วิธีซื้อคาร์ซีทที่ปลอดภัย แบบที่คนขายไม่เคยบอก

คาร์ซีทปลอดภัย สำหรับเด็กแรกเกิด จะต้องดูจากอะไรบ้าง วันนี้ BabyGift จะมาบอกวิธีดูคาร์ซีทที่ปลอดภัย แบบลึกซึ้งถึงโครงสร้างกันเลยค่ะ เพราะทุกวัสดุที่ประกอบอยู่ในคาร์ซีทนั้น มีผลต่อความปลอดภัยของลูกน้อยมาก และก่อนคุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกรัก นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้เลยค่ะ  

โครงคาร์ซีท ทำจากอะไร แบบไหนที่ปลอดภัย

     1. โครงพลาสติกทั่วไป (PP) 

พลาสติกมีความแข็งแรง ทนต่อการกระแทก มีน้ำหนักเบา ส่วนใหญ่มักจะใช้ภายในห้องโดยสารรถยนต์ เช่น แผงประตู หรือ คอนโซลรถ 

เมื่อใช้พลาสติก 100% ทำเป็นโครงคาร์ซีทสำหรับเด็กโตโดยเฉพาะ ที่น้องมีสรีระแข็งแรงแล้ว ก็เพียงพอต่อการปกป้องน้องให้ปลอดภัยค่ะ  

แต่สำหรับเด็กแรกเกิด ที่สรีระบอบบาง ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ การใช้พลาสติก 100% เลย อาจจะไม่พียงพอ โครงคาร์ซีทควรจะเสริมด้วยวัสดุอื่น ๆ เพิ่มความแข็งแรงด้วย เช่น เสริมด้วยไฟเบอร์กลาส 

     2. โครงพลาสติก เสริมไฟเบอร์กลาส

ไฟเบอร์กลาส หรือ เส้นใยแก้ว จะใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงเป็นพิเศษ ใช้แทนโลหะได้เลย เช่น ทำชิ้นส่วนเครื่องบินเล็ก ทำชิ้นส่วนรถแข่ง เพราะทนต่อการถูกกระแทก ทนต่อการฉีกขาด มีน้ำหนักเบา และยังสามารถดัดโค้งจัดรูปทรงได้ ไม่เปราะง่าย 

ในการทำโครงคาร์ซีทเด็กแรกเกิด เสริมด้วยไฟเบอร์กลาสจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้ดีมาก กันความร้อน ไม่สะสมความร้อน และสามารถจัดรูปทรงโครงคาร์ซีทให้โอบรับกับสรีระของเด็กทารกได้อย่างปลอดภัย ไม่เปราะบาง 

คาร์ซีทเด็กแรกเกิดที่ใช้ไฟเบอร์กลาส ส่วนใหญ่จะพบในประเทศญี่ปุ่น เช่น แบรนด์ Ailebebe รุ่น Kurutto เพราะแบรนด์นี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับ 1 เลยค่ะ 

     3. โครงพลาสติก เสริมอลูมิเนียม

อลูมิเนียม เป็นวัสดุที่แข็งแรง แตกหักยาก มักจะใช้ทดแทนเหล็ก เพราะมีน้ำหนักเบากว่าเหล็ก 

และอลูมิเนียมสามารถใช้เสริมเป็นเสาซ้ายและขวาข้างคาร์ซีท ซึ่งจะช่วยทำให้โครงมีความแข็งแรงขึ้น ทนต่อการกระแทกได้ดีขึ้น แต่อลูมิเนียมก็เป็นวัสดุที่ไม่กันความร้อน หากทิ้งคาร์ซีทไว้ในรถเป็นเวลานาน ด้านในจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้คาร์ซีทสะสมความร้อนได้  

     4. โครงพลาสติก เสริมเหล็ก

เหล็ก แน่นอนว่าเป็นวัสดุที่แข็งแรงมาก ๆ แตกหักยาก ทนต่อการกระแทกได้ดีที่สุด เหล็กจึงนิยมใช้เสริมในคาร์ซีท ใช้เป็นเสาซ้ายและขวาข้างคาร์ซีท หรือ ใช้เป็นโครงคาร์ซีททั้งหมดเลย เพื่อเพิ่มความแข็งแรง แต่เหล็กก็ทำให้คาร์ซีทมีน้ำหนักเยอะขึ้นด้วย 

และเหล็กก็เป็นวัสดุไม่กันความร้อน หากทิ้งคาร์ซีทไว้ในรถเป็นเวลานาน ก็ทำให้สะสมความร้อนภายในได้

แบรนด์คาร์ซีท เช่น Renolux ​จึงพัฒนาไม่ใช้พลาสติก แต่จะใช้โครงเหล็กทั้งหมด โดยการใช้เหล็กเป็นตัวขึ้นโครงด้านใน แล้วใช้เทคโนโลยีการฉีดโฟมโพลียูรีเทน ที่มีความหนาแน่นสูง ให้หุ้มตัวโครงเหล็กนั้นไว้ ให้เป็นรูปทรงเบาะคาร์ซีท กันความร้อน ไม่สะสมความร้อน กันการกระแทกได้ดีมาก และเทคโนโลยีนี้ยังเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ Renolux ​เท่านั้น

ฟังก์ชั่นเสริมโครง เพิ่มความปลอดภัย

โครงด้านในเป็นตารางวาฟเฟิล  

โครงคาร์ซีทที่มั่นคง ปลอดภัย โครงภายในควรจะต้องออกแบบให้เป็นเส้นตารางแนวตั้งและแนวนอน คล้ายกับวาฟเฟิล ด้วยนะคะ ความหนาตรงนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแรง ป้องกันการฉีกขาด ช่วยป้องกันการกระแทกได้มากขึ้นแบบทั่วทั้งโครงเลยค่ะ  

มี Baby Catch Technology หรือ ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ

เทคโนโลยีนี้พบได้ใน แบรนด์ Ailebebe รุ่น Kurutto เพียงแบรนด์เดียวเลยค่ะ การที่พนักพิงยุบตัวเองได้ จะช่วยรองรับแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ปกป้องกระดูกสันหลังของลูกน้อยที่ยังไม่แข็งแรง 

ระบบพนักพิงยุบตัว เป็นหลักการเดียวกันกับการยุบตัวของพวงมาลัยในรถหรูหลาย ๆ ยี่ห้อ เพื่อช่วยลดแรงกระแทก ช่วยให้ปลอดภัยสูงสุดเลยนะคะ 

วัสดุรองรับแรงกระแทกในคาร์ซีทเด็ก ทำจากอะไรบ้าง 

     1. โฟม EPS (Expanded Polystyrene) 

โฟมสีขาว ที่เสริมในหมวกกันน๊อคเพื่อกันกระแทก คือวัสดุที่คาร์ซีทขาดไม่ได้เลยนะคะ โฟมตัวนี้มีความเหนียว แตกหักได้ง่าย แต่เป็นข้อดีในการนำมารองรับแรงกระแทก เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุมีการกระแทกเกิดขึ้น โฟมสีขาวนี้จะแตก ซึ่งการแตกของโฟมจะช่วยลดแรงกระแทกไม่ให้ไปถึงตัวเด็กมากเกินไป ลดโอกาสที่ลูกน้อยจะบาดเจ็บได้ 

     2. โฟม EPP (Expanded Polypropylene) 

โฟมสีดำมีความหนา มีความแข็ง ไม่ลามไฟ พร้อมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย โฟมตัวนี้จะช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดีมาก ปกป้องสรีระเด็ก ๆ ในจุดสำคัญได้ เช่น การ์ดด้านข้าง, แผ่นหลัง 

     3. โพลียูรีเทน (Polyurethane) 

ยางสังเคราะห์ ที่มีความนุ่มพิเศษ ยืดหยุ่นสูง และทนกว่ายางธรรมชาติ  

เป็นวัสดุกันกระแทกในคาร์ซีทได้ (แต่ยังไม่มีวิจัยรองรับ) ที่มักจะใช้กับคาร์ซีทเด็กโตโดยเฉพาะ ไม่เหมาะใช้กับทารกแรกเกิดที่สรีระบอบบาง เนื่องจากโพลียูรีเทนมีความนุ่มเด้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะมีแรงสะท้อนส่งกลับมาที่ทารก ทำให้ตัวของทารกเด้งกระแทกหลายรอบ จนทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ 

ส่วนอายุการใช้งานก็น้อย เช่น เมื่อทิ้งไว้ในรถนานสัก 1 ปี  โดนความร้อนและแสงยูวี สีจะเข้มขึ้น เปราะง่ายขึ้นด้วยค่ะ  

     4. เมมโมรี่โฟม

เป็นโฟมที่มีความนุ่ม รองรับน้ำหนักได้ดี เมื่อถูกกดทับก็สามารถคืนตัวได้ จึงเหมาะมากที่จะนำมาทำเป็นวัสดุกันกระแทกในคาร์ซีท ในจุดสำคัญที่เด็กควรได้รับการปกป้อง เช่น Head Support แรกเกิด เบาะรองหลัง เบาะรองนั่ง 

แต่โฟมชนิดนี้มีความหนาแน่น ถ้าหากไม่เจาะรูระบายอากาศด้วย ก็จะสะสมความร้อนได้ค่ะ 

ผ้าหุ้มคาร์ซีทเลือกแบบไหนดี

     1. ผ้าออแกนิค

ผ้าออแกนิคจะช่วยลดโอกาสที่ลูกน้อยจะระคายเคืองผิวหรือไม่ระคายเคืองผิวเลย แต่ผ้าออแกนิคมักจะเป็นขุยง่าย ไม่ทนทานแบบผ้าชนิดอื่น และมักจะดูดซับเหงื่อไว้ ทำให้ผ้าอับชื้นได้ง่ายมาก จึงต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อย ๆ เลยค่ะ 

     2. ผ้าโพลีเอสเตอร์  

ผ้าโพลีเอสเตอร์เป็นผ้าที่นิยมใช้เป็นผ้าหุ้มคาร์ซีท มีความทนทาน ไม่ค่อยเป็นขุยง่าย เนื้อผ้าไม่ค่อยมีความนุ่ม ผ้าชนิดนี้จึงควรผสมกับผ้าอย่างอื่นด้วย เพื่อช่วยการระบายอากาศและเพิ่มความนุ่มในการสัมผัส 

     3. ผ้าฝ้าย 

ผ้าฝ้ายจะผัสนุ่ม สบายที่สุด ระบายอากาศได้ดี  แต่เนื้อผ้าที่มีความนุ่ม ก็มักจะซับเหงื่อได้เยอะมากเช่นกัน จึงต้องหมั่นซักทำความสะอาดผ้าหุ้มคาร์ซีทบ่อย ๆ   

     4. ผ้า AG Pure เคลือบ Ion Silver

ผ้าต้านเชื้อแบคทีเรีย เนื้อผ้าจะสัมผัสนุ่ม สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ด้วยตัวเอง ถึง 99% เนื้อผ้ามีความนุ่ม ระบายอากาศ มาพร้อมคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียได้เอง ทำให้ไม่ต้องซักทำความสะอาดผ้าหุ้มคาร์ซีทบ่อย ๆ แบบผ้าชนิดอื่น ๆ แต่เนื่องจากผ้าชนิดนี้มีราคาสูงจึงหาพบได้ยากในคาร์ซีททั่วไป 

     5. ผ้าตาข่าย W Russell

ผ้าตาข่าย W Russell จะถูกทักทอด้านในเป็นรูปตัว W ทำให้มีช่องว่างมากขึ้น มีรูระบายอากาศที่ใหญ่กว่า พร้อมมีผิวสัมผัสที่เรียบนุ่ม แตกต่างจากผ้าตาข่ายทั่วไปที่มีความแข็งกระด้าง  

เมื่อใช้เป็นผ้าหุ้มคาร์ซีทตลอดช่วงตัว หรือ ในจุดที่ทารกเหงื่อออกเยอะ ๆ เช่น ศีรษะ หลัง เบาะรองนั่ง จะช่วยให้เย็นสบายมากขึ้น นั่งนาน ๆ ก็ไม่ร้อน แต่เนื่องจากผ้าตาข่าย W Russell มีราคาสูง จึงหาพบได้ยากในคาร์ซีททั่วไป 

ได้ข้อมูลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ว่าโครงคาร์ซีท วัสดุกันกระแทก และเนื้อผ้า แตกต่างกันยังไงบ้าง อย่าลืมว่าความปลอดภัยของลูกน้อยคือเรื่องที่สำคัญที่สุด และยังเป็นหัวใจหลักในการเลือกคาร์ซีทอีกด้วย ฉะนั้นก่อนจะซื้อต้องรู้ให้ลึกถึงโครงสร้างเลยนะคะ 

BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพสำหรับเด็ก ที่ใส่ใจในความปลอดภัย มาตรฐานการผลิตจากหลากหลายประเทศ มาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อได้อย่างครบวงจร พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก สามารถแวะมาเลือก ของใช้ทารกได้ที่ BabyGift Showroom ใกล้บ้านคุณ หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

” ลูกติดเต้า ไม่ยอมใช้ขวดนมเลย ทำอย่างไรดี ? เริ่มให้ลูกหย่านมจากเต้า มาฝึกใช้ขวดนมเมื่อไหร่ดี ? ” อีกคำถามที่แม่ๆหลายคนมักเจอตอนลูกน้อยอายุ 1 ขวบ โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกน้อยด้วยนมจากเต้าเพียงอย่างเดียว วันนี้ BabyGift มีเคล็ดไม่ลับมาฝากแม่ๆกันค่ะ ต้องขอเกริ่นก่อนว่า ความจริงแล้วการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ด้วยคุณค่าของน้ำนมความอบอุ่นและอื่นๆ แต่เมื่อลูกรักโตขึ้น หลายคนที่ดูดนมแม่จากเต้าจนติด หรือที่เรียกว่า ” ลูกติดเต้า “  งอแงไม่ยอมกินนมจากขวด เวลาที่คุณแม่ต้องออกไปทำงานหรืออยู่นอกบ้าน การให้นมแม่จากขวดนม หรือการเริ่มหย่านมแม่ มักจะเกิดปัญหาตามมาเพราะลูกไม่ยอมกินนมจากขวด งอแงร้องไห้  จนเกิดปัญหาการกินกับลูกได้ และปัญหาการใช้ชีวิตของคุณแม่เอง ฉะนั้นมาดูกันเลยค่ะว่าจะมีเทคนิคแบบไหน ที่สามารถทำให้ลูกได้ฝึกกินนมจากขวดได้ โดยไม่หักดิบ ไม่ทำให้ลูกร้องไห้งอแง หงุดหงิดเสียใจ คุณแม่เองก็ไม่ต้องเครียดไปด้วย ตามมาดูกันเลยค่ะ 8 ทริค ฝึกลูกดูดนมขวดแบบแฮปปี้ 1 )  ค่อยๆ ฝึก ไม่บังคับลูกเพราะการดูดขวดคือทักษะใหม่ของลูกรักที่เคยแต่ดูดนมแม่จากเต้ามาตลอด จนกลายเป็นว่า ลูกติดเต้า รวมถึงวิธีการดูดนมจากขวดกับการดูดนมจากเต้าก็มีความแตกต่าง  จึงต้องอาศัยเวลาให้ลูกปรับตัวและฝึกฝน รวมถึงลูกรักเองก็ต้องใช้สมาธิในการดูดมากขึ้นในช่วงแรก ฉะนั้นการทำความเข้าใจไม่บังคับ และให้ลูกได้ลองฝึกในสิ่งแวดล้อมที่เงียบและสงบค่อย […]

Aprica ก่อตั้งเมื่อปี 1947 ปี โดยทีมกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ด้วยความห่วงใยและใส่ใจเกี่ยวกับเด็กทารก เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก จึงได้ช่วยกันคิดค้นและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นอย่างพิถีพิถัน โดยมีเป้าหมายคือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กและพ่อแม่ ด้วยความเชี่ยวชาญและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า 70 ปี Aprica จึงได้รับการยอมรับและไว้ว่างใจอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น Aprica เป็นบริษัทแรกในโลก ที่มีการใช้หุ่นจำลองเด็กทารกขนาด 5 kg. ที่มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท โดยหุ่นจำลองนี้มีข้อต่อและอวัยวะในร่างกายเช่นเดียวกับเด็กทารก ติดตั้งเซ็นเซอร์ตัวรับสัญญาณในส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย เพื่อตรวจวัดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการกระแทกในอุบัติเหตุจำลองรูปแบบต่างๆ ได้รับรางวัลทรงเกียรติจากสถาบันนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น

คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ

การเลือกขวดนม อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ความจริงแล้วเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ส่งผลต่อทั้ง “พัฒนาการ” และ “สุขภาพ” ของลูกน้อยโดยตรง โดยเฉพาะพ่อแม่มือใหม่ที่กำลังสงสัยว่า ขวดนม มีกี่แบบ? กี่ประเภท? กี่วัสดุ? และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับวัยของลูก บทความนี้จะช่วยอธิบายทุกเรื่องเกี่ยวกับขวดนมแบบเข้าใจง่าย อ่านจบสามารถเลือกขวดนมให้ลูกได้อย่างมั่นใจค่ะ ทำไมลูกน้อยถึงต้องใช้ขวดนม ขวดนมจึงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และนมผงเป็นเรื่องง่ายและยืดหยุ่นมากขึ้น ขวดนมมีกี่แบบ? แบ่งตาม “รูปทรงขวด” ขวดนมสามารถแบ่งตามรูปทรงได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีแตกต่างกัน 1. ขวดนมทรงตรง 2. ขวดนมทรงคอด หรือทรงจับถนัดมือ 3. ขวดนมป้องกันโคลิค (Anti-Colic) ขวดนมมีกี่ประเภท? แบ่งตาม “การใช้งาน” นอกจากรูปทรงแล้ว ขวดนมยังแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้อีกด้วย 1. ขวดนมสำหรับทารกแรกเกิด 2. ขวดนมสำหรับเด็กโต 3. ขวดนมเสมือนเต้านมแม่ (Breastmilk Bottle) ขวดนมมีกี่วัสดุ? แต่ละแบบต่างกันอย่างไร วัสดุของขวดนมเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พ่อแม่ควรพิจารณา 1. ขวดนมพลาสติก (PP / PPSU) ข้อควรระวัง: เมื่อใช้ไปนานอาจเกิดรอยขีดข่วน ควรเปลี่ยนตามระยะเวลา 2. […]

คุณแม่มือใหม่กับการเอาลูกน้อยเข้าเต้า ให้นมทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ฟังดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ เพราะการที่แขนของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักลูกและต้องก้มตัวให้นมลูกน้อยบ่อย ๆ อาจจะทำให้คุณแม่ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดแขน หรือ เมื่อยล้าได้สะสมจนส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ เพราะเห็นถึงปัญหาของคุณแม่หลังคลอด หมอนรองให้นม เบาะอุ้มให้นม จึงถูกออกแบบมาเพื่อคุณแม่ให้นมโดยเฉพาะเลยค่ะ หมอนออกแบบตามสรีระศาสตร์ทารก ช่วยประคองคอและหลังของลูกน้อย พร้อมช่วยลดอาการปวดเมื่อยของคุณพ่อคุณแม่เวลาอุ้มทารกได้ด้วยค่ะ หมอนรองให้นม เบาะอุ้มให้นม จำเป็นต้องมีไหม? คุณแม่ที่เชี่ยวชาญในการอุ้มทารกเป็นอย่างดี อุ้มลูกน้อยได้สบายหายห่วง เบาะอุ้มให้นมอาจจะดูไม่จำเป็นเท่าไหร่ค่ะ แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เวลาให้นมลูกยังต้องเกร็งแขน จนต้องใช้วิธีเอาหมอนหนุนมาวางซ้อนกันหลาย ๆ ใบ เพื่อรองรับลูกน้อย ยกลูกให้ถึงเต้านม หมอนรองให้นมก็ถือว่าจำเป็นต้องมีค่ะ เพราะจะช่วยให้ลูกน้อยอยู่ในระดับที่ให้นมได้สะดวกมากขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยของคุณแม่ และที่สำคัญหมอนทั่วไปไม่เหมาะกับการให้ทารกนอนระหว่างให้นม เพราะหมอนไม่ได้โค้งกระชับรองรับสรีระทารกค่ะ วิธีเลือกซื้อหมอนรองให้นม 1. เลือกจากรูปทรงหมอนรองให้นมมีหลายรูปแบบ เช่น รูปตัวยู, เบาะตามสรีระทารก เป็นต้น คุณแม่ควรจะเลือกแบบที่ตัวเองถนัด ที่สำคัญคุณสมบัติหลักควรจะกระชับรองรับสรีระทารกได้เป็นอย่างดี 2. กระชับแนบตัวลูก หรือ ตัวคุณแม่หมอนรองให้นมควรจะแนบกระชับตัวลูกน้อย รองรับตามสรีระเด็กทารก เพื่อให้คุณแม่อุ้มได้ถูกท่า หากเป็นแบบหมอนรูปตัวยู ควรจะปรับสายได้เพื่อให้แนบกระชับกับเอวคุณแม่ ไม่ให้หมอนเลื่อนหลุดง่าย […]

…แต่ก็ไม่ง่ายเลย ให้คาร์ซีทเป็นเก้าอี้วิเศษของเด็กๆ ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย 1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน 2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้ 3. เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย) 4. เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event