หมอนรองให้นม คืออะไร ? จำเป็นแค่ไหน ? มีแล้วให้นมลูกได้ดีขึ้นจริงหรือ ?!

หมอนให้นม เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แม่และทารกรู้สึกสบายขณะให้นม มักจะมีรูปทรงคล้ายตัว C หรือ U ซึ่งช่วยรองรับทารก วัสดุส่วนใหญ่จะอ่อนโยน เพื่อไม่ผิวลูกเกิดอาการระคายเคือง ตัวหมอนหรือเบาะควรมีความนุ่ม ระบายอากาศได้ดี และทำความสะอาดได้ง่าย ซึ่งในบทความนี้ BabyGift จะชวนแม่ๆ มารู้จักหมอนรองให้นมกันให้มากขึ้น พร้อมยี่ห้อดีๆ มาแนะนำกันค่ะ 

รู้จัก หมอนรองให้นม ตัวช่วยคุณแม่ให้นมลูกที่สะดวก สบายขึ้น ! 

หมอนที่ใช้รองให้นมเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การให้นมแม่สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับแม่มือใหม่หรือแม่ที่ต้องให้นมบ่อยๆ เพราะช่วยรองรับน้ำหนักทารกขณะให้นม ลดความเมื่อยล้าของแขนและไหล่แม่ หมอนให้นมจะช่วยจัดท่าให้นมที่เหมาะสม ทำให้ทารกดูดนมได้ง่ายขึ้น ช่วยลดอาการปวดเมื่อยหลัง และคอของแม่ จึงเรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกที่ไม่ว่าคุณแม่น้ำนมเยอะ หรือน้ำนมน้อยต้องมีติดบ้านไว้กันเลยหล่ะค่ะ (อ่านเรื่องวิธีกระตุ้นน้ำนม เพิ่มเติมได้อีก BabyGift มีเขียนไว้แล้วค่ะ) 

ข้อดีของการใช้หมอนรองให้นม  

การใช้หมอนเพื่อให้นมนั้น มีข้อดีหลายประการ ซึ่งช่วยให้การให้นมลูกสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาดูกันค่ะว่ามีข้อดีอะไรบ้าง 

  1. ช่วยรองรับน้ำหนักของทารก : ไม่ต้องใช้แขนและมือของคุณแม่ในการอุ้มลูกมากเท่าไหร่ ช่วยป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการอุ้มลูกเป็นเวลานาน
  2. ปรับท่าทางให้เหมาะสม : ช่วยให้อุ้มลูกให้อยู่ในระดับที่เหมาะกับเต้านม ทำให้ลูกสามารถดูดนมแม่ได้ง่ายขึ้น เข้าเต้าได้ง่ายขึ้น ลดการเกร็งคอของลูก
  3. ช่วยบรรเทาความเครียด ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังและไหล่ของคุณแม่ : ช่วยให้คุณแม่นั่งในท่าที่สบายขึ้น ไม่ต้องก้มหรือเอียงตัวมากเกินไป ป้องกันอาการปวดหลังและไหล่จากการให้นมในท่าที่ไม่ถูกต้อง
  4. เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับคุณแม่หลังผ่าตัดคลอด : ป้องกันไม่ให้น้ำหนักของลูกกดทับบริเวณแผลผ่าตัด ช่วยให้คุณแม่สามารถให้นมได้สะดวกขึ้นในช่วงที่ยังมีอาการเจ็บแผล
  5. ปรับใช้ได้หลากหลายท่าทางการให้นม : สามารถใช้ได้กับหลายท่าการให้นม เช่น ท่าอุ้มฟุตบอล หรือท่านอนตะแคง
  6. ป้องกันการหลับในขณะให้นม : การมีหมอนรองรับจะช่วยลดความเสี่ยงที่คุณแม่จะหลับและทำลูกตกได้
  7. เพิ่มความมั่นใจในการให้นม : การมีอุปกรณ์ช่วยอาจทำให้คุณแม่มือใหม่รู้สึกมั่นใจในการให้นมมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหมอนให้นมจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจำเป็นสำหรับคุณแม่ทุกคน บางคนอาจรู้สึกสบายกว่าเมื่อไม่ใช้หมอน ดังนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองและลูกที่สุดค่ะ 

วิธีเลือกหมอนรองให้นม 

การเลือกหมอนที่ใช้ช่วยคุณแม่สำหรับให้นมที่เหมาะกับการใช้งานนั้น สำคัญมากสำหรับความสะดวกสบายของทั้งตัวแม่และลูก ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่สบาย และผ่อนคลายมากขึ้น เราลองมาดูกันค่ะ ว่าต้องดูปัจจัยอะไรบ้าง 

  1. รูปทรงและขนาด : เลือกรูปทรงที่ถนัด และเหมาะกับสรีระของคุณแม่และลูก ส่วนขนาดควรพอดีกับรูปร่างของคุณแม่
  2. ความกระชับและการรองรับสรีระ : ต้องกระชับแนบตัวลูกและคุณแม่ เพราะการรองรับสรีระทารกได้ดี จะช่วยให้อุ้มได้ถูกท่า และสำหรับหมอนรูปตัวยูควรปรับสายได้เพื่อให้แนบกระชับกับเอวคุณแม่
  3. วัสดุและคุณภาพ : เลือกวัสดุที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิวทารก นุ่ม ระบายอากาศได้ดี ทำความสะอาดง่าย ทนทานต่อการใช้งาน และการซักบ่อยๆ
  4. การออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ : องศาของหมอนต้องเหมาะกับทารก การออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์และกระดูกสันหลังของทารกจะช่วยให้ทารกนอนในท่าที่ถูกต้อง
  5. ราคาและคุณภาพ : เลือกโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าระหว่างราคาและคุณภาพ
  6. ความเอนกประสงค์ : สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น รองนั่ง รองนอนทารก
  7. ความปลอดภัย : ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนประกอบที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก
  8. รีวิวและคำแนะนำ : ตัดสินใจโดยการอ่านรีวิวจากคุณแม่ที่มีประสบการณ์คนอื่นๆ หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง BabyGift ได้เลยนะคะ

แนะนำ ท่าอุ้มลูกให้นมที่ถูกต้อง มีอะไรบ้าง ? 

แต่ละท่ามีข้อดีแตกต่างกัน คุณแม่สามารถเลือกใช้ท่าที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความสะดวกสบายของตนเองและลูกได้ อีกทั้งการสลับท่าให้นมก็อาจช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้อีกด้วย ลองมาดูวิธีการอุ้มให้นมในแต่ละท่ากันค่ะ 

  1. ท่าลูกนอนขวางบนตัก (Cradle hold) : ท่านี้เหมาะกับคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยให้ลูกนอนตะแคงบนตักแม่ ให้หันหน้าเข้าหาตัวแม่ ให้ศีรษะลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย ท้ายทอยวางบนแขนแม่ ส่วนมือและแขนแม่ประคองตัวลูกไว้ มืออีกข้างของแม่ประคองเต้านม ท่านี้ช่วยให้แม่ และลูกสบายตัว และมองหน้ากันได้ขณะให้นม
  2. ท่าลูกนอนขวางบนตักแบบประยุกต์ (Modified/cross cradle hold) : เหมาะสำหรับคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ช่วยในการนำลูกเข้าอมหัวนมได้ดีขึ้น ท่านี้จะคล้ายกับท่าแรก แต่จะใช้มือข้างเดียวกับที่ประคองเต้านม ประคองลูกเอาไว้ และมืออีกข้างรองรับต้นคอและท้ายทอยของลูก จะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะลูกให้เข้าหาเต้านมได้ดีกว่า
  3. ท่าอุ้มลูกฟุตบอล (Clutch hold หรือ Football hold) : เหมาะสำหรับแม่ที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง, คุณแม่ที่มีเต้านมใหญ่หรือลูกตัวเล็ก หรือคุณแม่ที่คลอดลูกแฝด วิธีการก็คือ ให้ลูกอยู่ในท่ากึ่งตะแคงกึ่งนอนหงาย ขาชี้ไปทางด้านหลังของแม่โดยมือแม่จับที่ต้นคอและท้ายทอยของลูก กอดลูกให้กระชับกับสีข้าง ให้ลูกดูดนมจากเต้านมข้างเดียวกับมือที่จับลูกส่วนมืออีกข้างประคองเต้านม ท่านี้จะช่วยลดแรงกดทับบนแผลผ่าตัดหน้าท้อง และเหมาะกับแม่ที่มีเต้านมใหญ่หรือลูกตัวเล็ก และแม่ลูกแผดที่ให้ลูกดูดนมพร้อมกันได้
  4. ท่านอน (Side lying position) : เหมาะสำหรับแม่ที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องและต้องการพักผ่อน หรือให้นมลูกเวลากลางคืน วิธีการคือให้แม่และลูกนอนตะแคงเข้าหากัน โดยแม่นอนศีรษะสูงเล็กน้อย หลังและสะโพกตรง ให้ปากของลูกอยู่ตรงกับหัวนมของแม่ มือด้านล่างประคองตัวลูกให้ชิดลำตัวแม่ (อาจใช้ผ้าหรือหมอนช่วยหนุนหลังลูกแทนแขนของแม่ก็ได้) และใช้มือด้านบนประคองเต้านมในช่วงแรกที่เริ่มให้ลูกดูดจนกว่าลูกจะดูดได้ดีจึงเอามือออกก็ได้ค่ะ

BabyGift แนะนำ หมอนรองให้นม คุณภาพดี น่าใช้ ! 

1. MOTHERY หมอนรองให้นม เอียง 11 องศา 

หมอนให้นมเป็นตัวช่วยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยคุณแม่มือใหม่ให้เลี้ยงลูกได้อย่างสะดวก สบายมากขึ้น MOTHERY เป็นหมอนรองให้นมที่พัฒนาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยการออกแบบเอียง 11 องศา ทำให้การเข้าเต้าเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณแม่  

จุดเด่น 

  • มีหลายสีให้เลือก สีสันสวยงาม ใช้งานง่าย ถูกใจคุณแม่ 
  • ดีไซน์แบบ U-curve ช่วยให้ลูกเข้าเต้าได้ด้วยองศาที่ดีที่สุด 
  • Back Support ช่วยลดอาการปวดเมื่อยให้กับคุณแม่ถึง 5 จุด 

2. ERGOBABY หมอนรองให้นม Nursing Pillow Natural Curve

ERGOBABY เป็นหมอนให้นมที่มีความอ่อนนุ่มแต่ก็มีความแน่นกระชับในตัวด้วย ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการให้นม พกพาสะดวก หยิบใช้ง่าย เพราะมีหูจับ ใช้เป็นหมอนรองให้ลูกนอนช่วยย่อยก็ได้ คุณพ่อก็ใช้ได้ ใช้ง่าย เนื้อแน่นไม่ยุบตัว  

จุดเด่น  

  • หมอนรองให้นมที่ออกแบบมาให้โค้งรับตามหลักสรีรศาสตร์ 
  • ใช้ได้นานหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่เป็นหมอนที่ช่วยให้นมช่วยให้เข้าเต้าในวัยแรกเกิด เป็นหมอนให้ลูกนอนช่วยให้ผู้ปกครองป้อนขวดนมได้ง่ายขึ้น และเป็นหมอนใช้ฝึกคว่ำตัวในวัย 6 เดือน เป็นต้น 
  • มีสายคาดตัว ล็อกได้แนบตัวไม่ไหลหลุด ทำความสะอาดได้ ถอดปลอกซักเครื่องได้

3. SANDESICA หมอนให้นม

SANDESICA เป็นหมอนคุชชั่นคุณภาพพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อวางเด็กทารกขณะให้นมโดยเฉพาะ มีร่องให้ลูกอยู่กับที่ได้ไม่เอียงไปมาขณะให้นม มาพร้อมเข็มขัดที่สามารถปรับให้กระชับกับลำตัวได้ ช่วยให้แม่ลดอาการปวดหลังได้ 

จุดเด่น  

  • ช่วยรับน้ำหนักบริเวณสะโพก ซัพพอร์ตการอุ้มลูกให้นมในหลายๆ ท่า สามารถอุ้มท่าอุ้มลูกฟุตบอลได้ 
  • หมอนนุ่ม รับน้ำหนักได้สบาย ใช้งานง่าย มีเข็มขัดล็อก 

หมอนให้นมเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การให้นมลูกสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยรองรับน้ำหนักของทารก ช่วยลดอาการปวดเมื่อย และช่วยปรับท่าทางให้ลูกเข้าเต้า เข้าดูดหัวนมแม่ได้ง่ายขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับคุณแม่หลังผ่าตัดคลอด และสามารถปรับใช้ได้หลากหลายท่าการให้นม ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจในการให้นมมากขึ้น สำหรับคุณแม่คนไหนที่สนใจเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแม่และเด็กเพิ่มเติม เช่น แม่เสริมหน้าอกให้นมได้มั้ย หรือบทความเรื่องแม่และเด็กอื่นๆ สามารถติดตาม BabyGift ได้ และหากใครสนใจผลิตภัณฑ์หมอนรองให้นม หรือสินค้าแม่ และเด็กอื่นๆ ก็สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมมสินค้าได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟ ทั้ง 4 สาขา ใกล้บ้าน หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

โดยปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่ที่ซื้อคาร์ซีท รถเข็นเด็กไป จะไม่ค่อยได้คำนึงถึงว่าใช้งานไปนานเท่าไหร่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ถึงจะต้องซักทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค คาร์ซีท รถเข็นเด็ก จนกระทั้งเกิดความสกปรกขึ้น เช่น ฝุ่นควัน นม อาหาร หรือขนมต่างๆ หกใส่เบาะ คราบน้ำลาย คราบอาเจียน ที่ไม่สามารถเช็ดออกได้ เป็นคราบสกปรกเห็นได้ชัด ถึงจะทำความสะอาด แต่รู้ไหมว่ายิ่งทิ้งคราบแบบนั้นไว้นานเท่าไหร่ พวกเชื้อแบคทีเรียต่างๆที่เกิดขึ้นจากการหมักหม่น ก็จะเกิดการสะสมมากขึ้น ส่งผลร้ายต่อเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีความบอบบาง แพ้ง่าย ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ แนะนำการซักทำความสะอาดคาร์ซีท รถเข็นเด็ก เพื่อยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ควรซักทำความสะอาดทุกๆ 3-6 เดือน ตามการใช้งาน เพื่อช่วยให้คาร์ซีท รถเข็นเด็ก ของลูกสะอาดพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย สำหรับการซักทำความสะอาด ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งซักทำความสะอาดได้จากร้านที่ซื้อสินค้ามา เช่น ร้าน BabyGift ที่รับบริการถึง 3 สาขา ใกล้บ้าน แต่ในช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้ ทางเราจึงมีเทคนิคการซักทำความสะอาดด้วยตัวเองมาฝากกันค่ะ วิธีทำความสะอาด คาร์ซีท รถเข็นเด็ก แยกการทำความสะอาดออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือผ้าหุ้มเบาะ […]

ความปลอดภัยของลูกน้อยระหว่างการเดินทางเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตั้งคาร์ซีทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับลูกรักในทุกเส้นทาง ทำไมคาร์ซีทถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม? ร่างกายของเด็กยังไม่เติบโตสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างกระดูกและต้นคอที่บอบบาง การอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนจึงไม่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลเมื่อเกิดการชนได้ การใช้คาร์ซีทจะช่วยยึดเหนี่ยวร่างกายของเด็กให้ปลอดภัยอยู่กับที่นั่ง ลดความเสี่ยงในการพุ่งออกนอกตัวรถ และป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ 5 วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทให้คุ้มค่าและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด การเฟ้นหาคาร์ซีทที่เหมาะสมที่สุดต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเน้นทั้งความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานประจำวันดังนี้ 1. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัย น้ำหนัก และส่วนสูงของเด็ก คุณแม่ควรเลือกคาร์ซีทโดยยึดหลักสรีระเป็นสำคัญ แบ่งง่าย ๆ เป็นกลุ่มเด็กแรกเกิดที่ต้องการการปกป้องลำคอเป็นพิเศษ ไปจนถึงกลุ่มเด็กโตที่ต้องการเพียงเบาะเสริมความสูงเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยรถยนต์พาดผ่านตำแหน่งที่ถูกต้อง การเลือกที่พอดีกับตัวเด็กจะช่วยให้ระบบนิรภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 2. รู้จักระบบติดตั้ง ISOFIX และ ISOFIT เพื่อความมั่นคงสูงสุด การติดตั้งคาร์ซีทด้วยระบบ ISOFIX คือการล็อกเข้ากับจุดยึดเหล็กในรถโดยตรง ช่วยลดความผิดพลาดในการติดตั้งให้เป็นศูนย์ ส่วนระบบ ISOFIT มักใช้ในเด็กโตโดยยึดโครงเบาะไว้และใช้สายเบลท์รถยนต์รัดตัวเด็กอีกชั้น ทั้งสองระบบมอบความมั่นคงที่เหนือกว่าการใช้เพียงสายเบลท์แบบเดิม ๆ อย่างมาก 3. ตรวจสอบป้ายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (ECE R44/04 หรือ R129) ป้ายมาตรฐานสากลคือเครื่องยืนยันความปลอดภัย หากเป็นมาตรฐาน ECE R44/04 จะผ่านการทดสอบการชนหน้าและหลัง แต่ถ้าเป็นมาตรฐานล่าสุดอย่าง […]

การตั้งชื่อลูกเป็นหนึ่งในความสุขและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพราะนอกจากจะต้องไพเราะทันสมัยแล้ว ยังต้องเป็นชื่อมงคลที่มีความหมายดี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของลูกน้อย วันนี้ BabyGift ได้รวบรวมไอเดียตั้งชื่อมงคลตามวันเกิดมาให้คุณแล้ว พร้อมทั้งหลักการ ตั้งชื่อลูก ที่ถูกต้อง เพื่อให้การตั้งชื่อเป็นเรื่องที่ง่ายและเต็มไปด้วยความหมายที่สุด การตั้งชื่อลูกสำคัญอย่างไร ชื่อเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต และเชื่อกันว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อโชคชะตาและลักษณะนิสัยของบุคคลนั้น ๆ การตั้งชื่อมงคลที่ถูกต้องตามหลักการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวันเกิดหรือหลักทักษา จึงเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ เพื่อเป็นการส่งเสริมชีวิตของลูกให้เจริญรุ่งเรือง มีความสุข และประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน หลักการตั้งชื่อลูก หลักการ ตั้งชื่อลูก ที่เป็นที่นิยม คือการพิจารณาจากวันเกิดของลูก ซึ่งจะมีการกำหนดอักษรที่เป็น กาลกิณี หรืออักษรต้องห้ามในแต่ละวันเอาไว้ การตั้งชื่อโดยไม่ใช้อักษรต้องห้ามเหล่านี้จะช่วยเสริมชื่อมงคลให้แก่ลูกน้อยได้ ตั้งชื่อลูกชาย การ ตั้งชื่อลูกชาย มักจะเน้นที่ความหมายเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง ความเป็นผู้นำ และความสำเร็จ เพื่อส่งเสริมให้ลูกเป็นคนที่มีพลัง มีอำนาจ และสามารถปกป้องดูแลครอบครัวได้ในอนาคต ตั้งชื่อลูกสาว สำหรับลูกสาว การ ตั้งชื่อลูกสาว ในยุคปัจจุบันมักจะเน้นความหมายที่ทันสมัย แต่ก็ยังคงความอ่อนหวาน สง่างาม และความฉลาดเฉลียวไว้ เพื่อให้ลูกเติบโตเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถและมีความสุขในชีวิต ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันอาทิตย์ สำหรับน้อง ๆ ที่เกิดวันอาทิตย์ […]

เรื่อง : สิริพร ความปลอดภัยของลูกน้อยในวัยเบบี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องใส่ใจและดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ เรื่องแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่ควรมองข้ามนะคะ อยากจะชวนคุณพ่อคุณแม่มากันดูค่ะว่ามีเรื่องไหนที่เราเคยทำ แล้วเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็กกันบ้าง มีถุงพลาสติก หรือลูกโป่งอยู่ใกล้ตัวเบบี้ ? อย่ามองข้ามถุงพลาสติกที่คุณแม่ใส่ของหิ้วเข้าบ้านนะคะ เพราะหากเอาของออกแล้ว ไม่ทันเก็บให้ดี เจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ อาจเผลอหยิบเล่นเข้าปาก หรือครอบหัวจนหายใจไม่ออก ส่วนลูกโป่งหากแตก เศษลูกโป่งก็อาจกระเด็นเข้าตา หรือดีดใส่หน้าจนได้รับอันตรายได้ Safety for baby : เจ้า ตัวเล็กอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นอยากสำรวจสิ่งใกล้ตัว ฉะนั้นความสะอาด และความปลอดภัยของสิ่งของที่ลูกจะคว้าจับได้จึงสำคัญ คุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น หากมีลูกโป่ง หรือของที่ลูกสามารถบีบแตกได้อยู่ในบริเวณที่ลูกคว้าจับได้ง่าย คุณแม่ต้องรีบเก็บให้ห่างจากมือลูกโดยเร็ว แต่หากลูกอยากเล่นของเล่นลูกกลม ๆ ก็ลองหาลูกบอลที่เป็นผ้านุ่มนิ่ม ที่ไม่อันตรายจะดีกว่าค่ คุณพ่อสูบบุหรี่ตอนเบบี้ไม่อยู่บ้าน ? ควันบุหรี่ที่ถูกพ่อออกมาเป็นสารพิษชนิดเดียวกันกับที่สูบเข้าไปค่ะ ถึงคุณพ่อจะสูบตอนที่ลูกเบบี้ไม่อยู่บ้าน หรือไม่อยู่บริเวณนั้นขณะสูบ สารพิษนี้ก็คงยังล่องลอยอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศและคนในบ้านแย่ตามไปด้วย  Safety for baby : หากอยากจะให้เจ้าตัวเล็กของเราห่างไกลจากควันบุหรี่ คุณพ่อไม่ควรสูบบุหรี่ที่บ้านเลยดีที่สุดค่ะ และพยายามจัดบรรยากาศทั้งในและนอกบ้านให้ปลอดโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกอยู่ เสมอ เช่น มีการกำจัดฝุ่นตามโต๊ะ ตู้ พื้นห้องทุกวัน […]

ช่วงนี้บอกได้เลยว่า กราฟความเป็นห่วงและกังวลของแม่ๆ ก็คงจะพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน เพราะมีเชื้อโรคตัวร้ายอย่าง COVID ที่ความร้ายกาจนั้นอยู่ที่มันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเกิดมายุคไหน ก็คงจะหนีไม่พ้นจากการปลูกฝังให้ล้างมือ แต่เด็กๆ ยุคนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ที่ล้างมือค่ะ เพราะเราจะมีขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีที่เยอะกว่านั้น มาดูกันเลยค่ะ ว่ายุคแห่งสงคราม “โรค” เช่นนี้ เราจะฝึกให้ลูกน้อยดูแลสุขอนามัยของตัวเองยังไงได้บ้าง 1. ล้างมือให้นานกว่าเดิม เพิ่มเติมคือมีท่า  ตอนนี้คงจะพูดแค่ว่าให้ล้างมือให้สะอาดไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องเน้นให้ล้างมือนานกว่าเดิม เพราะมือที่ดูเหมือนว่าสะอาดแล้ว อาจจะไม่ได้สะอาดอย่างที่เห็น การล้างมือที่ถูกต้องที่เราอยากให้คุณแม่ปลูกฝังลูกๆ ก็คือการล้างมือแบบ 7 ขั้นตอนค่ะ ลองมาดูกันนะ ว่าทำแบบไหนบ้าง แม้ขั้นตอนจะดูเยอะไปซักนิด แต่คุณแม่มั่นใจได้เลยค่ะ ว่าถ้าลูกน้อยทำครบ 7 ขั้นตอนนี้ ต่อให้เชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในซอกเล็บยังต้องกลัว! การันตีมือสะอาดหมดจด ตั้งแต่ข้อมือยันปลายเล็บเลยล่ะ! 2. มือกับหน้า ไม่ควรมาเจอกัน  แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับไม่ให้ลูกๆ ใช้มือสัมผัสหน้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะห้ามไม่ได้นะคะ คุณแม่อาจจะต้องค่อยๆ สอนไป อาจจะแกล้งบอกเค้าว่ามือกับหน้าโกรธกันอยู่ ไม่ควรมาเจอกัน หรือเวลาลูกจะใช้มือมาจับที่หน้า อย่าดุ อย่าทำเสียงดัง หรือทำให้เค้าตกใจ แต่ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เค้าใช้มือไปจับอย่างอื่นแทน ถ้าวิธีพวกนี้ไม่เวิร์ค เราอาจจะใช้วิธีคุยกับเค้าไปตรงๆ เล่าให้เค้าฟังว่าที่มือของเค้ามีเชื้อโรค ซึ่งมันจะมากัดที่หน้าถ้าเผลอเอามือไปจับก็ได้เช่นกันค่า […]

การเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีเริ่มต้นจากการให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่การที่ลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นปัญหาที่แม่หลายคนต้องพบเจอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยทารกหรือวัยเด็กเล็ก แต่หากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพของลูกในระยะยาว ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีจัดการลูกไม่ยอมกินข้าวที่ได้ผลจริงมาฝากค่ะ 1. สร้างสภาพแวดล้อมในการทานอาหารที่ดี บรรยากาศการทานอาหารที่ดีช่วยให้ลูกอยากทานมากขึ้น คุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและไม่กดดันขณะทานอาหาร เช่น การทานอาหารร่วมกันกับครอบครัว หรือการตั้งโต๊ะอาหารที่มีสีสันและดูน่าสนใจ เคล็ดลับ: 2. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกอาหาร เด็กมักจะรู้สึกสนุกและมีความภาคภูมิใจเมื่อได้เลือกหรือช่วยเตรียมอาหารเอง คุณแม่สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกเมนูอาหารหรือการจัดเตรียมอาหารบางอย่าง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อ เคล็ดลับ: 3. หลีกเลี่ยงการบังคับให้กินอาหาร การบังคับให้ลูกทานอาหารอาจทำให้ลูกเกิดความเครียดและต่อต้านการทานอาหารมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารจะช่วยให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการทานอาหาร เคล็ดลับ: 4. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย เด็กมักเบื่ออาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้นคุณแม่ควรเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายและน่าสนใจ เช่น การทำอาหารในรูปแบบต่างๆ หรือการเพิ่มรสชาติใหม่ๆ เข้าไปในอาหาร เคล็ดลับ: 5. ไม่เสิร์ฟของหวานก่อนมื้ออาหาร การเสิร์ฟของหวานหรือขนมก่อนมื้ออาหารจะทำให้ลูกอิ่มท้องก่อนและไม่อยากทานข้าว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการให้ขนมก่อนมื้ออาหาร เคล็ดลับ: 6. ทานอาหารร่วมกับลูก การทานอาหารร่วมกับลูกจะช่วยให้ลูกเห็นแบบอย่างในการทานอาหารที่ดี และทำให้ลูกรู้สึกมีส่วนร่วมในการทานอาหารด้วยกัน เคล็ดลับ: 7. ควบคุมเวลาการทานอาหาร การมีเวลาทานอาหารที่ชัดเจนจะช่วยให้ลูกสร้างนิสัยการทานอาหารที่ดี ไม่ทานอาหารระหว่างมื้อซึ่งอาจทำให้ลูกไม่หิวเวลาทานข้าว เคล็ดลับ: 8. ให้รางวัลเมื่อทานอาหารเสร็จ การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วเป็นวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกทานอาหารอย่างเต็มใจ โดยรางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นขนมหรือของหวานเสมอไป […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid