เคล็ดลับ เลือกซื้อ ขวดนม เตรียมคลอด

หนึ่งอุปกรณ์สำคัญเพื่อการเลี้ยงลูกที่คุณแม่ขาดไม่ได้คือ ขวดนม ที่คุณแม่ตั้งครรภ์หลายท่านอาจมองข้าม เพราะคิดและตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้นมแม่ล้วนหลังคลอด ซึ่งอาจลืมไปว่าแม้จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ขวดนมก็ยังมีความสำคัญและเป็นผู้ช่วยชั้นดีของการให้นมแม่ได้แน่นอน

» ขวดนมจำเป็นแค่ไหน ?

  • ช่วยให้คุณแม่ที่ปั๊มนมแช่เก็บไว้ให้ลูก สามารถให้นมแม่กับลูกได้สะดวกเวลาที่คุณแม่ไม่อยู่หรือติดธุระ
  • อำนวยความสะดวก ผ่อนแรงคุณแม่ในยามเหนื่อยล้า ในช่วงเวลาที่ไม่สะดวกให้นมจากเต้า ก็นำนมแม่ออกมาใส่ขวดให้ลูกกินได้ตลอดเวลา
  • ลูกน้อยได้รับคุณค่านมแม่เต็มที่ตลอดเวลา ในเวลาที่คุณแม่ต้องไปทำงาน
  • เป็นอุปกรณ์สำคัญช่วยให้ลูกได้กินนมผสมในช่วงของการเปลี่ยนนมตามวัย หรือเมื่อถึงช่วงเวลาหย่านมแม่
  • ลูกกินนมแม่ได้ยาวนาน ช่วยให้ลูกไม่สับสนในการกินนม เพราะกินทั้งนมแม่จากเต้าและกินนมแม่จากขวดได้
  • ฝึกการกินน้ำ กินนมกล่องหรือน้ำผลไม้ ในกรณีที่ลูกโตขึ้นแต่ยังดูดจากหลอดไม่เป็น
  • ให้พี่เลี้ยง คุณพ่อหรือคุณตาคุณยายได้ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่น รับหน้าที่ป้อนนมแม่ให้ลูกแทนคุณแม่ได้

» ขวดนม มีกี่แบบ ?

ปัจจุบันขวดนมสำหรับเด็กผลิตขึ้นจากวัสดุที่หลากหลาย มีหลายประเภทและหลายรูปทรงให้เลือก

วัสดุของขวดนม

ขวดนมสำหรับเด็ก มีทั้งขวดแก้ว ขวดพลาสติก และขวดที่ใช้แล้วทิ้ง(Disposable Liners)ที่ใส่ลงในขวดนมอีกที  แต่ปัจจุบันขวดนมส่วนใหญ่ที่นิยมใช้มักผลิตจากพลาสติกเพราะน้ำหนักเบา ตกไมแตก ทนความร้อนและหาซื้อง่าบ โดยมีทั้งขวดพลาสติกใส ขวดพลาสติกขาวขุ่น และขวดสีชา ที่ผลิตจากพลาสติกที่ต่างชนิดกัน

1. ขวดนม PP

วัสดุ POLYPROPYLENE เป็นขวดนมที่มีสีโปร่งใส หรือสีขาวขุ่น มีน้ำหนักเบา ทนทาน โดยทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -20 –110˚c มีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน และอาจเหลือน้อยลงหากผ่านความร้อนจากการต้มหรือนึ่งบ่อยๆ

2. ขวดนม PES

วัสดุ POLYETHERSULFONE เป็นขวดพลาสติกสีชาหรือน้ำผึ้ง สามารถทนอุณหภูมิได้ที่ -50–180˚c มีอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานในการผ่านความร้อนบ่อยแค่ไหน และการดูแลรักษา

3. ขวดนม PPSU

วัสดุ POLYPHENYLSULFONE ลักษณะเป็นขวดพลาสติกสีน้ำตาลอ่อน ทนอุณหภูมิได้สูงประมาณ -50–180˚c มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน 8 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นกับความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

รูปทรงขวดนม

ยุคนี้มีขวดนมให้คุณแม่เลือกมากมายหลายรูปทรง ซึ่งคุณแม่สามารถเลือกรูปทรงที่ชอบ เหมาะกับการใช้งานและความสวยงามได้ตามใจชอบทั้ง ขวดนมทรงตรงฐานกว้าง ทรงกลม ทรงโค้ง ขวดนมทรงเอวคอด ขวดนมทรงถั่ว ขวดนมทรงงอ ขวดนมทรงมะละกอมีรูตรงกลางให้จับ ตลอดจนขวดนมมาพร้อมมือจับ

» ขวดนมคอกว้าง – ขวดนมคอแคบ เลือกใช้แบบไหนดี?

เดี่ยวนี้มีขวดนม 2 ลักษณะใหญ่ให้คุณแม่เลือกใช้นั่นคือ ขวดนมคอกว้างและขวดนมคอแคบ  ซึ่งมีคุณสมบัติรวมถึงข้อดีข้อเสียที่แตกต่าง โดยคุณแม่ควรพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะตามต้องการ นั่นคือ

ขวดนมคอกว้าง 

ข้อดี : ฐานจุกนมกว้างคล้ายนมแม่  เหมาะกับคุณแม่ที่ให้นมจากเต้าสลับกับให้นมแม่ที่เก็บไว้ใส่ขวด ช่วยให้ลูกน้อยไม่สับสน  ลดปัญหาลูกปฏิเสธนมขวด และลดปัญหาลูกปฏิเสธเต้าในเวลาที่คุณแม่ฝึกลูกกินนมแม่จากขวด  นอกจากนี้ขวดนมคอกว้างยังล้างง่าย แห้งเร็ว เพราะฐานคอขวดกว้าง

นอกจากนี้ขวดนมคอกว้างในปัจจุบัน มักมีดีไซน์ที่ช่วยไม่ให้ลูกดูดลมเข้าท้อง ป้องกันอาการแน่นท้อง ท้องอืด นอกจากนี้ขวดนมคอกว้างเริ่มเป็นที่นิยมใช้และหาซื้อได้ง่ายกว่าแต่ก่อน

ข้อเสีย : ขวดนมมีขนาดกว้างอาจทำให้คุณแม่ถือลำบากและทำให้ลูกน้อยถือไม่ถนัด ขวดชนิดนี้ต้องใช้พื้นที่ในการเก็บ  และราคามักสูงกว่าขวดนมแบบคอแคบ

ขวดนมคอแคบ

ข้อดี : เป็นขวดนมแบบมาตรฐานที่มีใช้มายาวนาน และยังเป็นขวดนมที่มีจุกนมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ หรือจุกนมยาว มักหาซื้อง่ายมีให้เลือกเยอะ และราคาถูกกว่าจุกและขวดนมคอกว้าง

ข้อเสีย : หากคุณแม่ให้นมแม่จากเต้าแล้วต้องการสลับให้ลูกกินนมแม่จากขวด อาจทำให้ลูกสับสนไม่เอาขวดนมหรือกินนมจากขวดได้ เพราะขวดนมคอแคบจะใช้จุกนมแคบ ที่มีลักษณะไม่เหมือนกับการดูดนมจากเต้าแม่ ทำให้ลูกปฏิเสธกินนมได้ รวมถึงขวดนมคอแคบและจุกนมจะมีขนาดเล็กทำให้ล้างได้ยาก อาจทำความสะอาดไม่ทั่วถึง เป็นที่สะสมของเชื้อโรคได้

» ควรซื้อ ขวดนม ให้ลูก มากแค่ไหน ?

  • พิจารณาจากการใช้งาน และปัจจัยอื่นๆ ในการเลี้ยงลูก เช่น หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณแม่เลี้ยงลูกเต็มเวลา อาจใช้ขวดนมน้อยเริ่มต้นที่ 2-3 ขวด แต่หากแม่ต้องไปทำงานนอกบ้าน ให้นมแม่จากสต๊อกที่เก็บไว้ และต้องให้ขวดนมสลับนมแม่จากเต้า  รวมถึงลูกน้อยถึงวัยเริ่มให้อาหารเสริมหรือเปลี่ยนมาให้นมผสม คุณแม่อาจต้องใช้ขวดนมเพิ่มขึ้นเป็น 4-6  ขวด
  • ความจำเป็นที่ต้องใช้ กรณีไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ อาจต้องมีขวดนมจำนวนมากประมาณ  6-8 ขวด เพื่อให้เพียงพอต่อการให้นมลูกน้อยหลายมื้อต่อวัน
  • จำนวนลูกน้อย หรือการวางแผนมีลูกในอนาคต เพราะหากคุณแม่มีลูกแฝด หรือวางผนจะมีลูกอีกคนเร็วๆ นี้ ก็สามารถซื้อขวดนมเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนที่ต้องใช้จริง เช่น 6-10 ขวด

Tips ขนาดของขวดนมที่ใช้ แนะนำว่าหากเลี้ยงลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรก อาจจะใช้ขวดนมขนาดเล็กไม่เกิน 2 ออนซ์ หรือ 4 ออนซ์  แต่เมื่อลูกโตขึ้นอาจเพิ่มขนาดเป็นขวดนม 8 ออนซ์ ขึ้นไปได้

» ข้อควรสังเกตในการซื้อ ขวดนม

ควรเลือกขวดนม BPA Free โดยสังเกตคำว่า BPA Free เนื่องจากหากขวดนมมีสารนี้ สาร BPA ที่ปนเปื้อนมากับพลาสติกอาจหลุดไปสะสมปะปนกับนมและอาหารที่อยู่ในขวดนมของลูก ส่งผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ การสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท ความทรงจำและการเรียนรู้ของลูกน้อยจนก่อโรคร้ายเป็นอันตรายได้ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจเนื่องจากขวดนมรุ่นใหม่มักไม่มี BPA ต่างจากขวดนมรุ่นเก่าที่ผลิตจากวัสดุ PC (Polycarnonate)

อย่างไรก็ตามก่อนเลือกซื้อขวดนม คุณแม่ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์พิจารณาวัสดุที่ผลิตทุกครั้งก่อนเสมอ

» เคล็ดลับเลือกขวดนม ให้พร้อมก่อนคลอด

  • เลือกแบบที่ต้องการใช้ เช่น คิดไว้ว่าจะให้นมแม่ แล้วต้องสลับกับให้นมแม่สต๊อกจากขวดนม จึงควรเลือกขวดนมแบบคอกว้างเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสับสนระหว่างดูดนมแม่กับนมขวด เนื่องจากขวดนมคอกว้างจะใช้จุกนมฐานกว้างคล้ายนมแม่
  • ซื้อในปริมาณที่คิดว่าจะได้ใช้จริงหลังคลอด เช่น หลังคลอดสามารถลาคลอดได้ 3 เดือน อาจไม่ต้องซื้อมาก เพราะมีเวลาให้นมแม่เต็มที่ เป็นต้น
  • เช็คดูคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น เลือกขวดนมที่ช่วยลดอาการโคลิก ไม่ให้ดูดลมเข้าไป ป้องกันลูกทารกท้องอืดแน่นท้อง
  • ดูงบประมาณที่เหมาะสม เพราะคุณแม่ต้องซื้อของใช้จำเป็นอื่นๆ อีกหลายอย่าง ฉะนั้นอาจเลือกซื้อขวดนมราคากำลังดี ไม่แพงมากเกินไป เพื่อให้แหมาะกับเศรษฐกิจของครอบครัว
  • เลือกขวดนมที่มีคุณภาพดี มีความทนทาน ใช้ได้คุ้มค่า เป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้หรือได้รับความนิยม และควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่ไว้วางใจได้

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

Renolux บริษัทผู้ผลิตสินค้าเพื่อแม่และเด็ก มานานกว่า 40 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในเมือง Nord-Isère ใกล้กับเมือง Lyon เป็นผู้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัยของเด็ก โดยเฉพาะในด้านการผลิตคาร์ซีท จนในปัจจุบันมีการพัฒนากระบวนการผลิตโฟมโพลียูรีเทนแบบพิเศษ ที่เป็นเอกสิทธ์เฉพาะของบริษัท          ทำให้จากความเชี่ยวชาญและความรู้ที่สั่งสมมาช่วยให้เราสามารถคิดสร้างสรรค์และควบคุมแต่ละขั้นตอนของการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กของเราทุกขั้นตอนภายในไซต์ 17,000 ตารางเมตรที่ตั้งอยู่ใน Nord-Isère ได้อย่างมีประสิทธิภาพ          ปัจจุบันความรู้ทางอุตสาหกรรมของ Renolux ช่วยให้เราเชี่ยวชาญในเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคพอลิเมอไรเซชันผ่านกระบวนการจดสิทธิบัตรของเรา (โฟมโพลียูรีเทน) งานโลหะ (การเจาะการตัดการรัดการเชื่อม) สิ่งทอ (การเคลือบการตัดการทำ) และการประกอบในที่สุด มุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกวัน          เพราะฉะนั้น การใช้ผลิตภัณฑ์ของ Renolux จะไม่ใช่แค่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กทั่วไปเท่านั้น แต่ยังได้ความเชี่ยวชาญมากกว่า 40 ปี ในการให้บริการผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กที่มีคุณภาพของ Renolux           คาร์ซีท Renolux Renofix คาร์ซีทเด็กโตที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กน้ำหนัก 15 – 36 KG. […]

คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ

คุณแม่ทุกคนล้วนแต่คิดถึงลูกในท้องมาเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของอาหารการกินและการบำรุง แต่คุณแม่หลายๆ คนตอนนี้กลับต้องมานั่งเครียดกับปัญหาน้ำหนักของตัวเองที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจนเกินจะควบคุมได้ ถ้าพูดแบบชาวบ้านๆ เค้าเรียกกันว่า “น้ำหนักลงแม่หมด” ค่ะ และคุณลูกก็ยังตัวเล็กเหมือนเดิมนะ เพราะงั้น ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าน้ำหนักคุณแม่ขึ้นมากจนเกินไป ก็อย่าเพิ่งดีใจว่าลูกของคุณแม่ตัวใหญ่สมบูรณ์ เพราะความจริงแล้ว อาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปนั้นอาจจะไม่ได้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทารกในครรภ์ หากแต่เป็นอาหารเพิ่มเนื้อหนังคุณแม่ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นแป้งเอย ไขมันเอย ทราบอย่างนี้แล้ว ก่อนจะนำอะไรเข้าปาก ลองฉุกคิดกันซักนิดก่อนดีกว่า ว่าอาหารคำนี้จะไปเป็นของคุณแม่หรือของคุณลูก น้ำหนักช่วงไตรมาส 2 ควรเป็นประมาณไหน? คุณแม่ทราบหรือเปล่าคะว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องนั้นจะมีความต้องการพลังงานมากกว่าสาวๆ ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน นั่นหมายถึงว่า โดยปกติแล้วเราจะต้องการพลังงานแค่ 2,000 กิโลแคลอรีใช่มั้ยคะ แต่คุณแม่ๆ ก็จะต้องการที่ประมาณ 2,300 กิโลแคลเพื่อที่จะนำมาสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อย ความจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถบอกเป็นตัวเลขได้เป๊ะๆ ว่าน้ำหนักคุณแม่ควรจะเพิ่มขึ้นที่เท่าใด เพราะจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ด้วย แต่ถ้าจะให้พูดโดยรวมๆ น้ำหนักของคุณแม่ควรจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 7 กิโลกรัม และไม่ควรเกิน 13 กิโลกรัมค่ะ ในช่วงไตรมาสที่ 2 นั้น น้ำหนักของคุณแม่จะขึ้นเร็วกว่าในช่วงไตรมาสแรกอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยแล้วจะขึ้นที่ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เลยทีเดียวนะ เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถทานอะไรได้มากขึ้น […]

1.เลือกจากประเภทการใช้งานให้เหมาะสมกับสรีระและน้ำหนักของเด็กค่ะโดยทั่วไปรถเข็นจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ 2. วัสดุโครงสร้างของรถเข็นเด็กต้องแข็งแรงและที่สำคัญน้ำหนักต้องเบาเพราะว่าบางครั้งคุณแม่อาจจะต้องเดินทางโดยลำพังกับลูกน้อย นอกจากนี้เบาะที่สัมผัสของตัวน้องควรทำจากวัสดุที่นุ่มสบายเพื่อให้เด็กนั่งได้นาน อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนที่ดีเนื่องจากอากาศที่เมืองไทยค่อนข้างร้อนและระบบปรับอุณหภูมิในเด็กเล็กนั้นยังทำงานได้ไม่ดีนักทำให้เด็กจะร้อนและเหงื่อออกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ 3. ล้อต้องเป็นล้อที่สามารถหมุนได้สะดวกและแข็งแรง เพราะจะทำให้การเคลื่อนตัวของรถเข็นคล่องตัวขึ้นแม้ว่าคุณแม่จะต้องเข็นรถในที่ที่แคบ 4. โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบมาเพื่อรักษาให้ขาและข้อต่อสะโพกอยู่ในรูปทรงตามธรรมชาติโดยประคองขาและข้อต่อสะโพกในอยู่ในรูปทรงตัว“M” ซึ่งเป็นท่าที่จะทำให้ขาและสะโพกของลูกน้อยมั่นคงที่สุดรวมทั้งจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกทั้งสองส่วนให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ดีที่สุด 5. มีหลังคาที่สามารถปกป้องลูกน้อยจากแสงแดดและรังสียูวีเพราะผิวหนังของเด็กนั้นยังบอบบางโดยที่บังแดดควรจะปรับได้ตามทิศทางของแสงแดดที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาในแต่ละวัน นอกจากนี้ที่บังแดดยังช่วยบังลมให้ลูกน้อยได้อีกด้วย 6. โครงสร้างของรถเข็นเด็ก ต้องออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบการหายใจในกรณีที่เด็กอาจจะเผลอหลับบนรถเข็น โดยมีเบาะที่จะทำให้ศีรษะเด็กไม่เคลื่อนที่และป้องกันการบิดของลำคอจึงช่วยป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น 7. ข้อสำคัญอีกประการก็คือหากคุณใช้รถเข็นเด็กแรกเกิด ควรจะเลือกประเภทที่สามารถหันที่นั่งรถเอาหาตัวคุณแม่ได้ เนื่องจากเด็กเล็กต้องการความเอาใจใส่จากแม่เป็นพิเศษ เมื่อน้องออกไปข้างนอกเขาต้องการจะมองเห็นคุณแม่เพื่อความอุ่นใจค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กโตแล้ว เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัวซึ่งในวัยนี้คุณแม่อาจจะปรับที่นั่งรถเข็นให้มองออกไปข้างนอกได้ค่ะ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างถูกต้อง

แม่ใบเตย-พ่อแมน ปลื้มใจ ที่ได้ตัวช่วยดีๆอย่างรถเข็น Aprica เข็นพาลูกออกไปไหนมาไหนก็ลื่นสมูทไม่มีสะดุด ช้อปปิ้งนานแค่ไหน น้องเวทมนต์ ก็นอนสบายหลับสนิทไม่งอแง การมีรถเข็นเด็กแรกเกิดดีๆสักคันที่แม่ไว้วางใจ การพาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยากคุณแม่ใบเตยเลือก รถเข็น Aprica รุ่น Optia Cushion Premuim พา น้องเวทมนต์ ไปข้างนอกแบบสบายๆ ปรับเป็นแบบเข็นไปเห็นหน้าลูกไปก็ได้ สบายใจหายห่วงสุดๆ ตามมาส่องความน่ารัก ” น้องเวทมนต์ “ ลูกสาวตัวน้อยของแม่ใบเตย-พ่อแมนสุดน่ารักกันเลยค่า BabyGift ยินดีแนะนำรถเข็นที่เหมาะกับลูกน้อยและไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ ทักมาปรึกษาได้เลยค่า

การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันเรียกได้ว่าต้องเป็นคุณแม่สายแข็งสายสตรอง ไหนจะมลพิษ ไหนจะฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่ถาโถมมาประดังกันอย่างไม่หยุดหย่อน ซ้ำร้ายกว่านั้น เจ้าภัยร้าย PM2.5 ยังมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอีกซะนี่ แต่ไหนๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว งั้นเรามาทำความรู้จักกับเจ้า PM2.5 พร้อมวิธีการป้องกันกันดีกว่าค่ะ PM2.5 คืออะไร? PM2.5 คือฝุ่นละอองไซส์เล็กจิ๋วที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ถ้าคุณแม่คิดภาพไม่ออก ลองมองดูที่เส้นผมเราค่ะ เจ้าฝุ่นตัวนี้มีขนาดเล็กกว่าผมเราประมาณ 25 เท่าเลยเชียวนะ และขนาดที่เล็กมากเนี่ยแหละที่เป็นอันตราย เพราะแม้แต่จมูกของเราที่สามารถกรองฝุ่นได้อย่างดีเยี่ยมยังไม่สามารถทำอะไรได้ ตอนนี้ก็เลยเป็นหน้าที่ของเราแล้วนะที่จะต้องป้องกันตัวเอง PM 2.5 เกิดจากอะไร? สาเหตุหลักๆ ของ PM2.5 มาจากการเผาขยะ โรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่งอะไรพวกนี้ค่ะ แต่ฝุ่นนี้ก็ไม่ได้มาแค่ฝุ่นนะคะ เพราะมันจะพาพวกสารเคมีอันตรายจำนวนมากมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดมะเร็งอย่าง P-A-Hs สารเคมีที่ไปทำลายระบบประสาทอย่างปรอท รวมถึงแคดเมียมซึ่งเป็นสารพิษจากการทำอุตสาหกรรมต่าง ๆ และสารหนูที่ส่งผลต่อระบบประสาทอีกด้วยเช่นกัน ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เพราะฝุ่นชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ทำให้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ ลูกน้อยของเราจึงมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ แถมยังมีก๊าซต่างๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่กับฝุ่นละออง ไม่ว่าจะเป็นก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโอโซน ซึ่งล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ทั้งสิ้น […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid