เช็ก 4 อาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ แบบไหนอันตราย หรือใกล้คลอด
หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายมากมาย จนตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคุณแม่ท้องโตใหญ่อุ้ยอ้ายแล้ว ยังมีอาการต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวอื่นๆ อีก ซึ่งคุณแม่หลายท่านอาจจะคิดว่าอาการไม่สบาย ปวดโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ทว่า…อาการปวดในบางอย่างนั้น อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องผิดปกติ เราจึงชวนคุณแม่มาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ที่ชวนน่าสงสัย เพื่อให้คุณแม่รู้ว่าอาการแบบไหนที่ผิดปกติ จะได้สังเกตและรู้ทันอันตราย รีบไปพบแพทย์ก่อนอาการจะรุนแรงลุกลามบานปลายจนเกิดการสูญเสียขึ้นได้ค่ะ
สังเกตอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ มาดูกันว่าอาการปวดท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรกันบ้าง

1. ปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียดกลางอก
อาจเป็นอาการของ กรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมาก อาหารไม่ย่อย ทำให้มีอาการแน่นท้อง หรือมีกรดไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร โดยมีอาการร่วมต่างๆ เช่น แสบร้อนกลางอก ลิ้นปี่ ลำคอ มีอาการคลื่นไส้ เรอ แน่นหน้าอก ที่มักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหาร หรือในช่วงเวลากลางคืน
สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดได้ทั้งจากการกินอาหารมากเกินไป กินอาหารรสจัด รสเปรี้ยว รสเผ็ด กินผลไม้ที่มีกรด เช่น มะนาว กินอาหารที่ไขมันสูงทำให้ย่อยยาก สาเหตุจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเกิดการคลายตัว รวมถึงลูกในท้องที่ใหญ่ขึ้นไปดันท้องคุณแม่ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้น
ป้องกันดูแลได้ : ด้วยการกินอาหารทีละน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ เลี่ยงอาหารรสเผ็ด ปรี้ยว ของทอดที่มีมันมาก ไม่นอนทันทีหลังอาหาร โดยอาจนั่งตรงๆ หรือเดิน เพื่อป้องกันกรดไหลย้อน งดดื่มน้ำตามหลังอาหารมากๆ แต่ควรไปดื่มน้ำให้มาระหว่างมื้ออาหารแทน ตลอดจนเวลานอนอาจใช้วิธีนั่งกึ่งนอน ให้หมอนสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อป้องกันกรดไหลย้อนขึ้น
ไปพบแพทย์ : โดยปกติอาการแน่นท้อง จุกเสียด สามารถหายได้ไม่รุนแรง ไม่ใช่สิ่งผิดปกติและไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวลมากนัก แต่หากคุณแม่มีอาการจุกแน่นและเจ็บหน้าอกมาก เป็นนานไม่หาย ร่วมกับอาการปวดหัว รู้สึกหายใจไม่สะดวก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะครรภ์เป็นพิษได้

2. ปวดท้อง เจ็บท้องเตือน
อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่สอง แต่จะพบได้มากกว่าในช่วงก่อนคลอดประมาณ 1 เดือน อาการปวดท้องเจ็บท้องเตือน คุณแม่จะรู้สึกว่าท้องแข็ง ท้องตึง มีอาการปวดทั่วบริเวณท้องน้อยนานๆ ครั้ง ไม่สม่ำเสมอ ปวดสักพักก็หายไป ไม่มีอาการปวดรุนแรง
สาหตุของอาการเจ็บท้องเตือน เนื่องจากในช่วงใกล้คลอดมดลูกของคุณแม่จะขยายตัวเต็มที่และเคลื่อนตัวลงต่ำ จึงรู้สึกได้ว่ามดลูกแข็งตัว จนรู้สึกว่าท้องแข็งบ่อยครั้งขึ้น รวมถึงมดลูกของคุณแม่อาจจะเริ่มมีการหดเกร็งและบีบตัว เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้จะถึงเวลาคลอดแล้ว นอกจากนี้อาการบีบตัวหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ยังสัมพันธ์กับการทำงานหรือการใช้ชีวิตของคุณแม่ เช่น คุณแม่มักจะเป็นในช่วงที่เดินนาน ๆ หรือยืนนานๆ ได้
ป้องกันดูแลได้ : คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในอิริยาบถใดนานๆ เพราะเวลาเปลี่ยนท่าทาง อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวได้ ซึ่งหากคุณแม่มีอาการปวดท้องท้องแข็ง ควรหาที่นั่งหรือนอนพักสักครู่ เพื่อให้อาการดีขึ้น
ไปพบแพทย์ : หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องแข็ง เจ็บท้องโดยไม่แน่ใจว่าเป็นอาการเจ็บท้องเตือนหรือไม่ หรือหากรู้สึกว่าเป็นบ่อย มีอาการท้องแข็งถี่ หรือมีอาการปวดท้องมากขึ้น ปวดถี่ มีน้ำเดินหรือมีมูกเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นอาการเจ็บท้องใกล้คลอดจริงได้
ปวดท้องแบบนี้เมื่อไร รีบไปหาหมอทันที!

3. ปวดท้องน้อย เจ็บแปลบ มีไข้ ปวดข้างใดข้างหนึ่ง อาเจียน มีเลือดออก
ปวดในช่วงตั้งครรภ์ 5 เดือนแรก
หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก มีอาการปวดเกร็งช่องท้องและมีเลือดออกทางช่องคลอด ให้ระวังสัญญาณของการแท้ง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
เมื่อคุณแม่มีอาการปวดท้องน้อย โดยรู้สึกปวดด้านใดด้านหนึ่ง มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดตลอด และมีอาการไข้ร่วมด้วย ให้คุณแม่รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นได้ทั้งการมีก้อนซีสต์ที่รังไข่แล้วเกิดลักษณะบิดขั้ว อาการของไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งการปวดท้องเนื่องจาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก
ซึ่งการตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดขึ้นจากความผิดปกติที่ไข่ไม่สามารถเข้าไปฝังตัวบริเวณผนังมดลูกได้เหมือนปกติ ทำให้ตัวอ่อนเข้าไปเกาะและฝังตัวอยู่บริเวณท่อนำไข่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ตัวอ่อนจึงไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้ ทำให้คุณแม่มีอาการปวดท้องด้านซ้ายหรือด้านขวา ปวดด้านนั้นมากผิดปกติและมีภาวะเลือดออกร่วมด้วย
ปวดในช่วงตั้งครรภ์ 6-8 เดือน
อาการปวดท้องที่ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์สังเกตในช่วงสัปดาห์ที่ 21-36 สัปดาห์ คือ อาการปวดท้องหรือเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด โดยมีอาการปวดท้องที่บริเวณหัวหน่าวหรืออุ้งเชิงกราน แต่หากคุณแม่มดลูกต่ำก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำคร่ำแตกได้ง่าย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง และคลอดก่อนกำหนดได้เช่นกัน
รวมถึงหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ถึงต้นไตรมาสที่ 3 อยู่ แต่มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากทางช่องคลอด และอาจมีอาการปวดท้องน้อย ปวดท้องเจ็บแปลบ ท้องแข็ง หรือมีเลือดแต่ไม่มีอาการปวดก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นมีอาการภาวะรกเกาะต่ำซึ่งเป็นอันตรายได้
ปวดท้องจากการติดเชื้อ
คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยจากโรคภัยและการติดเชื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหาร หรืออาหารเป็นพิษ เนื่องจากทานอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป รวมทั้งไส้ติ่งอักเสบ ทำให้มีอาการปวดท้องมาก มีการอาเจียน ท้องเสีย นอกจากนี้หากคุณแม่ปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะ ปวดบ่อยๆ ปวดมาก ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รวมถึงกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต กรวยไตอักเสบ ได้อีกด้วย
ดังนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์ปวดท้องมากหรือปวดผิดปกติ ควรรีบไปแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จะได้รักษาตามสาเหตุได้อย่างถูกต้องและไม่ส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย
4. ปวดท้อง เจ็บท้องคลอดจริง ปวดถี่ ปวดสม่ำเสมอ
หากคุณแม่มีอาการเจ็บท้องจริง หรืออาการปวดท้องพร้อมคลอด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะนั่นคือสัญญาณที่บอกว่าลูกน้อยกำลังจะออกมาลืมตาดูโลก โดยอาการเจ็บท้องคลอดคือ
- เริ่มตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์(หากมีอาการเร็วกว่านี้ อาจหมายถึงการคลอดก่อนกำหนด
- คุณแม่จะรู้สึกปวดท้อง ท้องแข็งจากการที่มดลูกบีบและแข็งตัว มีอาการปวดเป็นระยะสม่ำเสมอ และมีอาการปวดถี่มากขึ้น ปวดเจ็บท้องมากหรือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
- มีอาการปวดร้าวที่หลัง ลามมายังบริเวณท้อง และหัวหน่าว หรืออาจมีอาการปวดท้องคล้ายปวดถ่ายอุจจาระ
- อาจมีมูกเลือดสีแดงสด และมีน้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตกได้ด้วย
หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะร่างกายคุณแม่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการคลอดลูกน้อยแล้ว โดยปากมดลูกของคุณแม่ก็มักจะเริ่มเปิดเพื่อรองรับการคลอดด้วย
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
กำหนดคลอดใกล้เข้ามาแล้ว อีกไม่นานจะได้เจอหน้าลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่คงตื่นเต้นมากเลยใช่ไหมคะ แต่ก่อนจะไปคลอด เราแนะนำให้จัดกระเป๋า เตรียมของไปคลอด ก่อนนะคะ ซึ่งสามารถเริ่มจัดได้ตั้งแต่ช่วงเดือนที่ 8 หรือเข้าสู่เดือนที่ 9 เลยค่ะ มีอะไรบ้างที่คุณแม่ต้องเตรียม ไปดูพร้อม ๆ กันเลย 10 ไอเท็ม คุณแม่ห้ามพลาด จัดกระเป๋า เตรียมของไปคลอด ต้องมีอะไรบ้าง ของใช้สำหรับลูกน้อย เตรียมของไปคลอด ผ้าห่อตัวเด็กแรกเกิด หมวก ถุงมือ ถุงเท้า เตรียมอย่างละ 2-3 ชุด แนะนำให้เลือกแบบผ้านุ่มพิเศษสำหรับทารกแรกเกิด หากใช้เป็นผ้าห่อตัวทารกเลยก็จะช่วยให้ทารกนอนในท่าตามธรรมชาติได้อย่างสบาย และยังสามารถขยับแขนได้อย่างอิสระ ช่วยให้ทารกหลับได้ง่ายและนานขึ้นด้วย ผ้าอ้อมผ้า ควรจะเตรียมไว้ประมาณ 1 แพ็ค (6 ผืน) ใช้ผ้าอ้อมที่เป็นเนื้อผ้าแบบใยไผ่ 100 % หรือ Cotton 100% เพราะสัมผัสจะนุ่ม ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับทารก แนะนำแบรนด์ IFLIN, Sofflin ผ้าเช็ดตัวเด็กทารก สำหรับทารกแรกเกิดที่ผิวยังบอบบางมาก ควรจะใช้ผ้าเช็ดตัวของทารกโดยเฉพาะ ซึ่งผ้าแบบใยไผ่จะเหมาะกับผิวเด็กทารกมากกว่า […]
1.เลือกจากประเภทการใช้งานให้เหมาะสมกับสรีระและน้ำหนักของเด็กค่ะโดยทั่วไปรถเข็นจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ 2. วัสดุโครงสร้างของรถเข็นเด็กต้องแข็งแรงและที่สำคัญน้ำหนักต้องเบาเพราะว่าบางครั้งคุณแม่อาจจะต้องเดินทางโดยลำพังกับลูกน้อย นอกจากนี้เบาะที่สัมผัสของตัวน้องควรทำจากวัสดุที่นุ่มสบายเพื่อให้เด็กนั่งได้นาน อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนที่ดีเนื่องจากอากาศที่เมืองไทยค่อนข้างร้อนและระบบปรับอุณหภูมิในเด็กเล็กนั้นยังทำงานได้ไม่ดีนักทำให้เด็กจะร้อนและเหงื่อออกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ 3. ล้อต้องเป็นล้อที่สามารถหมุนได้สะดวกและแข็งแรง เพราะจะทำให้การเคลื่อนตัวของรถเข็นคล่องตัวขึ้นแม้ว่าคุณแม่จะต้องเข็นรถในที่ที่แคบ 4. โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบมาเพื่อรักษาให้ขาและข้อต่อสะโพกอยู่ในรูปทรงตามธรรมชาติโดยประคองขาและข้อต่อสะโพกในอยู่ในรูปทรงตัว“M” ซึ่งเป็นท่าที่จะทำให้ขาและสะโพกของลูกน้อยมั่นคงที่สุดรวมทั้งจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกทั้งสองส่วนให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ดีที่สุด 5. มีหลังคาที่สามารถปกป้องลูกน้อยจากแสงแดดและรังสียูวีเพราะผิวหนังของเด็กนั้นยังบอบบางโดยที่บังแดดควรจะปรับได้ตามทิศทางของแสงแดดที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาในแต่ละวัน นอกจากนี้ที่บังแดดยังช่วยบังลมให้ลูกน้อยได้อีกด้วย 6. โครงสร้างของรถเข็นเด็ก ต้องออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบการหายใจในกรณีที่เด็กอาจจะเผลอหลับบนรถเข็น โดยมีเบาะที่จะทำให้ศีรษะเด็กไม่เคลื่อนที่และป้องกันการบิดของลำคอจึงช่วยป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น 7. ข้อสำคัญอีกประการก็คือหากคุณใช้รถเข็นเด็กแรกเกิด ควรจะเลือกประเภทที่สามารถหันที่นั่งรถเอาหาตัวคุณแม่ได้ เนื่องจากเด็กเล็กต้องการความเอาใจใส่จากแม่เป็นพิเศษ เมื่อน้องออกไปข้างนอกเขาต้องการจะมองเห็นคุณแม่เพื่อความอุ่นใจค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กโตแล้ว เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัวซึ่งในวัยนี้คุณแม่อาจจะปรับที่นั่งรถเข็นให้มองออกไปข้างนอกได้ค่ะ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างถูกต้อง
เป้อุ้มลูก จำเป็นไหม ? เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก การเลี้ยงลูกทารกเป็นสิ่งที่คุณแม่จะต้องใส่ใจดูแลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะลูกน้อยยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งนอกจากการนอนหลับของลูกแล้ว ในช่วงเวลากิจวัตรต่างๆ ทั้งการไล่ลม กล่อมนอน หรือปลอบลูกเวลาร้องไห้ แม้กระทั่งเวลาพาลูกออกไปนอกบ้านเพื่อฉีดวัคซีน พบหมอหรืออื่นๆ คุณพ่อคุณแม่จะต้องอุ้มลูกอยู่เสมอ การอุ้มลูก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่จะต้องทำตลอดเวลาจนกว่าลูกน้อยจะเดินเองได้แข็งแรง แต่การอุ้มลูกนานๆ อุ้มผิดท่า ก็สร้างความเมื่อยล้า อ่อนเพลีย และทำให้สุขภาพของคุณพ่อคุณแม่เสียได้ เช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดแขน หรือมีอาการผิดปกติจนต้องไปพบหมอ ดังนั้นจึงมีเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการอุ้มลูกน้อย เพื่อให้ได้เบาแรงและสะดวกมากขึ้น นั่นคือ เป้อุ้มเด็ก เป้อุ้มเด็ก Baby Wearing ยุคใหม่ ความจริงแล้วการใช้เป้อุ้มเด็ก เพื่อทุ่นแรงอุ้มคุณแม่ ถือเป็นวัตนธรรมของการ Baby Wearing ที่มีมายาวนานมากๆ แล้ว นั่นคือการที่คุณแม่ใช้ผ้าพันลูกน้อยและผูกไว้กับตัวคุณแม่ เพื่อให้คุณแม่สามารถทำงานอื่นๆ ได้พร้อมกับลูกก็ได้อยู่ใกล้ชิด ได้รับความอบอุ่นการดูแลจากคุณแม่ตลอดเวลา และยังมีคุณค่าทั้งการช่วยไม่ให้คุณแม่ต้องอุ้มลูกจนเมื่อยล้า สะดวกเวลาหยิบจับทำงานอื่นๆ ได้โดยลูกไม่หล่น ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นแนบชิดปลอดภัย สร้างสายใยผูกพันแม่ลูก และจากในสมัยก่อนที่คุณแม่นิยมใช้เพียงผ้าผืนยาวที่เหนียวแน่นมาห่อพันตัวลูกและผูกไว้กับตัวเอง (แม้ในยุคนี้ก็ยังมีวัฒนธรรมของบางประเทศหรือบางพื้นที่ที่ยังคงใช้ผ้าพันตัวลูกติดกับคุณแม่อยู่) จนมีการพัฒนาเรื่อยมาจากผ้าพันแบบเดิม กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เป้อุ้มเด็ก ที่มีนวัตกรรมการออกแบบให้เหมาะสมกับการอุ้มลูกน้อย […]
น้ำนมของแม่นั้นเป็นอาหารที่เปี่ยมคุณค่ามากที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งจะต้องกินนมจากแม่เป็นหลัก สำหรับคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลาก็อาจจะไม่ได้มีปัญหากับการสต็อกน้ำนมเอาไว้ เพราะเน้นการเอาลูกเข้าเต้าเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การทำสต็อกน้ำนมเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะได้มีน้ำนมเอาไว้ให้ลูกน้อยอย่างเพียงพอ ในบทความนี้ BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บรักษา นมแม่ มาฝากกันค่ะ จะเก็บน้ำนมอย่างไรให้ไม่เหม็นหืน ไม่บูด และคงคุณค่าทางอาหารเอาไว้ได้มากที่สุด มาดูกันเลยค่ะ ทำไมนมของแม่มีกลิ่นเหม็นหืน ? มีวิธีการเก็บรักษา นมแม่อย่างไรไม่ให้มีกลิ่นและคงคุณค่าได้นาน คุณแม่บางคนอาจพบว่านมที่ตนเองทำการสต็อกไว้นั้นมีกลิ่นเหม็นหืน ซึ่งมักจะเกิดกับนมที่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ เนื่องจากในช่วงที่ระบบละลายน้ำแข็งทำงาน นมที่แช่แข็งเอาไว้ก็จะละลายไปด้วย และเมื่อช่องแช่แข็งกลับมาเย็นจัดใหม่ ก็ทำให้น้ำนมแข็งตัวอีกครั้ง กระบวนการนี้หากเกิดขึ้นซ้ำหลาย ๆ ครั้งก็จะทำให้ไขมันในน้ำนมมีการเปลี่ยนแปลงและทำให้นมมีกลิ่นเหม็นหืนได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นแล้วการเก็บรักษานมแม่ ในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติแบบนี้ ก็เสี่ยงจะทำให้น้ำนมที่เก็บเอาไว้มีกลิ่นเหม็นหืนได้ สาเหตุที่นมแช่แข็งละลายมาเป็นน้ำนมแล้วมีกลิ่นเหม็นหืน ก็เพราะว่าในน้ำนมของแม่มีเอ็นไซม์ไลเปส ที่จะช่วยย่อยไขมันในน้ำนมของแม่ให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ เพื่อผสมกับโปรตีนเวย์ในน้ำนมได้ดี ทำให้ร่างกายของลูกน้อยดูดซึมวิตามิน A และวิตามิน D ได้มากขึ้น ถ้าในน้ำนมของแม่มีไลเปสมากก็จะย่อยไขมันได้มาก ทำให้น้ำนมมีกลิ่นหืนนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีกลิ่นหืนก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยแต่อย่างใด ยังสามารถกินได้ แต่ในเด็กบางคนอาจไม่ยอมกินนมที่มีกลิ่นหืน สามารถแก้ไขได้โดยการนำน้ำนมที่ปั๊มมาใหม่ๆ ผสมกับนมที่มีกลิ่น ก็จะช่วยเจือจางกลิ่นและลดความเหม็นหืนไปได้ […]
การทำความสะอาดของเล่นเด็ก ฆ่าเชื้อของเล่นเด็ก ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างเราต้องใส่ใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS) และไข้หวัดนก การใช้วิธีแบบเดิม ๆ ที่ได้ผลในอดีต อาจไม่เพียงพอในการป้องกันเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่แฝงตัวอยู่รอบตัวได้ รวมไปถึงปัญหามลพิษในอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ฆ่าเชื้อโรคของใช้ลูก จึงต้องเลือกที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ และใช้ได้กับทุกคนภายในครอบครัว เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด ความต้องการทีเปลี่ยนไปของผู้บริโภคทำให้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ที่นำเอาเทคโนโลยีเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศจีน โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเสริมจากการป้องกันตนพื้นฐาน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การพกพาเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ หรือการใช้สารฟอกขาวในการฆ่าเชื้อ ได้แก่ เทคโนโลยีเครื่องปล่อยโอโซน เครื่องผลิตไอออนประจุลบ เครื่องผลิตน้ำอิเล็กโทรไลต์ เครื่องฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามมีผลิตภัณฑ์มากมาย ที่ผลิตโดยไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย หรือไม่ได้ประสิทธิภาพตามคำโฆษณา จึงก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี หรือไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อโรค ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด คุณแม่จึงต้องทำความเข้าใจรูปแบบของการ […]
