เทคนิค กล่อมลูกนอน ด้วย White noise

ปัญหาลูกทารกนอนยาก ไม่ยอมนอน ถือเป็นหนึ่งปัญหาปวดหัวใจ ทำคุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้านเครียดและไม่สบายใจไปตามๆ กัน เพราะเมื่อลูกนอนยาก งอแง ไม่ยอมหลับ ก็มักจะงอแงร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล ปลอบอย่างไรก็ไม่หาย กว่าจะนอนได้ก็นานเป็นชั่วโมง  แถมเวลาลูกหลับแล้วตื่นมาทีไรก็ยังงอแง อารมณ์ไม่ดี เลี้ยงยากจนคุณแม่ๆ ทั้งหลายเพลียใจ

ลูกน้อยทารกควรนอนมากแค่ไหน ?

คุณแม่รู้ไหมว่าลูกทารกวัยแรกเกิด- 1 เดือน นอนกลางวันถึงวันละ 8-9 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 8-9 ชั่วโมง รวม 15-18 ชั่วโมงต่อวัน  ส่วนลูกวัย 1 -3 เดือน นอนกลางวันวันละ 6-7 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 9-10 ชั่วโมง   รวมประมาณ 15 ชั่วโมง  จนเมื่อลูกน้อยวัย 6 เดือน เริ่มนอนน้อยลง คือ นอนกลางวันลงเหลือ 3-4 ชั่วโมง และกลางคืน 10-11 ชั่วโมง รวม 14-15 ชั่วโมง  จนลูกโตถึงวัย 1 ปี จะนอนกลางวันน้อยลงเหลือ 2-3 ชั่วโมง และกลางคืน 11-12 ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่าลูกน้อยจำเป็นต้องนอนยาวนานมากเพียงพอ  ซึ่งปัญหาลูกไม่ยอมนอน นอนยาก หลับไม่สนิท ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไข เนื่องจากหากปล่อยไว้นาน จะส่งผลทำให้การเจริญเติบโตของลูกไม่เต็มที่ พัฒนาการทางร่างกาย สมองและอารมณ์ไม่พัฒนาได้ดีตามวัย เพราะการนอนหลับที่ยาวนานและเพียงพอ มีส่วนสำคัญต่อการช่วยให้ลูกน้อยเติบโตได้ดี มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าทุกด้าน ฉะนั้นอย่ารอช้า  ควรรีบหาวิธีการแก้ปัญหานี้ทันทีค่ะ

White noise ตัวช่วยกล่อมลูกนอน ดี มีสมาธิ

คุณแม่รู้ไหมว่า มีเทคนิคการกล่อมลูกน้อยให้นอนหลับได้ง่าย แก้ปัญหาลูกนอนยาก ด้วยการใช้ White noise กล่อมลูกน้อยให้นอนหลับง่าย ผ่อนคลาย แถมยังช่วยสร้างสมาธิให้ลูกเบบี๋ได้อีกด้วย

White noise คืออะไร?

White noise คือเสียงบำบัดสีขาว หรือเสียงที่ได้ยินแล้วทำให้เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย สบายใจ  โดยเป็นเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ มีความราบเรียบ เมื่อได้ยินแล้วจะทำให้คนฟังมีสมาธิ มีความสงบในจิตใจ และทำให้คนฟังจดจ่ออยู่กับเสียงนั้น ตัดความวุ่นวายหรือสนใจเสียงอื่นๆ ทำให้คนที่ได้ยินเสียง White noise เกิดความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ และนอนหลับได้ง่ายนั่นเอง

เสียงแบบไหน เรียกว่า White Noise ?

White noise เป็นเสียงหรือดนตรีที่มีความถี่สม่ำเสมอต่อเนื่อง มีลักษณะคล้ายกับเสียงพัดลม  เสียงฝน เสียงไดร์เป่าผม เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงวิทยุซ่าๆ เสียงของน้ำไหล เสียงของลมที่พัดผ่านใบไม้ เสียงนกร้อง เสียงของสัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งเสียงที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า และเสียงที่เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสียงที่ดังในระดับเดียวกันและสม่ำเสมอ

ทำไม? White noise ช่วย กล่อมลูกนอน ได้

เพราะขณะที่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์คุณแม่ตลอดเวลา 9 เดือน ลูกจะคุ้นเคยกับเสียงที่ได้ยินเป็นประจำผ่านหน้าท้องคุณแม่ ได้แก่ เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของคุณแม่  เสียงหึ่งๆ จากอากาศและเสียงน้ำเวลาที่ลูกน้อยกำลังลอยอยู่ในน้ำคร่ำ  ทำให้ลูกน้อยเบบี๋คุ้นชินกับเสียงในลักษณะนี้มายาวนาน  ซึ่งเสียงแบบนี้คือเสียง White noise ที่มีความราบเรียบ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้เสียง White noise ที่มีถี่สม่ำเสมอคล้ายหรือเลียนแบบเสียงหัวใจแม่และอื่นๆ จึงทำให้ลูกทารกรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศเดิม ทำให้ลูกเคลิ้มหลับหรือเงียบสงบลงได้

มาใช้ White noise กล่อมลูกนอน กันเถอะ

ปัจจุบันมีตัวช่วยมากมาย ที่สร้างเสียง White noise ให้ลูกน้อยทารกฟังได้ง่าย ช่วยให้คุณแม่กล่อมลูกด้วยเสียงดีๆ แก้ปัญหาหลับยากได้ แถมยังมีผลไม่ได้ช่วยแค่เด็กทารกเท่านั้น เพราะสามารถใช้เสียงดีๆ นี้ได้ทั้งกับเด็กโตและในผู้ใหญ่ เพื่อช่วยให้หลับได้ง่ายเช่นกัน

  • สร้างเสียง White noise เอง เช่น เปิดพัดลมให้ได้ยินเสียงพัดลมพอเบาๆ เปิดซีดีเสียงน้ำตกไหลให้ลูกฟัง และเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น เครื่องดูดฝุ่น หรืออื่นๆ  แต่วิธีการนี้อาจไม่ได้ยินเสียงที่สม่ำเสมอเท่าไร หรือบางครั้งเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่เราควบคุมไม่ได้ อาจไม่ได้ดังพอดี  เสียงดังบ้างเงียบมาก หรือมีเสียงดังมากเกินไปจนทำให้ลูกไม่หลับ  และยังอาจดังจนไปรบกวนคนในครอบครัวได้อีกด้วย
  • ใช้เสียง White noise จาก App เพราะปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่เกือบทุกท่านจะใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นที่มีเสียง White noise มาเปิดให้ลูกฟังได้  ซึ่งไม่ว่าจะใช้โทรศัพท์ระบบ iOS หรือ Android ก็สามารถโหลดแอพมาแล้วเปิดให้ลูกฟังได้เลย ตัวอย่างแอพที่มีเสียง White noise เช่น White Noise Free, Baby  White Noise Box  แต่การใช้เสียง White noise ผ่านแอพฯ นั้น จะต้องเปิดให้ลูกฟังเป็นเวลาค่อนข้างนาน ก็อาจจะทำให้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ของคุณพ่อคุณแม่แบตหมดได้ และยังทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์เพื่อทำงานหรือติดต่อเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย
  • ใช้เปลไกวไฟฟ้า/เปลไกวอัตโนมัติ ที่มี White noise สำหรับครอบครัวยุคใหม่แนะนำให้เลือกใช้เปลไกวไฟฟ้าหรือเปลไกวอัตโนมัติที่รวมทุกฟังก์ชั่นเพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายดาย สะวดก สบายใจ ประหยัดเวลาและคุ้มค่าไปพร้อมกัน

เปลไกวอัตโนมัติบางรุ่น มีเสียงประเภท White noise ประกอบเพื่อกล่อมลูกน้อยให้นอนหลับสนิท หลับได้เร็วและยาวนาน  โดยมีเสียงดนตรีและเสียงธรรมชาติให้เลือกถึง 8 แบบ ช่วยสร้างบรรยากาศการนอนหลับให้ลูกน้อยได้อย่างดี หรือแม้จะเป็นการนั่งเล่นนอนเล่น ก็เปิดเสียงดนตรีเพื่อพัฒนาและกระตุ้นการได้ยิน ให้ลูกน้อยเพลิดเพลิน สงบ มีสมาธิ ให้ลูกอารมณ์ดีและนอนหลับได้ยิ่งขึ้น

และไม่ใช่แค่เสียงดนตรีที่ช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่ายและยาวนาน การใช้เปลไกวไฟฟ้ายังช่วยแกว่งไกวให้ลูกนอนสบายคล้ายการอยู่ในท้องแม่ เรียกได้ว่าซื้อครั้งเดียวสุดคุ้มค่า เพราะคุณพ่อคุณแม่จะได้ทั้งเปลนอนลูก แบบที่ไม่ต้องมานั่งไกวเอง เพราะเปลสามารถตั้งระดับการไกวและตั้งเวลาไกวเปลได้อัตโนมัติ พร้อมกับมีเสียง  White noise กล่อมลูกน้อยให้เลือกมากมาย ให้ครอบครัวคุ้มค่าสะดวกสบายแบบ 2 in 1

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวพร้อมกับลูกวัยเบบี๋ อาจทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านกังวลใจในการ พาลูกขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ลูกน้อยจะเดินทางไหวไหม? ต้องเตรียมของใช้อะไรไปบ้าง? ลูกเดินทางได้อายุเท่าไร? มีอะไรที่เอาขึ้นเครื่องบินไปได้หรือไม่ได้บ้าง?  จะนั่งตรงไหนให้ปลอดภัยเลี้ยงลูกได้สะดวก? ลูกหิวหรือร้องงอแงจะทำอย่างไรได้บ้างนะ? ทุกเรื่องที่คุณแม่กังวลใจจัดการได้ไม่ยาก แค่เพียงทำตามข้อมูลและคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ 4 เรื่องต้องรู้ก่อน พาลูกขึ้นเครื่องบิน เมื่อคุณแม่รู้ว่าจะต้องเพินทางพร้อมลูกวัยเบบี๋ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหาข้อมูล สอบถามกฎและรายละเอียดจากสายการบิน และวางแผนการเดินทางและอุปกรณ์ของใช้ให้ครบถ้วน อาทิ » หาข้อมูลก่อนเดินทาง ตรวจสอบกับสายการบิน ว่าอายุเด็กทารกที่เดินทางได้คือเท่าไร เพราะแต่ละสายการบินอาจมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตามความจริงและพัฒนาการของเบบี๋แล้ว ควรให้ลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปจึงเดินทางได้เพื่อสุขภาพ สุขอนามัยและความปลอดภัย แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินได้ โดยบางสายการบินเด็กทารกที่เดินทางได้ต้องอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือบางสายการบินอาจให้ทารกอายุตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป  หรืออาจอนุญาตให้อายุน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ สอบถามหาข้อมูลเรื่องการจองตั๋ว การเลือกที่นั่ง และค่าโดยสารสำหรับเด็กเล็ก  แจ้งสายการบินล่วงหน้า สอบถามเรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับเด็ก   ศึกษาข้อบังคับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน สอบถามหรือหาข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ ในการขึ้นเครื่องบิน ว่าสามารถนำอุปกรณ์ของใช้อะไรบ้าง ที่ขึ้นเครื่องบินเพื่อดูแลลูกทารกระหว่างการเดินทางได้ เช่น » เตรียมพร้อมอุปกรณ์ของใช้ในการเดินทางให้ลูกทารก รถเข็นเด็ก […]

เพราะลูกน้อยคือที่สุดของความรักจากใจแม่ไม่มีอะไรเทียบได้ คุณแม่ทุกท่านจึงต้องเลือกและหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเสมอ และ “น้ำนมแม่” คือหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด และดีที่สุดต่อลูกน้อย เป็นอาหารที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน  ด้วยเพราะน้ำนมนั้นกลั่นมาจากอกจากธรรมชาติในร่างกายแม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างครบถ้วน ซึ่งการให้นมแม่ได้ยาวนานที่สุด และเต็มที่ที่สุดแก่ลูกน้อย  นอกจากจะส่งผลดีเยี่ยมต่อพัฒนาการในทุกด้าน สร้างเสริมภูมิต้านทานทำให้ลูกกินนมแม่ไม่ป่วยง่าย ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากมาย รวมถึงการให้นมแม่ยังดีต่อสุขภาพแม่ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว มีส่วนช่วยคุมกำเนิดได้ในช่วงหนึ่ง  พร้อมกับทำให้สุขภาพและรูปร่างของคุณแม่กลับคืนมาหุ่นดีได้เร็วและง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยได้รับพลังคุณค่าสารอาหารจากน้ำนมนมแม่ให้ยาวนานเต็มที่ คุณแม่ทุกท่านจึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสต๊อกน้ำนมสะสมไว้ให้ลูกมากๆ  และหลายๆ ท่านก็เป็นคุณแม่นักปั๊มได้สำเร็จ มีน้ำนมแม่ให้ลูกเต็มที่ เต็มตู้แช่  แต่ทว่าปัญหาที่คุณแม่กลับต้องพบเจอ คือ ลูกไม่กินนมสต๊อก ที่ทำไว้  จึงมีคำถามมากมายว่าทำไม? ลูกจึงไม่ยอมกิน เพราะเป็นนมแม่เหมือนกัน เราจึงชวนมาดูสาเหตุที่ลูกน้อยไม่ยอมกินนมสต๊อก พร้อมกับวิธีการฝึกลูกน้อยกินนมแม่จากสต๊อกว่าต้องทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ ให้ลูกน้อยกินนมได้แม่ยาวนาน ได้รับที่สุดของโภชนาการนมแม่นี้อย่างเต็มที่ไปจนโตค่ะ สาเหตุที่ ลูกไม่กินนมสต๊อก วิธีฝึกลูกน้อยกินนมสต๊อก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกน้อยไม่กินนมสต๊อก คุณแม่จะต้องเตรียมตัวหรือฝึกลูกน้อยให้กินนมแม่สต๊อกจากขวดล่วงหน้า และแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ เมื่อคุณแม่รู้สาเหตุของการปฏิเสธนมสต๊อกของลูกแล้ว ก็สามารถแก้ไขและฝึกลูกได้ โดยขอเพียงหมั่นฝึกฝนตามวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ พร้อมกับใช้ตัวช่วยต่างๆ เช่น เครื่องอุ่นนม จุกนมที่ดี  ร่วมกับการละลายนมสต๊อกที่ถูกต้อง และเทคนิคอื่นๆ โดยที่ไม่ให้ลูกกินนมอื่นๆ เด็ดขาด ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะยอมกินนมแม่ที่สต๊อกไว้ได้ต่อเนื่อง  เติบโตแข็งแรงด้วยพลังคุณค่าจากน้ำนมแม่ยาวนานแน่นอนค่ะ

แพมเพิส หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป เรียกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กที่จะใช้กันตั้งแต่แรกเกิด เพราะว่าช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาในการซักทำความสะอาด แถมเวลาออกจากบ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปื้อนเลอะ ซึ่งคุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่าจะให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่กันค่ะ ให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ชวนคุณแม่ทำความเข้าใจก่อนให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส หนึ่งในคำถามยอดนิยมของเหล่าคุณแม่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลที่ว่าลูกจะติดแพมเพิส ความสะดวกสบายในการสวมใส่ของเด็ก ฯลฯ อีกมากมาย สำหรับเรื่องของช่วงเวลาของการเลิกแพมเพิสนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ถ้าจะถามว่าควรเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี จริงๆ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวค่ะ อยากให้ดูจากความพร้อมของลูก และคุณพ่อ คุณแม่ มากกว่า เด็กบางคน 8 เดือนก็เลิกได้แล้ว บางคนก็มาเลิกได้ตอนช่วงก่อนเข้าโรงเรียนในช่วง 3 – 4 ขวบ ดังนั้น BabyGift จึงพูดได้ว่าไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปกดดันน้องๆ ให้ลูกของเรามีความพร้อมจะดีที่สุดค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องอดทนและให้กำลังใจเด็ก เพราะว่าการฝึกขับถ่ายเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ และแต่ละคนมีจังหวะที่แตกต่างกัน ไม่ควรกดดันหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น และหากว่าคุณแม่มีข้อกังวลอื่นๆ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเลิกแพมเพิส ? สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ให้ลูกสบายใจ […]

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

ไม่ว่าแม่ท้องท่านไหนก็ไม่มีใครอยากจะอยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงกันทั้งนั้นแหละใช่มั้ยคะ คุณแม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องภาวะครรภ์เสี่ยงมาบ้างแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการแบบไหนกันแน่ วันนี้เราจะนำเรื่องเกี่ยวกับภาวะครรภ์เสี่ยงมาฝากคุณแม่กันค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงก็คือการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวคุณแม่เองและลูกในท้อง ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้ลูกเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่คลอด ในขณะคลอด หรือหลังคลอดได้ค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงมักจะเกิดกับคุณแม่ที่เคยแท้งมาก่อน หรือเคยคลอดก่อนกำหนด คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ หรือตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี หรือมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากเนื้องอกในมดลูก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่ท้อง การท้องลูกแฝดหรือแม้แต่การที่ลูกในท้องอยู่ในท่าที่ไม่ปกติ มีข้อไหนที่ตรงกับคุณแม่บ้างมั้ยคะ ถ้ามีคุณแม่รีบปรึกษาคุณหมอแล้วก็เข้ารับการตรวจตามกำหนดและปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดนะคะ เพราะคุณแม่ที่มีภาวะเสี่ยงจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็คุณแม่จะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างน้อยหนึ่งอย่างโดยคุณหมอตามด้านล่างนี้ด้วยค่ะ การตรวจประเมินภาวะครรภ์เสี่ยงโดยคุณหมอ 1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound) การตรวจแบบอัลตราซาวด์ก็คือการตรวจโดยใช้คลื่นความถี่สูงเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตอนตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของรกหรือของลูกน้อยในท้องค่ะ นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวด์ยังสามารถบอกปริมาณน้ำคร่ำ รูปร่างของมดลูกและอัตราการเต้นของหัวใจทารกได้ด้วยนะ 2. การตรวจกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์  กลุ่มอาการดาวน์ก็คือดาวน์ซินโดรมที่เราเรียกกันโดยทั่วไปนี่แหละค่ะ สำหรับการตรวจหากลุ่มดาวน์นี้จะสามารถทำได้หลายวิธี เช่น 3. การเจาะน้ำคร่ำ การตรวจโดยเจาะน้ำคร่ำนี้จะทำเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ค่ะ เอาตรงๆ การเจาะน้ำคร่ำนี่เจ็บมาก แต่ก็ต้องทนอ่ะเนอะเพื่อความปลอดภัยของลูกเรา คุณหมอจะเจาะน้ำคร่ำเพื่อนำเซลล์ของลูกมาใช้ตรวจวิเคราะห์หาโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่นพวกโรคธาลัสซีเมีย โครโมโซมผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ค่ะ 4. การตรวจอื่นๆ ตามความเห็นของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น การเจาะเลือดจากสายสะดือ การตรวจการทำงานของหัวใจทารกในครรภ์ (Non-Stress […]

การตัดสินใจมีลูกสักคน นับเป็นเรื่องสำคัญของครอบครัว เพราะการมีลูกนั้นมักจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้ว และหันมาคำนึงถึงค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่การฝากครรภ์ การคลอดบุตร การเลี้ยงดูบุตร แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ วันนี้ BABYGIFT จะพาไปดูกันว่าหากใช้ สิทธิประกันสังคมคนท้อง คุณแม่เบิกค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง ไปดูพร้อมๆกันเลย สิทธิเบิกจ่ายค่าฝากครรภ์ ค่าตรวจครรภ์ ประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิเบิกจ่ายค่าฝากครรภ์ ค่าตรวจครรภ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561ให้กับผู้ประกันตนสำหรับคนท้องอีก 1,000 บาท ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินเข้าประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่ใช้สิทธิ โดยจ่ายตามอายุครรภ์ ดังนี้ คุณแม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน แล้วนำใบเสร็จกับใบรับรองแพทย์มาเบิกจ่ายทีหลังได้เลยที่ประกันสังคมทั่วประเทศ โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตรก่อน สิทธิเบิกจ่ายค่าคลอดบุตร คุณแม่ท้องสามารถใช้สิทธิประกันสังคม เบิกค่าคลอดบุตรได้ในอัตราเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อครั้งเช่น ค่าทำคลอด ค่าห้องพัก ค่ายา หรือค่าบริการอื่นๆ โดยสามารถเบิกค่าคลอดบุตรได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ซึ่งหมายความว่า หากคุณแม่คลอดบุตรคนที่ 3คุณแม่จะไม่สามารถเบิก ค่าคลอดบุตรได้อีก ยกเว้นถ้าคุณพ่อก็เป็นผู้ประกันตนด้วย ก็สามารถใช้สิทธิของคุณพ่อกับบุตรคนที่ 3 […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid