั้งคุณแม่และคุณลูก

เปลนอนทารกมีกี่แบบ?

1. เปลหิ้ว หรือเปลตะกร้า

เปลที่คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกนอนแล้วหิ้วเดิน หรือหิ้วไปใส่ในคาร์ซีทหรือรถเข็นได้ มีน้ำหนักเบา มีหูจับหิ้วสะดวก พกพาง่าย แต่ส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กซึ่งเหมาะสำหรับลูกน้อยวัยทารกแรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น ทำให้ใช้งานได้ไม่ยาวนานนัก

2. เปลไกว

เปลไกว คือเปลนอนสำหรับเด็กที่สามารถแกว่งโยกไปมาได้ เป็นการเคลื่อนไหวคล้ายขณะที่ลูกทารกยังอยู่ในท้องแม่  เพื่อช่วยคุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกนอน โดยไม่ต้องอุ้มโยกกล่อมลูกน้อย ซึ่งเปลไกวมีการพัฒนาหลายแบบ ทั้งเปลไกวตั้งพื้นขนาดเล็กเฉพาะตัวลูก เปลไกวแบบลูกกรง เปลที่ต้องใช้แรงมือไกว เปลไกวอัตโนมัติ คือตั้งเวลาให้เปลโยกเองได้ ตั้งระดับการแกว่งว่าให้สูงแค่ไหน แถมบางรุ่นยังมีเสียงดนตรีมาให้อีกด้วย

3. เปลเตียง ที่ไกวได้

เปลชนิดนี้ล้ำหน้าและสามารถใช้ได้อเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น  เพราะเป็นทั้งเตียงที่เคลื่อนย้ายมาประกบกับเตียงนอนของคุณพ่อคุณแม่ได้  และยังสามารถเป็นเปลไกวที่ช่วยกล่อมลูกน้อยนอนได้พร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันเปลเตียงที่ไกวได้นี้ มีการออกแบบและใช้เทคโนลีที่ช่วยในการเลี้ยงลูกน้อยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น คือมีทั้งการตั้งระดับการไกวได้ เปิดด้านข้างได้ ยกระดับหัวเตียงเพื่อไม่ให้ลูกสำลักหลังกินนม ลดกรดไหลย้อนหรือแหวะนมออกมาได้ ทั้งยังมีการออกแบบไม่ให้เป็นลูกกรง แต่เป็นโครงสร้างไม้ที่แข็งแรงแล้วบุผ้า มีมุ้ง มีตาข่าย ให้คุณแม่สามารถมองเห็นลูกน้อยนอนได้ชัดเจนอีกด้วย

4. เปลแบบเพลเพน

หมายถึงเปลที่มีลักษณะเหมือนคอกกั้นเด็ก แต่พับเก็บได้ ทำให้พกพาสะดวก โดยเป็นเปลที่มีขนาดใหญ่และกว้าง มีราวกั้นที่สูง มั่นคง แข็งแรง  เหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 6-7 เดือนที่กำลังเริ่มคลาน และอาจใช้ได้นานจนกว่าลูกจะถึงวัยที่ปีนป่ายออกมาเองได้  เนื่องจากเปลเพลเพน จะสามารถช่วยป้องกันอันตรายจากการที่ลูกคลานซุกซนไปมา หรือป้องกันการลอดลูกกรงได้  โดยเปลเพลเพนจะมีทั้งแบบเปิดกว้างไม่มีมุ้ง และแบบมีมุ้งครอบเพื่อปิดป้องกันยุงหรือแมลงได้ด้วย

ปัจจัยต้องรู้ ก่อนซื้อเปลนอนทารก

  1. พื้นที่ในการวางเปล ก่อนซื้อเปลนอนให้ลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาวัดหรือเช็ดดูพื้นที่ในการวางหรือติดตั้งเปล เพื่อจะได้เลือกขนาดเปลให้เหมาะสมกับพื้นที่วางเปลภายในบ้าน หรือห้องนอน  รวมทั้งหากคิดว่าจะเลือกซื้อเปลเผื่อต้องเดินทาง ก็ควรเลือกเปลนอนให้ลูก ชนิดที่พับเก็บ พกพา และกางออกมาใช้ได้สะดวก
  2. ตรวจสอบฐานให้มั่นคงและเลือกวัสดุอุปกรณ์ ที่มีความแข็งแรงคงทน แน่นหนา  เพราะเปลต้องรองรับน้ำหนักลูกน้อย และต้องโยกไกว  อุปกรณ์และวัสดุต้องไม่บอบบาง แตกหักง่าย  รวมทั้งเวลาที่ประกอบหรือติดตั้งแล้วต้องระมัดระวังและตรวจดูอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยของเปลให้แน่นหนาเพียงพอที่จะป้องกันลูกหล่นตกลงมา  เช่น หูจับเปล ซี่ลูกกรงไม่ห่างเกินไป ไม่มีเหลี่ยมแหลมคมของขอบเตียงและบริเวณที่ลูกนอนหรือสัมผัส  น็อตหรือจุดเชื่อมต่อไม่หลุดหักง่ายเวลาไกวเปล
  3. ขนาดความสูง-ต่ำ ตั้งได้ไม่โยกเอียง  เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ให้ลูกน้อยดิ้นหรือกลิ้งจนตกเปลได้ ความสูงมีขนาดที่ลูกเล็กไม่สามารถปีนเปลได้  รวมทั้งเลือกเปลไกวที่กว้างพอและไม่สูงจากพื้นเกินไป ซึ่งจะช่วยให้เปลไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง รวมถึงเมื่อติดตั้งแล้วเปลไม่โยกเอียงง่ายจนล้มเอนทับลูก
  4. ชนิดของเปลไกว ความปลอดภัยในการไกว แกว่งของเปล  ต้องเช็กว่าเปลนั้นโยกได้สูงระดับไหน สูงเกินไปจนอันตรายหรือไม่  ปรับระดับการไกวได้หรือเปล่า เพราะหากเป็นเปลที่ปรับระดับได้ จะเพิ่มความมั่นใจในการแกว่งไกวมากยิ่งขึ้น
  5. เช็กน้ำหนักของเปลที่รับได้ และไม่มีเสียงดังเวลาไกวเปล  ก่อนซื้อควรอ่านคำแนะนำและตรวจสอบดูว่าเปลนั้นรับน้ำหนักได้แค่ไหน เช่น รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 7-12 กิโลกรัม  เพื่อจะได้ซื้อมาครั้งเดียวใช้ได้คุ้มค้ายาวนาน รวมถึงอ่านข้อกำหนดในคู่มือการใช้งานด้วย  นอกจากนี้คือตรวจสอบว่าเปลชนิดนั้นๆ มีเสียงดังเวลาไกวหรือโยกแค่ไหน เพราะเสียงที่ดังเกินไปอาจรบกวนการนอนของลูกน้อยได้
  6. ตรวจสอบว่าผ่านการรับรองมาตรฐานหรือไม่   มีสิ่งอำนวยความสะดวก  และฟังก์ชั่นในการใช้งานอะไรบ้าง   เพื่อให้เปลไกวนั้นตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ในการใช้งาน และช่วยอำนวยความสะดวกในการไกวให้ลูกน้อย หรือกล่อมให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายและยาวนาน ไม่ต้องกล่อมนอนนาน รวมถึงมีมาตรฐานต่างๆ รับรอง
  7. ประเมินงบประมาณในการซื้อ ว่าจะใช้งบประมาณแค่ไหนให้เหมาะสม ไม่มากเกินไปตามสถานะของครอบครัว โดยเน้นเลือกซื้อที่การใช้งาน และความปลอดภัย เพื่อลูกน้อยและครอบครัว  

7 เคล็ดลับเลือกเปลนอนเบบี๋ ลูกนอนหลับดี แม่มีความสุข

  1. เลือกเปลเปิดข้าง เพราะจะช่วยให้คุณแม่อุ้มลูกน้อยออกมาจากเปลได้สะดวก ไม่ต้องก้มมากจนเสี่ยงปวดหลัง และยังช่วยในการเปลี่ยนที่นอนให้ลูกได้ง่ายดายขึ้น
  2. เลือกเปลที่ปรับระดับและแรงของการไกวได้ มีเสียงไกวเงียบ เพื่อช่วยให้การไกวหรือกล่อมลูกนอนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ลูกรู้สึกถึงแรงที่สม่ำเสมอในการไหว และยังปลอดภัยป้องกันการไกวสูงหรือแรงเกินไป ช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับได้สบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
  3. เลือกที่มีการระบายอากาศดี เปลของลูกน้อยไม่ควรมีผ้าหรือวัสดุปิดทุกด้านจนดูอับทึบ แต่ควรมีตาข่ายระบายอากาศอย่างน้อยสัก 1-2 ด้าน เพื่อไม่ทำให้ลูกร้อนหรือรู้สึกอึดอัดเวลาเข้าไปนอนในเปล รวมถึงทำให้คุณแม่มองเห็นและสังเกตการนอนที่อาจผิดปกติ หรือดูแลเวลาลูกเจ็บป่วยไม่สบายได้ง่ายด้วย
  4. เลือกที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หากเป็นเปลไกวที่มีล้อเคลื่อนย้ายได้ หรือสามารถพับเก็บได้สะดวกยิ่งดี เพราะจะทำให้คุณพ่อคุณแม่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการนอนของลูกได้สะดวกตลอดเวลา ทั้งยังสามารถนำเปลนี้เดินทางไปที่ต่างๆ ได้เสมอ
  5. เลือกที่ปลอดภัย ไม่มีอุบัติเหตุระหว่างนอน นั่นคือการเลือกเปลที่มีการแกว่งที่ตั้งได้ มีระดับการโยกที่ปลอดภัย มีความสูงที่เหมาะสม  หากไม่มีซี่กรงที่ลูกลอดได้ยิ่งดี รวมทั้งเปลต้องแข็งแรงตั้งได้ไมทั่นคงไม่โยกหล่นลงมาได้ รวมถึงแม้เวลาลูกปีนหรือดิ้นก็จะต้องไม่เอียงง่าย จนลูกตกเตียง ตลอดจนเปลต้องไม่มีช่องว่างที่ทำให้ลูกเอาอวัยวะลอดออกมาจนเป็นอันตรายได้ด้วย
  6. เลือกที่มีการปรับนอนลดกรดไหลย้อนได้ เนื่องจากจะช่วยลดอาการแหวะนม อาเจียน หรือลดกรดไหลย้อนหลังกินนมให้ลูกน้อยได้ โดยเปลรุ่นใหม่ๆ สามารถปรับระดับการนอนให้ศีรษะลูกอยู่สูงขึ้นได้ ซึ่งจะดีกว่าการนำหมอนมารองคอลูก เพราะจะทำให้ลูกคอพับ นอนหลับไม่สบาย หายใจไม่สะดวก
  7. เลือกที่ถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย ได้ทุกชิ้นส่วน เพราะลูกต้องนอนทุกวัน และใช้เวลากับเปลยาวนาน หากเปลทำความสะอาดได้ง่าย ทำได้บ่อยๆ ก็จะทำให้ห้องนอนและบรรยากาศการนอนรอบตัวลูกน้อยดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง

  • ควรเลือกฟูกให้พอดีกับเปล และไม่นุ่มเกินไปจนทำให้ลูกนอนจนลงไปกับที่นอน เพราะลูกอาจถูกกดทับจนหายใจไม่ออก
  • ไม่วางหมอน ตุ๊กตา หรือผ้าห่มจนแน่นเปล เพราะอาจไปปิดหน้าตา ปิดจมูกปาก และทับร่างกายลูกได้
  • หากเปลมีลูกกรง ซี่กรงควรมีระยะห่างไม่เกิน 2.5 นิ้ว เพื่อป้องกันลูกมุดแล้วศีรษะติดหรือหลุดลอดออกจากซี่กรงได้
  • หากเปลมีของเล่นติดแน่นอยู่ ขต้องเช็กดูว่าของเล่นทุกชิ้นไม่หลุด หัก หรือแตกออกมาเป็นชิ้นเล็ก จนลูกหยิบเอาเข้าปากจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ระมัดระวังไม่ให้เด็กโตกว่าไปโน้ม โถม ดึง ปีนป่าย หรือแกว่งโยกเปลของลูกน้อยทารก จนโค่นล้มหรือเป็นอันตราย

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณแม่มือใหม่ขอให้ยกมือขึ้น! ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่ทุกคนด้วยนะคะ มั่นใจเลยว่า ตอนนี้คุณแม่ทั้งหลายต้องกำลังรู้สึกหัวหมุนติ้วๆ กับการเตรียมของให้ลูกน้อยอยู่แน่ๆ เพราะไอเท็มที่วางขายอยู่ในท้องตลาดนั้นมีเป็นล้านแปดพันเก้า อันนี้ก็น่ารัก อันนี้ก็ดูจำเป็น แต่ถ้าเราจะซื้อทุกอย่างก็คงไม่ไหว สำหรับบทความนี้ เราก็เลยนำเช็คลิสต์แบบครบถ้วนทุกหมวดมาฝากกันค่ะ มาดูกันดีกว่าว่าคุณแม่ยังขาดอะไรไปบ้าง 1. หมวดการนอน 2. หมวดให้นม 3. หมวดการกิน 4. หมวดอาบน้ำ/สุขอนามัย 5. หมวดการแต่งตัว 6. หมวดเดินทาง 7. หมวดฝึกพัฒนาการ 8. หมวดสุขภาพ/ดูแล 9. หมวดปกป้องลูกน้อย 10. หมวดทำความสะอาด และนี่ก็คือเช็คลิสต์ของสำคัญที่คุณแม่ขาดกันไม่ได้เลยค่า ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากให้คุณแม่จำไว้เสมอว่า การซื้อสินค้าสำหรับลูกทุกครั้งนั้นควรคำนึงหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของคุณภาพ และการใช้งานในระยะยาวด้วยน้า

เพราะคุณค่าจากน้ำนมแม่ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์สารอาหารที่มีครบถ้วน เพื่อพัฒนาลูกน้อยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความฉลาด การเติบโตแข็งแรง อารมณ์ดีมีความสุข ขับถ่ายง่าย แถมนมแม่ยังมีสารสร้างภูมิคุ้มกันมากมาย ทำให้ลูกน้อยไม่เจ็บป่วยง่ายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้คุณแม่ทุกท่านจึงปรารถนาจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าอันมหัศจรรย์จากน้ำนมแม่อย่างเต็มที่ไปจนโต หรือให้นมลูกได้นานที่สุด  โดยคุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ นอกจากจะให้นมแม่จากเต้าโดยตรงกับลูกน้อยแล้ว เชื่อว่าเกือบทุกคน โดยเฉพาะคุณแม่เวิร์กกิ้งมัม จะต้องทำสต๊อกน้ำนมแม่เก็บแช่แข็งหรือแช่เย็นไว้ เพื่อให้ลูกรักยังได้กินนมแม่ตลอดเวลา แม้จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่มีคุณแม่มือใหม่หลายท่านที่ยังไม่มั่นใจหรือกังวล กับการละลายนมแม่ที่แช่แข็งมาใช้ เพราะไม่แน่ใจว่าวิธีการไหนจะสะดวก สะอาด ปลอดภัย แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และทำแบบไหนจะไม่เสียคุณค่าน้ำนมแม่  ดังนั้นอยากรู้ว่าแต่ละ วิธีละลายน้ำนมแม่ แตกต่างกันอย่างไรไปดูกันค่ะ ก่อนอื่น ให้เปลี่ยนช่องแช่ เพื่อละลายนมแม่ก่อน หากคุณแม่เก็บน้ำนมแม่ไว้ในช่องแช่แข็ง จำเป็นต้องนำนมแม่เปลี่ยนมาแช่ที่ช่องแช่เย็นธรรมดาด้านล่างก่อนประมาณ 1 วันหรือ 1 คืน เพื่อให้นมแม่ค่อยๆ ละลาย  ควรนำนมเก่าที่แช่แข็งไว้ตามวันเวลาที่เก็บสต๊อกไว้นานที่สุดก่อน  เพื่อไม่ให้นมเก่า เก็บไว้นานเกินไป  แล้วจึงทยอยนำนมใหม่มาใช้ไล่ตามเวลาไปเรื่อยๆ เมื่อนมแม่ละลายแล้ว  คุณแม่ควรแบ่งนมแม่จากถุงเก็บน้ำนมใส่ขวดนม แบ่งปริมาณที่ลูกกินเฉพาะมื้อนั้นๆ แล้วจึงนำมาอุ่นหรือละลายก่อนให้ลูกกิน   ซึ่งนมที่เหลือในถุงเก็บน้ำนมสามารถแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาให้ลูกกินให้หมดภายใน 2-3 วัน เท่านั้น  แต่ส่วนใหญ่คุณแม่มักจะนำมาอุ่นหรือละลายให้ลูกกินในมื้อถัดไปภายในวันเดียว หรือ 24 ชั่วโมง วิธีละลายน้ำนมแม่ […]

นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่ในกรณีที่คุณแม่มีความจำเป็นต้องใช้นมผง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีชงนมผงที่ถูกต้องและปลอดภัย เพราะหากชงผิดสัดส่วนหรือรักษาความสะอาดไม่ดีพอ อาจส่งผลให้ลูกน้อยท้องอืด ท้องเสีย หรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน บทความนี้จะมาเจาะลึกวิธีชงนมผงเด็กอย่างละเอียดเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก 4 วิธีชงนมผงเด็กที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และปลอดภัยจากเชื้อโรค คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามวิธีชงนมผงเด็ก 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1. สุขอนามัยต้องสะอาด ก่อนเริ่มวิธีชงนมผงทุกครั้ง คุณแม่ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ขวดนมและจุกนมต้องผ่านการล้างและฆ่าเชื้อด้วยการต้มหรือนึ่งด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อ และควรพักไว้ให้แห้งสนิทบนตะแกรงสะอาด การรักษาความสะอาดในขั้นตอนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารของทารกได้ดีที่สุด 2. ใช้น้ำร้อนผสมน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็นจนเท่าอุณหภูมิห้อง น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำเปล่าที่ต้มเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงจนเป็นน้ำอุ่นประมาณ 40 องศาเซลเซียส ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำอุณหภูมิห้องที่ไม่ผ่านการต้ม เพราะระบบย่อยอาหารของลูกยังบอบบางมาก น้ำอุ่นในระดับที่พอเหมาะจะช่วยให้นมผงละลายได้ดีและไม่ทำลายสารอาหารบางชนิดในนมผง 3. การเตรียม และการตวงนม ลำดับสำคัญของวิธีชงนมผง คือต้อง “เติมน้ำก่อนใส่นมผง” เสมอ โดยตรวจสอบสัดส่วนตามฉลากข้างผลิตภัณฑ์ ใช้ช้อนตวงที่มากับนมตักให้เต็ม เคาะเบาๆ เพื่อไล่ฟองอากาศแล้วปาดให้เรียบเสมอขอบช้อน การตวงที่แม่นยำจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารที่เข้มข้นพอเหมาะ ไม่เจือจางหรือเข้มข้นจนเกินไปซึ่งอาจส่งผลต่อไตของเด็ก 4. วิธีชงนมให้นมผงละลาย เมื่อใส่นมผงลงไปแล้ว ให้ปิดฝาให้สนิทและค่อยๆ หมุนขวดนมเป็นวงกลมหรือแกว่งไปมาเบาๆ เพื่อให้เนื้อนมผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ หลีกเลี่ยงการเขย่าขวดนมแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดฟองอากาศมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกท้องอืด ก่อนให้ลูกทาน อย่าลืมหยดน้ำนมลงบนหลังมือเพื่อทดสอบความร้อนให้มั่นใจอีกครั้ง วิธีเก็บรักษานมที่ชงแล้ว […]

เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ที่เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้วคุณแม่จะรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับอาหารการกิน ก็เพราะทุกอย่างที่คุณแม่ทานเข้าไปจะมีผลต่อลูกน้อยในท้องโดยตรงนี่เนอะ ของบางอย่างที่คุณแม่ทานเป็นปกติทุกวันอาจจะไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป ส่วนของบางอย่างที่เจอทีไรก็ต้องเบ้ปากอาจจะมีประโยชน์มากกว่าก็ได้ อาหารการกินนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะมีผลต่อน้ำหนักและความครบถ้วนสมบูรณ์ของร่างกาย รวมถึงสมองของลูกน้อย แต่เราควรจะเลือกรับประทานอาหารแบบไหนดีล่ะ แล้วขนาดไหนถึงจะเรียกว่าพอดี ลองมาดูกัน! 1. โฟเลตโฟเลตหรือกรดโฟลิกเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคุณแม่มาก ๆ เลยล่ะค่ะ โดยปกติแล้วสาว ๆ บ้านไหนที่เตรียมตัวจะเป็นคุณแม่ คุณหมอก็จะแนะนำให้ซื้อโฟเลตมาทานเพื่อเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ยังไม่ท้องเลย เพราะเจ้าตัวโฟเลตนี้เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจะนำมาใช้ในการสร้างระบบประสาท เซลล์สมอง และไขสันหลังของทารกในครรภ์ ถ้ารับสารอาหารตัวนี้เข้าไปไม่เพียงพอแล้วล่ะก็ อาจจะส่งผลให้ทารกมีความพิการทางสมองได้ค่ะ ส่วนคุณแม่บ้านไหนที่ไม่ได้เตรียมตัวตั้งแต่ก่อนท้องก็ไม่ต้องกลัวนะ ยังไงคุณหมอก็จะสั่งโฟเลตให้ทานทุกวันเพื่อบำรุงอยู่แล้ว บำรุงตอนท้องก็ไม่ได้สายเกินไปค่ะ อีกอย่างอาหารหลาย ๆ อย่างที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันก็มีโฟเลตอยู่บ้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้า ไข่แดง ตับ ฟักทอง แครอท ฯลฯ ที่สำคัญคือคุณแม่ควรจะทานโฟเลตให้ได้วันละ 400-800 ไมโครกรัมกันนะคะ 2. เนื้อสัตว์ต่าง ๆส่วนใหญ่แล้วเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์สำหรับคนท้องจะเป็นจำพวกเนื้อแดงอย่าง “เนื้อวัว” เพราะว่าอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยเรื่องโลหิตจางของคุณแม่ได้ แล้วก็เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อทารกเช่นกัน แต่เนื้อวัวที่คุณแม่ทานควรจะเป็นแบบไร้มัน หรือมันน้อยที่สุดนะคะ เพราะการที่คุณแม่ทานมันเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้คลื่นไส้หรือท้องอืดได้นะ เนื้อไก่นี่ก็เป็นอะไรที่แนะนำ เพราะมีโปรตีนสูงและจะช่วยเรื่องน้ำหนักของลูกน้อยด้วยค่ะ ส่วนเนื้อสัตว์ที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ก่อนก็เป็นพวกอาหารทะเล เพราะมีการตรวจพบสารปรอทในสัตว์ทะเลที่จับมาจากบางที่ค่อนข้างสูงเลยล่ะ […]

ทารกแรกเกิดถึง 28 วัน เป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวอย่างมาก จากที่อยู่ในท้องคุณแม่อย่างอบอุ่นถึง 9 เดือน ออกมาเจอสภาพแวดล้อมภายนอก คุณแม่จึงจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างอ่อนโยนเลยนะคะ อย่าง วิธีอาบน้ำทารก เรื่องดูแลทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยค่ะ วิธีอาบน้ำทารก ควรอาบน้ำวันละกี่ครั้ง คุณแม่มือใหม่ คุณพ่อมือใหม่ คงมีคำถามคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่ไหมคะ ว่าทารกแรกเกิดควรอาบน้ำเช้า-เย็นหรือไม่ จริง ๆ แล้วเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 เดือน ควรจะอาบแค่วันละ 1 ครั้ง อาบในช่วงสายหรือบ่ายของวันเลยค่ะ และเด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไปสามารถอาบน้ำได้วันละ 2 ครั้ง ส่วนการสระผมเด็กแรกเกิด – 2 เดือน สระเพียง 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้นค่ะ อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด อ่างอาบน้ำใส่น้ำอุ่น อ่างอาบน้ำเด็ก ควรจะกันกระแทกได้ดี อาจจะมีแผ่นวัดอุณหภุมิน้ำ ช่วยทำให้คุณแม่หรือพี่เลี้ยงเตรียมน้ำให้น้องได้ง่าย ได้อุณหภูมิที่เหมาะสมกับสภาพผิวทารก สบู่เหลวอาบน้ำเด็กแรกเกิด ต้องมีความอ่อนโยน ค่า pH […]

อาการลูกแหวะนมเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด แต่คุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าความถี่แบบไหนที่เรียกว่าปกติ หรือแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนของโรค การทำความเข้าใจสาเหตุที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไร จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่รับมือได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเติบโตอย่างมีความสุขและสบายตัวในทุกมื้ออาหาร สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกแหวะนม และอาการที่ต้องระวัง แม้การที่ลูกแหวะนมจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่างพัฒนาการตามวัยกับการเจ็บป่วย โดยคุณแม่ต้องสังเกตทั้งปริมาณความถี่ พฤติกรรมการกิน และสัญญาณความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวของลูกน้อย ระบบย่อยอาหารทารกและการทำงานของหูรูดกระเพาะ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไรนั้นมาจากกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ในช่วง 4 เดือนแรก ประกอบกับกระเพาะอาหารของทารกยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อรับน้ำนมในปริมาณที่มากเกินไป น้ำนมจึงไหลย้อนกลับออกมาได้ง่ายนั่นเอง สัญญาณเตือนภาวะกรดไหลย้อนหรืออาการแพ้นมวัว หากลูกแหวะนมบ่อยเกินไปร่วมกับอาการร้องงอแง ปฏิเสธการดูดนม หรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือการแพ้นมวัว ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตว่ามีผื่นขึ้นหรือถ่ายผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ทันที 9 เทคนิคช่วยลดอาการลูกแหวะนม ให้ลูกน้อยสบายตัว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้นมสามารถช่วยลดอาการลูกแหวะนมได้ในหลายกรณี โดยคุณแม่สามารถนำ 9 เทคนิคนี้ไปปรับใช้เพื่อให้ลูกน้อยย่อยง่ายขึ้น 1. ป้อนนมก่อนลูกหิวจัดเพื่อลดการรีบทานจนสำลัก เมื่อลูกหิวมากเกินไปจะทำให้เขารีบดูดนมอย่างรวดเร็วและกลืนอากาศเข้าไปในกระเพาะปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดแรงดันจนลูกแหวะนมออกมาได้ง่าย การให้ลูกกินนมในจังหวะที่เขายังไม่หิวจัดจึงช่วยลดโอกาสการเกิดแก๊สในท้องได้อย่างดี 2. ควบคุมจังหวะการให้นมอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบเกินไป การรีบป้อนนมจะทำให้ลูกกลืนลมเข้าไปมากกว่าปกติ คุณแม่ควรค่อย ๆ ให้ลูกดูดนมอย่างช้า ๆ และหยุดพักเป็นระยะ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ทันจังหวะการกลืน ช่วยลดโอกาสที่น้ำนมจะล้นออกมาจนเกิดอาการลูกแหวะนมหลังมื้ออาหาร 3. จัดท่าศีรษะให้สูงกว่าลำตัวขณะลูกกำลังดูดนม ท่าทางมีผลอย่างมากต่อการเดินทางของน้ำนม คุณแม่ควรจัดให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอขณะให้นม […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event