แชร์ 10 วิธีรับมือ ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นนอกบ้าน
หลายครั้งที่เห็น ลูกร้องไห้ ชอบโวยวายเวลาถูกขัดใจในที่สาธารณะ บางครั้งถึงกับลงไปนอนดิ้นบนพื้นกันเลย ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อยสำหรับผู้ปกครอง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกตัวเองอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความทำเข้าใจในวัยของลูกก่อน ซึ่งการเตรียมพร้อมรับมือและฝึกลูกสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้าง EQ ให้ลูกได้ ให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ของตนเอง และฝึกควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้
ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นในที่สาธารณะ จะแก้ไขอย่างไรดี
เด็กวัยไหน ร้องไห้อาละวาดบ่อยที่สุด
ลูกร้องไห้ อาละวาดในเด็ก จะพบได้ตั้งแต่อายุ 12 – 18 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะพบบ่อยในช่วงอายุ 2 – 3 ปี ซึ่งมีสถิติพบว่า เด็กประมาณ 50-80% จะมีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุ 4 ปี ซึ่งส่วนใหญ่การร้องอาละวาดของเด็กมักจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

สาเหตุ ลูกร้องไห้ อาละวาดดิ้นบนพื้น
- เด็กเริ่มมีพัฒนาการด้านอารมณ์
เป็นพัฒนาการปกติที่เด็กเริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) แต่วัย 1 – 3 ปี จะยังไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้ดีนัก ไม่รู้ว่าจะแสดงอารมณ์อย่างไร แบบไหน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อเวลาที่ถูกขัดใจ ไม่พอใจ โกรธและเสียใจ เกิดความคับข้องใจ ก็จะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงมักแสดงออกมาในรูปของการกรีดร้อง ร้องไห้ไปกรี๊ดไป นอนชักดิ้นชักงอกับพื้น กระทืบเท้าไม่พอใจ ฟาดแขนขา ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น
- เกิดจากการเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป
ลูกร้องไห้โวยวายอยากได้อะไร ก็รีบให้ทันที เพราะทนเห็นลูกร้องไห้ไม่ได้ ซึ่งการทำแบบนี้ ลูกก็จะเรียนรู้ว่าการที่เขาอาละวาดเสียงดัง เขาก็จะได้ดั่งใจเสมอ ทำให้ลูกเอาแต่ใจมากขึ้น หรือบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ครั้งนึกจะเข้มงวด ก็ใช้วิธีลงโทษที่รุนแรงเกินไป ทั้ง ตำหนิเสียงดัง ดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็เป็นอีกสาเหตุทำให้ลูกหงุดหงิดไม่พอใจได้ง่าย
- ลูกมีพื้นอารมณ์แบบเด็กเลี้ยงยาก (Difficult temperament)
ลูกมีจังหวะการนอน การกิน หรือการขับถ่ายไม่เป็นเวลา ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยาก อารมณ์หงุดหงิดง่าย มีความอดทนต่ำ ความรู้สึกไวต่อสิ่งเร้าทางร่างกาย อารมณ์และความรู้สึก ทำให้ร้องอาละวาดได้ง่าย ยิ่งหากพ่อแม่ตอบสนองต่อความต้องการไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
- ลูกมีปัญหาสุขภาพและพัฒนาการ
เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาสายตาหรือการได้ยิน มีพัฒนาการภาษาล่าช้า จึงทำให้สื่อสารในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ จึงแสดงด้วยอาการร้องอาละวาดได้ง่าย

10 วิธีรับมือ เมื่อลูกงอแงร้องไห้ดิ้นบนพื้น
- อุ้มลูกขึ้น จับให้เขาหยุด หากเห็นว่าลูกร้องไห้มีอาการรุนแรงถึงขั้นขว้างปาสิ่งของ หรืออาจได้รับอุบัติเหตุ ให้คุณพ่อคุณแม่รีบเข้าไปรวบตัว อุ้มจับให้เค้าหยุดทันที แล้วค่อย ๆ พูดกับลูกว่า ไปกันลูก หนูทำแบบนี้ไม่ได้นะ ห้ามทำลายข้าวของ แม่รู้ว่าหนูโกรธ แต่ทำไม่ได้
- นิ่งเฉย ใช้ความสงบสยบอารมณ์ลูก หากอยู่ที่สาธารณะกลางห้างหรือตลาด ให้จับลูกออกมาห่างจากสินค้า หรือคนอื่นจะได้ไม่รบกวนคนอื่น และปล่อยให้ลูกดิ้นไป ไม่ต้องสนใจ เดินหนีออกมา บอกลูกว่าแม่จะไปก่อนหากหนูไม่เงียบ แล้วรอให้เค้าสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปหาลูก

- ปลอบด้วยการกอด พูดด้วยเหตุผล ว่าพ่อแม่เข้าใจลูกรู้ว่าหนูไม่พอใจ แต่ให้ไม่ได้ หนูทำไม่ได้ เพราะเด็กบางคนแค่ต้องการความสนใจ ให้รู้ว่าเขาไม่พอใจหรือเสียใจ ฉะนั้นแค่การกอดลูกเบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูกเป็นอะไร ลูกเจ็บตรงไหนรึเปล่า เป็นการดึงสติให้ลูกสงบและว่าพ่อแม่ใส่ใจ ลูกจะค่อย ๆ รู้สึกถึงสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่นจากพ่อแม่ทำให้ ความโกรธ โมโห น้อยใจต่าง ๆ จะลดลง
- ไม่ตำหนิ ลงโทษ ตี ดุว่า ตะคอก หรือหงุดหงิดใส่ เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอยากเอาชนะ และการใช้กำลังจะทำให้ทำลูกรู้สึกกดดัน เกิดการต่อต้านหนักมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ลงโทษเมื่อลูกร้องอาละวาด
5. ดึงดูดความสนใจลูกด้วยสิ่งอื่น เวลาที่ลูกร้องไห้บนพื้น คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงแรกโดยเฉพาะเด็กเล็ก เช่น “ไม่ร้องนะคะคนเก่ง อุ้ย..ไปดูปลาตรงโน้นกันดีกว่า” “ดูสิตรงนั้นมีแมวเหมียว ไปดูกันนะจ๊ะ” หรือ ลองหาของเล่นเด็กดึงดูดความสนใจ เช่น HUILE TOYS พวงมาลัยรถ Happy Mini Steering Wheel, HUILE TOYS ชุดกระเป๋าแต่งหน้า Princess Suitcase หรือ Prince&Princess กล้องถ่ายรูป ของเล่นเด็ก รุ่น Instant Polaroid ซึ่งเป็นของเล่นที่ดึงดูดความสนใจได้ดี ปรับเปลี่ยนการเล่นได้หลากหลาย ให้เด็ก ๆ ไม่เบื่อง่าย ๆ

- ใช้วิธีแยกลูก หากลูกโตขึ้นมาอยู่ในวัยอนุบาลขึ้นไป เวลาร้องดิ้นอาละวาด อาจใช้วิธีแยกให้ลูกอยู่คนเดียว (time-out) และเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก เพื่อให้ลูกได้สงบสติอารมณ์ก่อนพูดคุยกัน
- หากลูกทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่นหรือทำลายข้าวของ ให้จับลูกออกมาจากบริเวณนั้น กอดหรือจับมือลูกไว้จนกว่าเด็กจะสงบ
- เมื่อลูกสงบแล้วให้เข้าไปคุยกับตามปกติ ถึงสิ่งเกิดขึ้นและวิธีการแก้ไข พูดด้วยเหตุและผลและแสดงความเข้าใจ ว่าแม่รู้ว่าหนูอยากได้ หนูโกรธแต่อันนี้เรามีแล้ว เราไม่ซื้อแล้ว หรือให้ลูกรู้จักรอ เช่น เอาไว้วันเกิดค่อยซื้อใหม่ เพื่อสอนให้เค้า ความอดทน รู้จักรอ ซึ่งช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถ้าสอนบ่อย ๆ ลูกก็จะรู้ได้เอง เป็นการฝึกให้ลูกมี EQ คือ ความฉลาดทางด้านอารมณ์ รู้อารมณ์ของตนเอง สามารถควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ
- สังเกตและดูแลความปลอดภัยให้ลูก พ่อแม่ต้องตรวจสอบสถานที่โดยรอบว่าปลอดภัยหรือไม่ในขณะที่ลูกร้องดิ้นบนพื้น เช่น ไม่มีสิ่งของแตกหัก ไม่มีของใช้ที่จะตกหล่นลงมาทำอันตราย ลูกไม่ทำร้ายใคร หรือขว้างปาข้าวของ เพราะหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือเสี่ยงต่ออุบัติเหตุควรรีบหยุดลูก และอุ้มพาลูกออกไปทันที ไม่ต้องรอปลอบโยน หรือปล่อยให้ลูกสงบเอง แม้ลูกจะร้องอยู่ก็ตาม

วิธีสอนและป้องกันไม่ให้ลูกแสดงพฤติกรรมร้องไห้ดิ้นบนพื้น
- กำหนดกฎกติกาให้เหมาะสมกับอายุลูก โดยทำข้อตกลง กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ลูกทำได้หรือทำไม่ได้ให้ชัดเจน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นอย่างสม่ำเสมอ หรืออาจจะสัญญากับลูกก่อนว่า ถ้าลูกอยากไปด้วย ห้ามงอแง ห้ามโวยวาย ไม่อย่างนั้นแม่จะไม่พาไปข้างนอกอีก สอนให้เขารักษาสัญญา
- เตือนล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ลูก เช่น เตือนล่วงหน้า ว่าอีก 10 นาที เรามาเก็บของเล่นกันแล้วไปทานข้าวนะจ๊ะ ซึ่งการให้ลูกเลิกกิจกรรมที่สนใจ ให้เลิกเล่น ถ้าให้เลิกเลยตอนนั้น อาจกระตุ้นให้ลูกไม่พอใจ จึงควรเตือนลูกล่วงหน้าหรือให้ทางเลือกก่อนจะให้เขาเลิกทำกิจกรรมนั้น
- สอนลูกให้ใช้คำพูดแสดงความรู้สึก เช่น “หนูโกรธแล้วนะ” หรือตั้งคำถามว่า “ทำไมหนูถึงซื้อของเล่นนี้ไม่ได้”เพื่อให้ลูกรู้จักวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ บอกอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้พ่อแม่เข้าใจ โดยไม่ใช้วิธีแสดงอารมณ์ทางร่างกายหรือใช้ความรุนแรง
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกหงุดหงิดง่าย เช่น การทำกิจกรรมที่เกินสามารถตามวัย ของลูก เพราะลูกอาจจะยังทำไม่ได้ หรือควรให้เวลาลูกในการช่วยเหลือตัวเองหรือเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ลูกหงุดหงิดที่ตัวเองทำไม่ได้ทันที แต่หากลูกเริ่มหงุดหงิดควรพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ หรือบอกลูกว่าเอาไว้ลองทำใหม่ในครั้งหน้าแทน
- เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ไม่พูดหรือแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง เพราะลูกจะเลียนแบบได้ และควรแสดงออกถึงสิ่งดี ๆ เป็นตัวอย่างให้ลูก เช่น “พ่อขอโทษนะครับที่ทำให้ลูกรอ” “ขอบคุณนะคะที่ให้ของเล่นแม่” เป็นต้น เพื่อให้ลูกซึมซับการแสดงออกที่เหมาะสมได้
แต่ถ้าหากพยายามสอนและลองทำทุกวิธีแล้ว แต่ลูกยังไม่เชื่อฟัง ยังอาละวาดเป็นประจำ อาจลองพาลูกไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะ เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมกับลูก เพื่อให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันราชานุกูล และ โรงพยาบาลสินแพทย์
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
ลูกควรเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่? อยากฝึกให้ลูกนั่งกระโถน นั่งชักโครกขับถ่ายเองได้เริ่มเมื่อไหร่ดี? คงเป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักสงสัยกันใช่ไหมคะ เพราะการฝึกลูกให้เลิกใส่ผ้าอ้อม ฝึกลูกนั่งกระโถน ไปจนฝึกให้เข้าห้องน้ำเองได้ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมที่จะเลิกใส่ผ้าอ้อม พร้อมนั่งกระโถนแล้ว มาเช็กกันเลยค่ะ ทำไมต้องฝึกลูกเรื่องขับถ่าย การฝึกลูกขับถ่ายให้เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ ที่เหมาะสมตามวัย รวมถึงเป็นการปลูกฝังด้านสุขอนามัย ความสะอาด รู้จักร่างกายตัวเอง และรู้จักการช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นได้ หากพ่อแม่ไม่สอนลูกเรื่องการขับถ่าย ปล่อยให้ขับถ่ายในผ้าอ้อมไปจนโต จะทำให้ลูกมีการขับถ่ายที่ไม่เหมาะสมตามวัย เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน จะทำให้มีปัญหาในการดูแลความสะอาด อาจเกิดการขับถ่ายเล็ดราด หรือยังต้องใส่ผ้าอ้อมจนอึดอัด ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ ส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ ฝึกลูกนั่งชักโครก เลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ตอนไหน? วัยที่มีพัฒนาการและพฤติกรรมพร้อมพี่จะเริ่มฝึกได้ ควรเริ่มเมื่ออายุ 1 ปี – 1 ปี 6 เดือน และมักจะทำได้ดีตอนอายุ 2 ปี หรือเด็กบางคนอาจจะมาฝึกตอนอายุ 2 ปี และนั่งกระโถนได้เองตอนอายุ 3 ปี หรือบางคนอาจทำได้เมื่อโตกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสัญญาณต่าง ๆ ที่แสดงออกมาทั้งทางร่างกาย การสื่อสาร และความต้องการของลูก ไม่ควรเกิดจากการบังคับลูก 8 สัญญาณที่บอกว่าลูกพร้อมนั่งกระโถนเองได้แล้ว 7 เทคนิคฝึกลูกขับถ่าย […]
พอใกล้จะสิ้นปีคุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มวางแพลนเที่ยวกันแล้วใช่มั้ยล่ะคะ ก่อนจะเริ่มจองที่พัก คุณแม่ก็คงจะฉุกคิดว่า เอ๊ะ คนท้องขึ้นเครื่องบินได้มั้ยนะ? แล้วขึ้นได้ถึงกี่เดือน? สองคำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับแม่ท้องทั้งหลายทุกช่วงวันหยุดยาวเลยค่ะ วันนี้เราก็มีคำตอบมาให้คุณแม่หายสงสัยกันนะคะ ขอบอกข่าวดี คุณแม่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้นะ แต่จะขึ้นได้จนถึงอายุครรภ์ประมาณ 35-36 สัปดาห์เท่านั้นโดยขึ้นอยู่กับข้อบังคับของสายการบิน ความจริงแล้วการเดินทางโดยเครื่องบินก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อลูกน้อยในท้องของคุณแม่เลยค่ะ ถ้าคุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วก็ได้คอนเฟิร์มกับคุณหมอแล้วว่าไม่ได้มีภาวะเสี่ยงอะไร แต่สายการบินมักจะกลัวคุณแม่เจ็บท้องคลอดลูกบนเครื่องบินต่างหากล่ะ เพราะหากคุณแม่คลอดลูกบนเครื่องบินแล้วก็จะทำให้สายการบินมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แถมอาจจะยังไม่ค่อยสะดวกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าแม่ท้องทั้งหลายจะซื้อตั๋วแล้วก็เดินขึ้นเครื่องได้เลยนะ มีเอกสารนิดหน่อยที่คุณแม่จะต้องเตรียมแล้วก็แจ้งเจ้าหน้าที่ตามด้านล่างนี้เลยค่ะ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำก่อนขึ้นเครื่อง 1. อย่าลืมพกใบรับรองแพทย์ คุณแม่ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 27 สัปดาห์ ก่อนเดินทางคุณแม่อย่าลืมขอใบรับรองแพทย์ติดตัวไปด้วยนะคะ ใบรับรองแพทย์นี้จะเป็นสิ่งช่วยยืนยันว่าคุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง คุณหมออนุญาตให้เดินทางได้ และคุณแม่มีอายุครรภ์ที่ไม่เกินจากที่ทางสายการบินกำหนด ดูดีๆ นะ ใบรับรองแพทย์อย่าให้เกิน 30 วันล่ะ ไม่งั้นอดขึ้นไม่รู้ด้วย 2. บอกเจ้าหน้าที่ว่าคุณแม่กำลังตั้งท้อง เมื่อเช็คอินที่เคาน์เตอร์ให้คุณแม่รีบแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่เลยค่ะว่าคุณแม่กำลังท้องอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จะให้คุณแม่เซ็นเอกสารจำกัดขอบเขตความรับผิด พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเอกสารที่บอกว่าคุณแม่จะไม่เอาผิดกับสายการบินหากมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณแม่และลูกในท้องนั่นแหละ เอกสารนี้จะต้องนำไปยื่นให้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินด้วยตัวคุณแม่เอง นอกจากนี้ หากคุณแม่ไปเช็คอินแต่เนิ่นๆ คุณแม่ก็อาจจะรีเควสขอที่นั่งดีๆ มีพื้นที่กว้างๆ ด้านหน้าให้คุณแม่ยืดขาคลายเมื่อยด้วยนะ 3. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ก่อนจะเดินทางคุณแม่อย่าลืมค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลในที่ที่คุณแม่จะไปนะคะ เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นคุณแม่จะได้ถึงมือคุณหมอได้ทันเวลา นอกจากสถานพยาบาลแล้วคุณแม่ก็ควร จะหาข้อมูลเกี่ยวกับประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการตั้งครรภ์ไว้ด้วยจะได้อุ่นใจขึ้นไปอีกระดับนึงค่ะ […]
น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกายของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ แต่ก่อนที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะตัดสินใจดื่มน้ำมะพร้าว ต้องศึกษาให้รอบด้านก่อนว่ามีประโยชน์และข้อควรระวังอะไรบ้าง สารอาหารและคุณประโยชน์ในน้ำมะพร้าว น้ำมะพร้าวนับเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยสารอาหารและเกลือแร่จำนวนมาก ได้แก่ นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แทนนิน และกรดสกัดจากเปลือกมะพร้าวอีกด้วย ซึ่งช่วยต่อต้านริ้วรอยและความแก่ชรา ประโยชน์ของน้ำมะพร้าวสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หลายคนอาจเคยได้ยินกระแสข่าวลือว่า การดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะทำให้แท้งบุตรได้ แต่ความจริงแล้วน้ำมะพร้าวกลับมีประโยชน์มากมายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำมะพร้าวเมื่อไหร่ จากประโยชน์มากมายของน้ำมะพร้าวข้างต้น จึงเห็นได้ชัดว่าน้ำมะพร้าวเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วิธีการและเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม มีดังนี้ ข้อควรระวังในการดื่มน้ำมะพร้าว แม้น้ำมะพร้าวจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ โดยมีข้อควรระวังดังนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการดื่มน้ำมะพร้าว หากมีประวัติแพ้มะพร้าวหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จากประโยชน์มหาศาลของน้ำมะพร้าวที่กล่าวไปข้างต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมะพร้าวอันล้ำค่า และเลือกดื่มน้ำมะพร้าวอย่างระมัดระวัง เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ
เคยมีคนบอกว่า แต่งงานแล้วอย่าเพิ่งมีลูกนะ เดี๋ยวไม่มีเวลาได้ไปท่องเที่ยว เพราะถ้ามีลูกน้อยจะเดินทางแต่ครั้ง ต้องเตรียมสัมภาระของลูก 1 กระเป๋าใหญ่ ต้องรับมือกับลูกที่อาจร้องงอแง เพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ ถึงเวลานอนแล้วไม่ได้นอน งอแงต้อให้อุ้มตลอดเวลา ก็คงเที่ยวไม่สนุก แล้วก็จะเข็ดไม่อยากไปไหนอีกเลย แต่รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับลูกน้อยเลย เพราะเด็กในช่วงวัยนึง เป็นช่วงวัยที่ต้องการการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการของลูกน้อยเป็นไปอย่างดีเยี่ยม …แต่ถ้าไม่ได้พาลูกออกนอกบ้านเลย แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไรหล่ะ??? แต่สำหรับครอบครัวพ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์ สามารถพาน้องไทก้าเที่ยวได้ทุกที่ได้อย่างคล่องตัว พาออกนอกบ้านตั้งแต่น้องยังเล็กๆอยู่เลยค่ะ ก็เพราะมีตัวช่วยอย่าง รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon เป็นรถเข็นเด็กที่เบาที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะเบาเพียง 3.6 kg. TRIP KOREA รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon กับทริปแรกของน้องไทก้า ในวัยประมาณ 6 เดือน เดินทางไปไกลถึงแดนกิมจิ ประเทศเกาหลี ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 3.6 kg. ช่วยให้นำรถเข็นขึ้นเครื่องได้อย่างสบาย รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง ช่วยให้พ่อเพชรจ้าดูแลน้องไทก้าได้อย่างใกล้ชิด แบบ face to face […]
เพราะความเป็นแม่มันอยู่ในสายเลือด เมื่อรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในท้องอีกหนึ่งชีวิต เราก็ต้องดูแลครรภ์นี้ให้ดีที่สุด เพราะผู้หญิงทุกคนก็อยากตั้งครรภ์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ถ้าเมื่อระหว่างทาง จู่ๆ คุณหมอก็ตรวจพบว่า ครรภ์นี้เกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ขึ้นมา แล้วงานนี้ว่าที่คุณแม่มือใหม่อย่างเราๆ จะมีวิธีรับมืออย่างไร ควรจะควบคุมอาหารยังไง งานนี้เรามีคำตอบ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คือ ความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจพบขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่รกผลิตออกมามีผลต่อประสิทธิภาพของอินซูลิน (ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) ของแม่ โดยปกติตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมาแต่ในกรณีนี้ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลเลยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะการตั้งครรภ์ แต่โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ บางคนอาจพบภาวะนี้ในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ ส่วนใหญ่คุณหมอ จะตรวจพบภาวะดังกล่าวได้จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด แต่คุณแม่ตั้งครรภ์บางราย อาจมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปากแห้ง และรู้สึกเหนื่อยหากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งบางอาการค่อนข้างคล้ายคลึงกับอาการของคนตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรปรึกษาคุณหมอหากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการที่เผชิญอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ หากคุณแม่ตั้งครรภ์พบว่ามีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์แล้ว จำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อสุขภาพที่ดีต่อตนเองและลูกในครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย แนวทางในการรักษาภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ 1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คุณหมออาจให้เราตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด 4-5 ครั้ง/วัน ในช่วงเวลาก่อนรับประทานอาหารเช้าและหลังมื้ออาหารทุกมื้อ เพื่อตรวจดูว่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ โดยเจาะเลือดที่ปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงบนแถบทดสอบ จากนั้นอ่านค่าด้วยเครื่องวัดระดับน้ำตาล ซึ่งจะแสดงระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ […]
หากคุณแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์และกังวลว่าของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง หรือจะต้องเตรียมอะไรบ้างสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะมาถึง การรู้ว่าเตรียมของใช้ทารกแรกเกิดมีอะไรบ้างจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่วางแผนได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเร่งรีบหาซื้อของใช้ในวินาทีสุดท้าย การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะทำให้การต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น 20 เช็กลิสต์สำคัญ เตรียมของใช้ทารกแรกเกิดมีอะไรบ้าง ของใช้เด็กแรกเกิดมีอะไรบ้างที่ต้องเตรียมก่อนวันคลอดถึงจะไม่เป็นกังวล เราได้รวบรวมรายการสำคัญ 20 อย่างที่ทุกครอบครัวควรมี การเตรียมของใช้เด็กทารกอย่างครบถ้วนจะช่วยให้การดูแลลูกน้อยเป็นไปอย่างราบรื่น 1. ครีมทาผื่นผ้าอ้อม ผิวของทารกยังบอบบางและแพ้ง่าย การอยู่กับผ้าอ้อมเปียกนานอาจทำให้เกิดผื่นแดงได้ ครีมทาผื่นผ้าอ้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการระคายเคืองบริเวณก้น ควรเลือกสูตรที่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน ลดการอักเสบ และปกป้องผิวจากความเปียกชื้นเป็นส่วนผสม 2. เครื่องปั๊มนม เครื่องปั๊มนมช่วยให้คุณแม่สามารถเก็บนมแม่ไว้ล่วงหน้า สะดวกต่อการให้นมเมื่อต้องออกจากบ้าน หรือเมื่อต้องกลับไปทำงาน การมีนมแม่สำรองจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนตลอดเวลา ควรเลือกแบบไฟฟ้าที่ปรับระดับแรงดูดได้ตามความต้องการของคุณแม่ได้อย่างอิสระ 3. อุปกรณ์สำหรับให้นมลูก ขวดนม จุกนม และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เป็นของใช้เด็กทารกที่ใช้บ่อยมาก ควรเตรียมไว้หลายชุดเพื่อสลับใช้ หมอนรองให้นมจะช่วยพยุงแขนของคุณแม่ให้สบายขณะให้นม จุกนมหลอกก็เป็นตัวช่วยปลอบใจลูกในยามหิวหรือเหงา 4. เครื่องวัดอุณหภูมิทารก เทอร์โมมิเตอร์สำหรับเด็กเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดูแลสุขภาพ ทารกอาจมีไข้หรือไม่สบายได้ง่าย การสามารถวัดอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำจะช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจได้ว่าควรพาไปหาหมอหรือดูแลเองที่บ้าน ควรเลือกแบบดิจิตอลที่อ่านค่าได้รวดเร็ว 5. เครื่องนอนสำหรับเด็ก ชุดเครื่องนอนเด็กประกอบด้วยฟูก หมอน และผ้าห่มที่เหมาะกับทารก เนื้อผ้าต้องอ่อนนุ่มและระบายอากาศได้ดี การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย ควรเลือกผ้าฝ้าย 100% ที่ไม่ระคายผิว 6. เตียงเด็ก […]
