เปลไกวแบบหน้า-หลัง กับ ไกวซ้าย-ขวาต่างกันไหม? เลือกแบบไหนดี
การให้ลูกน้อยทารกนอนเปล เพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย และนอนหลับนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานในบ้านเรา ซึ่งสมัยก่อนพ่อแม่ปู่ย่าก็ใช้เปลญวน เปลผ้าขาวม้า ผูกให้ลูกแล้วไกวนอน จนปัจจุบันการใช้เปลไกว ได้พัฒนาออกมามากมายหลายระบบ ทั้งระบบที่ต้องใช้แรงคนไกวหรือไกวมือ เปลไกวไฟฟ้า แบบมีล้อเคลื่อนที่ได้ เปลลูกกรงตั้งอยู่กับที่ และเปลไกวอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งเวลาและระดับการไกวได้อย่างแสนสะดวก แต่ก็เพราะการมีเปลไกวหลายระบบ หลายแบบให้คุณแม่เลือกในยุคนี้ ทำให้มีคำถามว่าควรจะเลือกเปลไกวแบบไหน แถมยังมีทั้งแบบที่ไกวไปด้านหน้า-หลัง และไกวแบบด้านข้างซ้าย-ขวา จึงอยากจะรู้ว่าสองแบบนี้แตกต่างกันแค่ไหน อย่างไรบ้าง ? เราลองมาอ่านข้อมูลกันค่ะ

ให้ลูกนอนเปลดีไหมนะ?
ดีแน่ค่ะ…การให้ลูกเล็กนอนเปลมีข้อดีมากมาย เพราะมีข้อมูลบอกไว้ว่าการแกว่งของเปล จะทำให้ลูกน้อยเบบี๋รู้สึกสบาย อบอุ่นและผ่อนคลาย คล้ายกับตอนที่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณแม่ เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ช่วยให้คุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกน้อยนอนหลับ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องอุ้มกล่อมลูกน้อยนานๆ ให้เมื่อยแขนหรือเดินจนเมื่อยขา ช่วยทำให้ลูกนอนง่าย นอนหลับได้ยาวนาน ลดอาการงอแงและไม่ทำให้ลูกน้อยเครียด นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บอกว่า การให้ลูกนอนเปลไว สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยได้ อาทิ
- ทำให้ลูกนอนหลับได้สนิทและยาวนาน ส่งผลให้ฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตหรือ Growth Hormone หลั่งได้ดี
- เมื่อลูกน้อยตื่นนอนมา มักจะอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส เพราะได้นอนเต็มที่อย่างมีความสุข
- ขณะที่ลูกน้อยนอนเปลที่แกว่งไกว ทำให้น้ำในหูมีการไหลเวียน ส่งผลดีต่อการทรงตัว
- ลูกน้อยรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน ร่างกายได้เคลื่อนไหวเหมือนคุณแม่อุ้มโยกเห่กล่อมรวมถึงข้อดีสำหรับคุณแม่ในเรื่องช่วยทุ่นแรงในการแกว่งไกวลูก ช่วยให้คุณแม่ได้นอนหลับ พักผ่อน หรือมีเวลาทำกิจวัตรส่วนตัว กิจกรรมที่ชอบได้ในช่วงที่ลูกนอนเปลด้วย
ส่วนข้อเสียน่าจะมีเพียงแค่ลูกอาจจะติดการนอนเปล แต่ก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยากหากคุณแม่มีเปลไกวที่เคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้ หรือบางท่านคิดว่าการให้ลูกนอนเปลจะทำให้ลูกหัวแบนอันนี้ก็แก้ได้ ด้วยการเมื่อลูกหลับอาจจะขยับเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงข้าง และส่วนใหญ่การให้ลูกนอนเปลมักจะอยู่ในช่วงที่ลูกอายุไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้น เพราะพอลูกโตขึ้น ก็มักจะพลิกคว่ำหงายและปีนป่ายเปล จนเป็นอันตรายได้
เลือกเปลต้องดูให้ละเอียดทุกด้าน
การเลือกเปลให้ลูกน้อยคุณแม่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ทั้งด้านวัสดุที่ใช้ การออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระเด็ก และการแกว่งไกวที่ปลอดภัย นุ่มนวล มีการติดตั้งที่ปลอดภัย มีฐานที่มั่นคงไม่พลิกคว่ำได้ ข้อต่ออุปกรณ์ต่างๆ มีความมั่นคงแข็งแรงคุณภาพดี ไกวแล้วไม่หลุดหรือเลื่อนจนทำลูกตก มีราวกันตก ตาข่ายหรือซี่ลูกกรงที่มีความถี่ ลูกไม่สามารถเอาศีรษะลอดออกมาได้ มีเข็มขัดนิรภัยล็อกตัวลูกน้อย รวมถึงเลือกยี่ห้อที่มีมาตรฐาน เชื่อถือได้ รวมถึงอาจคำนึงถึงการเคลื่อนย้ายง่าย เผื่อกรณีลูกติดเปลก่อนนอน จะได้นำไปใช้ได้สะดวกขึ้น
เปลไกวแบบ หน้า-หลัง & ซ้าย-ขวา ต่างกันอย่างไร?

เปลไกวหน้า-หลัง
คือเปลที่มีการไกวหรือโยกแกว่งไปทางด้านศีรษะ และปลายเท้าของลูก ลักษณะขึ้นลงไปมา มักใช้ในเด็กเล็กประมาณไม่เกิน 4-5 เดือน ซึ่งเปลไกวอัตโนมัติแบบโยกหน้า-หลังนี้ เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมีขนาดไม่ใหญ่มาก มีการออกแบบที่โอบกระชับตัวลูกเบบี๋ และการไกวเปลแบบขึ้นลง เป็นการโยกไกวตามหลักแรงโน้มถ่วง ที่คล้ายกับการโยกเคลื่อนไหวเดินไปมาของแม่ ในช่วงที่ลูกน้อยอยู่ในท้องคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์
นอกจากนี้การที่เปลไกวโยกหน้า-หลัง ยังคล้ายการที่คุณแม่อุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขนแล้วโยกไปมา คือคุณแม่อุ้มลูกแล้วโยกจะขยับแขนขึ้นลงซ้ายไปขวาของลำตัวคุณแม่ แต่ลำตัวลูกน้อยจะเคลื่อนหน้า-หลัง คล้ายชิงช้าหน้าไปหลัง จึงช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และคุ้นเคย ทำให้ลูกนอนหลับได้สบายและนานขึ้น ส่วนคุณแม่ก็มีเปลเป็นตัวช่วย ไม่ต้องผลัดกับคุณพ่อหรือคนในบ้านไกวลูก และไม่ต้องอุ้มลูกกล่อมเองตลอดเวลา และข้อดีอีกอย่างคือ มีขนาดไม่ใหญ่หรือกว้างมาก ไม่ต้องใช้พื้นที่ด้านข้างในการตั้งหรือไกว เหมือนเปลไวแบบซ้าย-ขวา
เปลไกวแบบหน้า-หลังยุคใหม่ จะออกแบบมาให้ลูกนอนสบาย ไม่อึดอัด เพราะมักจะไม่มีซี่กรงบดบังสายตาหรือมีซี่กรงที่เสี่ยงทำให้อวัยวะบางส่วนของลูกลอดไปติดขัดได้ พร้อมกับมีเข็มขัดนิรภัยหลายจุดเพื่อความปลอดภัยที่ทำให้คุณแม่มั่นใจยิ่งขึ้น

เปลไกวซ้าย-ขวา
เป็นเปลไกว ที่มีการไกวงแบบดั้งเดิม เหมือนเปลญวน เปลผ้าขาวม้าที่ใช้กันมานาน คือการแกว่งไกวไปด้านข้าง ด้านซ้ายและด้านขวาของลำตัวลูก เปลไกวแบบนี้ปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบใช้แรงมือคนไกว และเปลไฟฟ้าที่ไกวอัตโนมัติ ซึ่งลักษณะการไกวด้านข้างแบบนี้ จะแตกต่างกับการไกวแบบหน้า-หลัง เพราะตัวของลูกน้อยจะไม่ได้เคลื่อนแบบบนลงล่าง แต่ละเอนซ้ายทีขวาที ช่วยแกว่งไกวให้ลูกน้อยนอนได้เช่นเดียวกัน
เปลไกวซ้าย-ขวาส่วนใหญ่ จะมีขนาดใหญ่ ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งและเคลื่อนย้าย อาจต้องใช้พื้นที่ด้านข้างเว้นระยะให้กับเปลในเวลาที่แกว่งไกว เพื่อไม่ให้ตัวเปลไปกระทบหรือโดนเฟอร์นิเจอร์ หรือกระแทก จนลูกสะดุ้งตกใจและบาดเจ็บจากการแรงกระแทกได้ นอกจากนี้เปลไกวแบบซ้าย-ขวา จะมีทั้งแบบ ที่มีซี่ลูกกรงที่อาจทำให้อวัยวะบางส่วนของลูกไปติดหรือลอดจนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ และรุ่นสมัยใหม่ที่กั้นขอบเตียงด้านข้างด้วยผ้าตาข่าย ที่ปลอดภัยกว่า และระบายอากาศได้ดี ดังนั้นหากจะเลือกใช้ควรพิจารณาเลือกที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อป้องกันอันตรายทุกด้านให้ลูก
แต่ข่าวดีสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ คือเดี๋ยวนี้มีเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่ไกวได้ทั้งแบบหน้า-หลัง และด้านข้างซ้าย-ขวา ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรของคุณแม่ว่าชอบและสะดวกต้องการใช้แบบไหน ข้อสำคัญคือควรเลือกการไกวของเปลอัตโนมัติที่มีความนุ่มนวล มีจังหวะสม่ำเสมอไม่รุนแรง ไม่ติดขัด ไม่มีเสียงดัง และไม่ทำให้ลูกน้อยรู้สึกเวียนศีรษะ เท่านี้ลูกน้อยก็นอนหลับพริ้มได้ง่าย แฮปปี้กันไปแม่ลูก ^_^
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
ช่วงนี้บอกได้เลยว่า กราฟความเป็นห่วงและกังวลของแม่ๆ ก็คงจะพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน เพราะมีเชื้อโรคตัวร้ายอย่าง COVID ที่ความร้ายกาจนั้นอยู่ที่มันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเกิดมายุคไหน ก็คงจะหนีไม่พ้นจากการปลูกฝังให้ล้างมือ แต่เด็กๆ ยุคนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ที่ล้างมือค่ะ เพราะเราจะมีขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีที่เยอะกว่านั้น มาดูกันเลยค่ะ ว่ายุคแห่งสงคราม “โรค” เช่นนี้ เราจะฝึกให้ลูกน้อยดูแลสุขอนามัยของตัวเองยังไงได้บ้าง 1. ล้างมือให้นานกว่าเดิม เพิ่มเติมคือมีท่า ตอนนี้คงจะพูดแค่ว่าให้ล้างมือให้สะอาดไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องเน้นให้ล้างมือนานกว่าเดิม เพราะมือที่ดูเหมือนว่าสะอาดแล้ว อาจจะไม่ได้สะอาดอย่างที่เห็น การล้างมือที่ถูกต้องที่เราอยากให้คุณแม่ปลูกฝังลูกๆ ก็คือการล้างมือแบบ 7 ขั้นตอนค่ะ ลองมาดูกันนะ ว่าทำแบบไหนบ้าง แม้ขั้นตอนจะดูเยอะไปซักนิด แต่คุณแม่มั่นใจได้เลยค่ะ ว่าถ้าลูกน้อยทำครบ 7 ขั้นตอนนี้ ต่อให้เชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในซอกเล็บยังต้องกลัว! การันตีมือสะอาดหมดจด ตั้งแต่ข้อมือยันปลายเล็บเลยล่ะ! 2. มือกับหน้า ไม่ควรมาเจอกัน แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับไม่ให้ลูกๆ ใช้มือสัมผัสหน้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะห้ามไม่ได้นะคะ คุณแม่อาจจะต้องค่อยๆ สอนไป อาจจะแกล้งบอกเค้าว่ามือกับหน้าโกรธกันอยู่ ไม่ควรมาเจอกัน หรือเวลาลูกจะใช้มือมาจับที่หน้า อย่าดุ อย่าทำเสียงดัง หรือทำให้เค้าตกใจ แต่ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เค้าใช้มือไปจับอย่างอื่นแทน ถ้าวิธีพวกนี้ไม่เวิร์ค เราอาจจะใช้วิธีคุยกับเค้าไปตรงๆ เล่าให้เค้าฟังว่าที่มือของเค้ามีเชื้อโรค ซึ่งมันจะมากัดที่หน้าถ้าเผลอเอามือไปจับก็ได้เช่นกันค่า […]
รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Optia สำหรับเด็กแรกเกิด – 3 ปี หรือน้ำหนัก 2.5 – 15 kg เพื่อความสุขแบบ Double ประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางที่สบายกว่าช่วยให้การเดินทางสำหรับคุณแม่และลูกน้อยเป็นเรื่องง่าย สะดวก สบาย ด้วยนวัตกรรมที่เหนือกว่า Function 1 : ลดแรงสั่นสะเทือนแบบ Double ด้วยระบบรองรับแรงกระแทกถึง 2 จุดระบบรองรับแรงกระแทกใต้ที่นั่ง และระบบรองรับแรงกระแทกที่ล้อ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 40% Function 2 : ระบายอากาศแบบ Double ด้วยเบาะรองนอน Silky Air และผ้าระบายอากาศทุกชั้นเบาะรองนอน ถักทอด้วยเส้นใย Silky Air มีความอ่อนนุ่ม ระบายอากาศได้ดี ให้ความรู้สึกเบาสบายเมื่อสัมผัสกับผิวที่บอบบางของทารก Function 3 : ลดความอับชื้นแบบ Double ด้วยระบบ DoubleThermo Medical Sysem ช่วยระบายอากาศให้ความรู้สึกสบายตัวแผ่นฉนวนกันความร้อนพิเศษด้านหลัง ลดความร้อนสะสมบริเวณหลัง และลดอุณหภูมิของร่างกายลูกน้อยในขณะหลับได้ดี Function […]
รถเข็นเด็กยี่ห้อไหน ที่หมอเด็กเลือกให้ลูกตัวเอง โดยหมอวิน เพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ #รถเข็นเด็ก และ #สิ่งพึงกระทำ#อุปกรณ์ยังชีพสำหรับแม่สายชิล บอกก่อนเลยว่า รถเข็นเด็ก นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ได้จำเป็นครับ หากมองในแง่ของการเลี้ยงดูและความปลอดภัย ไม่เหมือนคาร์ซีท ที่จำเป็นมาก ๆ ๆ (ไม้ยมก … ล้านตัว) แต่ “รถเข็นเด็ก” ก็เป็น gadget ที่ยากจะปฏิเสธ เพราะมันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะมากครับ แต่ถ้าใครเป็นสายอุ้ม … อุ้มโลดจ้ะ แต่มันก็จะเมื่อยถึงเมื่อยมาก จริง ๆ… ดังนั้นเลือกรถเข็นเด็กที่เหมาะกับเงินในกระเป๋า และความสบายตัวของลูกละกันครับ รถเข็นเด็ก …ประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม … มีการรายงานว่า สามารถเกิดอุบัติเหตุได้หากใช้รถเข็นเด็กแบบไม่เหมาะสมครับ มีหลายเคสที่มาด้วยรถคว่ำหรือไหลจากที่สูงจนคว่ำทำให้หัวลูกกระแทกพื้นได้ครับ … จน AAP หรือสมาคมกุมารเวชศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาต้องออกมาแนะนำรถเข็นเด็ก ว่าสิ่งที่พ่อแม่พึงกระทำยามใช้รถเข็นเด็กครับ……นั่นคือ และทิ้งท้ายครับ ปัจจุบันพ่อแม่หลายคนนิยม รถเข็นเด็กแบบพับเล็ก ๆ ที่จับเป็นแบบก้าน ซึ่งดีในแง่การเดินทางและเอาขึ้นเครื่องเนอะ แต่หมอขอแนะนำแบบนี้ครับ รถเข็นเด็กพับเล็กไม่เหมาะกับเด็กแรกเกิดครับ เพราะไม่มีที่รองคอ และที่นั่งมักทำให้เด็ก fix กับที่ไม่ค่อยได้ครับ รอโตกว่านี้ตอนจะไปเที่ยวต่างประเทศค่อยว่ากันครับ แต่หากลูกยังเล็กแนะนำอันที่แข็งแรงมีที่รองคอดีกว่าเนอะ … ร้าน Baby Gift ตัวแทนจำหน่ายรถเข็นเด็ก Aprica แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นที่เหมาะกับคนเอเชียอย่างเรา ๆ […]
หลังจากที่ได้เห็นข่าวที่เกี่ยวกับลูกน้อย วัยกำลังเริ่มแสบซน เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเกี่ยวกับรถที่ผู้ปกครองขับ ไม่ว่าเค้าจะชนเรา หรือเราจะชนอะไรก็ตาม มีความเสี่ยงไปหมดดดดดด คาร์ซีท หรือเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กและทารก เพราะคาร์ซีทช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตและการบาดเจ็บร้ายแรงอื่น ๆ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ ความเสี่ยงในที่นี้ คือ เจ้าตัวน้อยของเราสามารถกระเด็น พุ่งหลุดออกจากอ้อมอกอ้อมกอดเราได้ทุกเมื่อ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา ต่อให้ระวังแค่ไหนก็เกิดขึ้นได้ หากเด็กไม่ได้อยู่ในระบบยึดเหนี่ยวภายในรถอย่างเหมาะสมและเหตุนี้หลากหลายประเทศถึงมีกฎหมายออกมาเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ที่เดินทางโดยใช้รถ จำเป็นต้องติดตั้งคาร์ซีท ก่อนจะได้ออกจากโรงพยาบาล อ้อมกอดของคุณจะปลอดภัยไปทุกครั้ง เพราะเด็กน้อย จำเป็นต้องมีคาร์ซีท การเลือกคาร์ซีทให้ลูกน้อย มีมาฝากเพียง 5 ข้อ คือ 1. มาตรฐานความปลอดภัย2. เข็มขัดนิรภัย 5 จุด3. ความใหม่ของผลิตภัณฑ์4. ราคา5. ความเหมาะสมกับรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของคาร์ซีทก็มีมากมาย หากไปดูหลายๆ เคสหรือหลายๆ ข่าว ก็จะมีให้เราผู้เป็นพ่อเป็นแม่เห็น ครั้งต่อไปจะมาเล่าเรื่องฝึกการนั่งคาร์ซีทให้กับลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ได้ลองศึกษาดูนะคะ ขอขอบคุณบทความจาก : monkeykids
“ครรภ์เป็นพิษ” หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตของคุณแม่ตั้งครรภ์ ถือเป็นภาวะไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวคุณแม่เอง ครอบครัว รวมถึงคุณหมอสูติแพทย์ เนื่องจากหากคุณแม่ตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษ จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ค่อนข้างมาก โดยสถิติพบว่า10-15% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เสียชีวิตเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ และมีร้อยละ 2-8% ของสตรีตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษ (ข้อมูลจากรพ.บำรุงราษฎร์) ฉะนั้นเพื่อไม่ให้คุณแม่ต้องมาเจอกับภาวะร้ายแรงนี้ ลองมาดูสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ และเรียนรู้กันว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกัน หรือตรวจเช็กเพื่อรักษาได้ทันท่วงที ให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยสุขภาพดีได้จนหลังคลอด ครรภ์เป็นพิษ ภาวะอันตรายในแม่ท้อง โดยภาวะครรภ์เป็นพิษที่มักพบส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์หลัง 20 สัปดาห์จนถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด แต่พบบ่อยคือหลังอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ แม่ท้อง รู้ก่อนรักษาได้ ชวนคุณแม่มาสังเกตอาการและสัญญาณต่างๆ ที่บอกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อาการหลักๆ ที่สำคัญแสดงถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้แก่ การที่คุณแม่มี “ความดันโลหิตสูง” 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ร่วมกับตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 300 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง และคุณแม่มีอาการ “บวม” ผิดปกติที่คุณหมอตรวจแล้วว่าไม่ได้บวมเพราะเป็นโรคไตหรืออื่นๆ รวมถึงมีอาการบวมที่มือ เท้าและใบหน้า ปวดศีรษะมาก ตาพร่ามัว อาเจียน คลื่นไส้ […]
