เด็กเล็กแต่งกายไว้ทุกข์อย่างไรดี

เสื้อผ้าสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นมักจะมีแต่สีสันสดใส เพื่อให้ดูเหมาะสมกับวัย คุณแม่จึงไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าเด็กสีดำติดบ้านกันสักเท่าไหร่ บางบ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลยด้วยซ้ำ จึงใส่ชุดให้ลูกไปตามที่มี ซึ่งก็เกิดประเด็นทำให้คุณแม่เป็นกังวลอย่างมาก บ้างโดนต่อว่าด้วยคำพูด บ้างโดนตำหนิด้วยสายตา “ทำไมไม่ใส่ชุดดำให้ลูก” พลอยทำให้คุณแม่ไม่กล้าพาลูกออกจากบ้าน เพราะที่บ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลย แล้วอย่างนี้ เด็กเล็กแต่งกายไว้ทุกข์อย่างไรดี

สำหรับชุดไว้ทุกข์ของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เคร่งครัดอะไร คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ ขอให้เป็นสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด หากเป็นไปได้ก็คุมโทนเสียหน่อย ด้วยโทนดำ ขาว ไข่ไก่ ครีม เทา น้ำเงิน น้ำตาลเข้ม ตัวอย่างแบบเสื้อผ้าเด็กสำหรับใส่ไว้ทุกข์มาฝากให้คุณแม่ลองนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ดูนะคะ

Capture10

การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้ชาย

Boy-01

การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้หญิง

Girl-02

สำหรับบ้านไหนที่ไม่มีเสื้อผ้าลูกสีคุมโทนตามที่กล่าวมา การซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกเพื่อใส่ไว้ทุกข์อาจไม่ใช่คำตอบ ด้วยราคาเสื้อดำที่ตอนนี้ค่อนข้างแพง และเด็กๆ เขาก็โตเร็ว ใส่ไม่เท่าไหร่ก็คับต้องยกให้คนอื่น คำนวณแล้วอาจไม่คุ้มกับราคาที่ต้องจ่าย อาจใช้วิธีย้อมผ้าสีดำ แทนก็ได้ เพียงซื้อสีย้อมผ้าราคาย่อมเยา ก็แปลงโฉมเสื้อผ้าสีสันเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ถวายอาลัยได้แล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : เว็ปไซด์ amarinbabyandkids

คำสอนและวิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่าที่ทรงคุณค่าและควรนำมาเป็นแบบอย่างให้กับปวงชนชาวไทย

เนื่องในเดือนแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโรงเรียนทอสีได้จัดสัมนาเรื่องเลี้ยงลูกแบบสมเด็จย่าโดยคุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา อดีตข้าหลวงในพระองค์มาร่วมเล่าประสบการณ์และแบ่งปันคำสอนของสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยเมื่อฟังแล้วรู้สึกอยากจะบอกต่อ ถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกของพระองค์ ที่มีทั้งความปราดเปรื่องหลักแหลมและมีเป้าหมายที่ชัดเจนสมควรใช้เป็นแบบอย่างเป็นอย่างยิ่ง

14163324

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น : คำพังเพยที่เราได้ยินบ่อยๆ แต่น้อยครั้งนักจะทำความเข้าใจอย่างจริงจังในขณะที่ตัวอย่างมีให้เห็นทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดีในเรื่องของการเลี้ยงดูบุตร สมเด็จย่าทรงเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทำเป็นต้นแบบในเรื่องของการมีวินัย การรักการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ การประพฤติตัวที่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม ทั้งหมดนี้คือการตั้งตนเป็นต้นแบบให้กับลูกเพราะเด็กเล็กจะมีพฤติกรรมเลียนแบบจากคนใกล้ชิดเพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องลองตั้งคำถามกลับมาที่ตัวเองว่าทุกวันนี้ที่เราอยากให้ลูกเป็นแบบนั้นแบบนี้แล้วเราล่ะเป็นแล้วหรือยัง

ตั้งเป้าหมายในการเลี้ยงลูก: สมเด็จย่าทรงเป็นพระมารดาที่มีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกอย่างชัดเจนคือทรงตั้งใจอบรมพัฒนาลูกๆ ให้ดีในทุกๆ ด้านเพื่อให้เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ทรงไม่คิดถึงประโยชน์ของพระองค์เอง ประโยชน์ของพระโอรส หรือพระธิดา แต่ทรงมองถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในปัจจุบันหลายครั้งที่เราเห็นพ่อแม่ส่งลูกเรียนพิเศษในทุกวิชาโดยที่ไม่ได้ถามลูกว่าลูกอยากเรียนอะไร หรือพ่อแม่ที่คาดหวังเรื่องผลการเรียนสูงๆ จากลูกเหล่านั้นคือการตั้งเป้าหมายกับลูกซึ่งเป็นการเอาความคาดหวังของตัวเองไปให้กับลูก เราจึงต้องมองย้อนกลับมาดูใหม่ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือความคาดหวังนั้นเป็นไปเพื่อใคร เพื่อลูก เพื่อตัวเราเอง หรือเพื่อคนอื่นๆ ด้วย ถ้าพ่อแม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเลี้ยงลูกก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของเด็กๆ ได้สูงยิ่งขึ้น

จัดแบบแผนและสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ลูกยังเล็ก: สมเด็จย่าทรงวางแผนการดำเนินชีวิตให้กับพระโอรสพระธิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เนื่องจากต้องทรงเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกันทรงจัดการทุกอย่างเป็นเวลา โดยมีผู้ช่วยคือพระพี่เลี้ยงเพียงหนึ่งคนเท่านั้นเนื่องจากในเวลาที่เด็กยังเล็กเขาไม่มีความรู้เรื่องขอบเขตของเวลา พ่อแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดเวลาให้กับพวกเขาเช่นนอน รับประทานอาหาร เล่น ไปโรงเรียน อาบน้ำ ออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างวินัยให้กับลูกซึ่งสมเด็จย่าทรงเน้นเรื่องวินัยในการดำเนินชีวิตพระองค์รับสั่งถึงคำว่าระเบียบวินัยอย่างมีหลักการคือการกำหนดขอบเขตของเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิตซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเติบโตของเด็กๆ ต่อไป

The King-02

เล่นอย่างถูกวิธี : เมื่อถึงเวลาเล่นจะทรงปล่อยให้พระโอรสและพระธิดาเล่นอย่างอิสระ โดยจะทรงให้เล่นกับธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำทรงเน้นให้เล่นกับสิ่งที่มีในธรรมชาติมากกว่าของเล่น ทรงอนุญาตให้พระโอรสเล่นจุดไฟแต่จะทรงบอกวิธีในการเล่นที่ถูกต้องเพื่อไม่
ให้เกิดอันตราย ผลจากการที่พระโอรสและพระธิดาได้ทรงเล่นคลุกดินคลุกทรายหรือได้ทำการทดลองกับธรรมชาติเหล่านี้ส่งผลให้ทั้งสามพระองค์ได้พัฒนาความคิดและความสามารถโดยที่ไม่ทรงรู้ตัว ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างหลุมที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ทดลองขุดดิน ใส่น้ำ ปลูกต้นไม้ จะสามารถสร้างแอ่งน้ำขึ้นมาได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งนั่นเป็นรากฐานที่ดีงามที่พระองค์นำมาใช้พัฒนาประเทศชาติจนถึงทุกวันนี้ การเล่นอย่างถูกวิธีจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะการเล่นกับธรรมชาติที่เด็กๆ ชาวเมืองยุคใหม่อาจจะขาดไป คุณพ่อคุณแม่จึงควรจัดเวลาเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูกในส่วนนี้เช่นกัน

ประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือย : สมเด็จย่าทรงสอนพระโอรสพระธิดาให้รู้จักใช้เงินของขวัญ ที่ทั้งสามพระองค์จะได้มีวันเดียวคือวันคล้ายวันประสูติ ถ้าพระองค์ใดอยากได้สิ่งใดนอกจากนั้น ต้องทรงเก็บเงินเพื่อซื้อหรือทรงได้รับอนุญาตให้หุ้นกันเพื่อซื้อมาได้หรือจะทรงซื้อให้ก็ต่อเมื่อต้องใช้ประโยชน์ เช่นแผ่นเสียงถ้าเป็นเพลงโปรดของแต่ละพระองค์จะทรงให้เก็บสตางค์ซื้อเอง แต่ถ้าเป็นเพื่อการศึกษาเช่นเพลงคลาสสิคจะทรงซื้อให้

63044fe7b

เรียนไปพร้อมๆกับลูก : สมเด็จย่าจะไม่เคยเน้นเรื่องคะแนนของพระโอรสและพระธิดาแต่ทรงช่วยในทุกขั้นตอนของการเรียนไม่ว่าจะช่วยทำการบ้าน ช่วยศึกษาค้นคว้า จะทรงใช้วิธีทำให้ลูกดูเพื่อให้ลูกได้ทำตาม เช่นถ้าไม่ทรงทราบเรื่องไหนจะต้องไปค้นคว้าจากEncyclopedia หรือมีครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องทรงท่องกลอนเป็นภาษาเยอรมันแต่ไม่ทรงโปรดที่จะท่อง สมเด็จย่าทรงไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันมาก่อนได้เสด็จไปหาคุณครูเพื่อเรียนท่องคำกลอนนั้นจนคล่องและนำมาท่องให้พระโอรสฟัง ทำให้พระโอรสรู้สึกประหลาดใจที่เห็นพระชนนีท่องได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้ทรงหันมาเริ่มท่องกลอนนั้น การสอนของสมเด็จย่าจึงเน้นที่กระบวนการหรือวิธีการมากกว่าคำตอบ ทำให้พระองค์รวมถึงพระโอรสพระธิดาทั้งสามพระองค์เป็นผู้ที่ทรงรู้อะไรรู้ลึกและรู้จริงในทุกๆ เรื่องที่ทรงค้นคว้า

63044c979

เน้นการพัฒนา EQ มากกว่า IQ: ทรงสอนให้ลูกพระโอรสพระธิดารู้จักความรับผิดชอบ นั่นคือมาตรฐานในการใช้ชีวิตที่ทรงอบรม เวลาพระโอรสพระธิดาทรงทำผิดจะทรงเรียกมาอธิบายเหตุผลให้เข้าใจเสียก่อน ทรงเน้นในเรื่องการทำตัวเป็นคนดีซื่อสัตย์มีระเบียบวินัยและแข็งแรง โดยทักษะเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการเผชิญกับโลกเมื่อลูกโตขึ้น ทรงมีหลักในการพัฒนาพระโอรสพระธิดาเช่นต้องมีจริยธรรมซื่อตรง ที่สำคัญคือทรงเน้นเรื่องการพัฒนาจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อน โดยทรงตรัสไว้ว่าในโลกนี้ไม่มีใครดี 100% ต้องหาจุดอ่อนและจุดแข็งของลูกให้เจอเพื่อพัฒนาในส่วนนั้นได้ตรงจุดนั่นเอง

988622_588057397911894_1489481072_n

นอกจากนี้ยังทรงเน้นในอีกหลายเรื่องเช่น ต้องเสวยให้หมดจาน ห้ามทิ้งอาหาร หรือช่วยให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองได้ คำสอนของพระองค์ทรงเป็น Practical Wisdom คือทำตามได้อย่างง่ายดาย เหล่านี้เป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราอาจจะลืมเพราะไปโฟกัสในสิ่งอื่นๆ ในชีวิต วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่าเป็นวิธีที่พ่อแม่ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างง่ายดายและแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพโดยสามารถดูได้จากพระโอรสและพระธิดาทั้งสามพระองค์ที่เติบโตมาเป็นบุคคลทรงคุณภาพที่สุดสามพระองค์เท่าที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยมีมา

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : เว็ปไซด์ custardmagazine

Checklist ความปลอดภัยให้เบบี้

เรื่อง : สิริพร

ความปลอดภัยของลูกน้อยในวัยเบบี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องใส่ใจและดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ เรื่องแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่ควรมองข้ามนะคะ อยากจะชวนคุณพ่อคุณแม่มากันดูค่ะว่ามีเรื่องไหนที่เราเคยทำ แล้วเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็กกันบ้าง

มีถุงพลาสติก หรือลูกโป่งอยู่ใกล้ตัวเบบี้ ?

อย่ามองข้ามถุงพลาสติกที่คุณแม่ใส่ของหิ้วเข้าบ้านนะคะ เพราะหากเอาของออกแล้ว ไม่ทันเก็บให้ดี เจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ อาจเผลอหยิบเล่นเข้าปาก หรือครอบหัวจนหายใจไม่ออก ส่วนลูกโป่งหากแตก เศษลูกโป่งก็อาจกระเด็นเข้าตา หรือดีดใส่หน้าจนได้รับอันตรายได้

Safety for baby : เจ้า ตัวเล็กอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นอยากสำรวจสิ่งใกล้ตัว ฉะนั้นความสะอาด และความปลอดภัยของสิ่งของที่ลูกจะคว้าจับได้จึงสำคัญ คุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น หากมีลูกโป่ง หรือของที่ลูกสามารถบีบแตกได้อยู่ในบริเวณที่ลูกคว้าจับได้ง่าย คุณแม่ต้องรีบเก็บให้ห่างจากมือลูกโดยเร็ว แต่หากลูกอยากเล่นของเล่นลูกกลม ๆ ก็ลองหาลูกบอลที่เป็นผ้านุ่มนิ่ม ที่ไม่อันตรายจะดีกว่าค่

คุณพ่อสูบบุหรี่ตอนเบบี้ไม่อยู่บ้าน ?

ควันบุหรี่ที่ถูกพ่อออกมาเป็นสารพิษชนิดเดียวกันกับที่สูบเข้าไปค่ะ ถึงคุณพ่อจะสูบตอนที่ลูกเบบี้ไม่อยู่บ้าน หรือไม่อยู่บริเวณนั้นขณะสูบ สารพิษนี้ก็คงยังล่องลอยอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศและคนในบ้านแย่ตามไปด้วย

 Safety for baby : หากอยากจะให้เจ้าตัวเล็กของเราห่างไกลจากควันบุหรี่ คุณพ่อไม่ควรสูบบุหรี่ที่บ้านเลยดีที่สุดค่ะ และพยายามจัดบรรยากาศทั้งในและนอกบ้านให้ปลอดโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกอยู่ เสมอ เช่น มีการกำจัดฝุ่นตามโต๊ะ ตู้ พื้นห้องทุกวัน เปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติบ้าง นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยให้ลูกน้อยได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอีกด้วย

ลืมเช็กวันหมดอายุยาของเบบี้ ?

ยา ของลูกเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษค่ะ โดยเฉพาะยาน้ำลดไข้ของลูกที่มักมีติดบ้านอยู่เสมอ หากเป็นยาที่เก็บไว้นาน ไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพของยาจะลดลงเรื่อย ๆ แต่อาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย

Safety for baby : โดยทั่วไปยาน้ำที่ยังไม่ได้เปิดใช้จะเก็บไว้ได้ 3 ปีนับจากวันผลิต แต่หากเปิดใช้ป้อนให้ลูกกินแล้ว อาจมีการปนเปื้อนและเสียได้ในเวลา 2-3 วัน คุณแม่จึงควรปิดฝาให้สนิทหลังเปิดใช้ แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน หากเลยเวลานี้ไปก็ควรทิ้ง ซื้อใหม่ปลอดภัยกว่าค่ะ เพราะยาที่หมดอายุบางตัวทำให้กระเพาะอาหารของลูกน้อยระคายเคืองได้

ให้เบบี้คลานเล่นบนพื้นที่ไม่สะอาด ?

ลูกน้อยวัย 5-6 เดือน เริ่มคลานได้แล้ว บริเวณพื้นที่ลูกคลานหากไม่สะอาด แข็ง หรือลื่นเกินไป ลูกอาจรู้สึกเจ็บ หรือทรงตัวได้ไม่ดี

Safety for baby : ก่อนวางลูกลงพื้นควรทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อยก่อนนะคะ เพราะบริเวณที่ลูกคลานจะต้องปราศจากเชื้อโรค และฝุ่นละอองสิ่งสกปรกต่าง ๆ คุณแม่อาจหาผ้าหรือเบาะนุ่ม ๆ ปูรองพื้นให้ลูกก่อนที่จะคลาน ก็จะช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยได้

ใช้ผงซักฟอกซักชุดสวยให้เบบี้ ?

หากใช้ผงซักฟอกที่มีความเข้มข้นซักเสื้อผ้าให้เบบี้ นอกจากจะทำให้เสื้อผ้าเสื่อมสภาพได้เร็วแล้วอาจทำให้ผิวของลูกระคายเคือง หรือเป็นผื่นคันได้

 Safety for baby : คุณแม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับซักเสื้อผ้าเด็ก เพราะมีความอ่อนโยนกับเนื้อผ้า เมื่อลูกได้สวมใส่ก็ไม่ทำให้ระคายเคือง และไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำหอม เพราะสารเคมีที่เพิ่มกลิ่นหอมที่ผสมในน้ำยาซักผ้า อาจตกค้างที่ชุดสวยของลูก หากสะสมนาน ๆ ก็อาจทำให้ลูกกระคายเคือง หรือเป็นผื่นคันได้เช่นกันค่ะ

ให้เบบี้เล่นของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ?

ของ เล่นที่มีขนาดเล็ก ลูกปัด หรือเม็ดกระดุมของคุณแม่ที่อาจตกอยู่ที่พื้น หากเจ้าตัวเล็กเผลอหยิบเข้าปาก นอกจากจะเต็มไปด้วยเชื้อโรคแล้ว อาจติดคออันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ

Safety for baby : ก่อนที่จะให้ลูกลงนั่งเล่นอยู่ที่พื้นคุณแม่อย่าลืมสังเกตด้วยค่ะว่าบนพื้น มีสิ่งแปลกปลอมอยู่หรือไม่ เช่น เศษกระดุม เศษสตางค์ที่ทำหล่นโดยไม่รู้ตัว หากมีต้องเก็บให้หมดก่อน รวมถึงของเล่นของลูกที่มีขนาดเล็ก เช่น ตัวต่อ บล็อกไม้ ตุ๊กตาสัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นยาง เวลาที่ลูกเล่นคุณแม่ต้องคอยอยู่ข้าง ๆ นะคะ เพื่อคอยระวังไม่ให้เขาหยิบเข้าปาก นอกจากป้องกันอันตรายให้ลูกได้แล้ว เรายังได้เฝ้ามองพัฒนาการของเขาอย่างใกล้ชิดอีกด้วยค่ะ

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ สามารถสำรวจความปลอดภัยให้ลูกน้อยได้ง่าย ๆ ค่ะ เพียงหมั่นสังเกตและใส่ใจดูแลอย่างสม่ำเสมอ เจ้าตัวเล็กของเราก็พร้อมเรียนรู้โลกกว้างอย่างปลอดภัยแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก : รักลูก ปีที่ 31 ฉบับที่ 361 กุมภาพันธ์ 2556

14 วิธีรับมือลูกแรกเกิด

เตรียมตัวรับมือให้พร้อมกับการเป็นคุณแม่อย่างเต็มตัว กับ 14 วิธีรับมือลูกแรกเกิด

  1. วางแผนล่วงหน้า : ใครจะเป็นคนตื่นกลางดึกมาดูแลถ้าลูกตื่นร้องไห้
    พ่อแม่รู้สึกอย่างไรเวลาลูกร้องไห้มากๆอยากกินนมตลอดเวลา จะยอมเสริมนมผงไหม หรือ ถ้ารู้ว่าลูกได้นมเพียงพอแล้ว จะใจแข็งไม่เสริมแต่ใช้วิธีอื่นๆ ทำให้ลูกสงบแทน จะได้ไม่มาถกเถียงกัน หรือ ขัดแย้งกันภายหลัง ถ้ามีการวางแผนที่ดี การรับมือจะง่ายขึ้นโดยไม่เครียดมาก
  2. ถ้าเป็นไปได้ เลื่อนแผนงานเมกะโปรเจกท์อื่นๆออกไปก่อน : จนกว่าลูกจะอายุครบขวบ
    เพื่อลดความเครียดจากการต้องทำงานที่ยิ่งใหญ่สองงานพร้อมๆกัน
  3. วางแผนตารางชีวิตประจำวันตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด เมื่อถึงเวลาจริงจะได้ไม่ฉุกละหุก : ในหนึ่งวันมีงานอะไรต้องทำบ้าง
    วันไหนที่อยากจะออกไปเที่ยวกันสองต่อสอง และถ้าเป็นไปได้ ก็วางแผนยาวล่วงหน้า 18 ปีไว้เลย
  4. ยืดหยุ่นและประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ : อย่าเชื่อตามตัวอักษรในตำราเป๊ะๆ
    เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ให้สังเกตลูกแล้วปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวตัวเอง
  5. จดบันทึก : ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จดข้อมูล การกิน การนอน การร้องไห้ของลูก อย่างต่อเนื่อง
    จะช่วยให้มองเห็นแบบแผนลักษณะประจำตัวของลูกได้เร็ว และ ใช้เป็นข้อมูลส่งต่อให้คนอื่นที่มาช่วยดูแลลูกแทนเวลาพ่อแม่ไม่อยู่ ทำให้การดูแลง่ายขึ้น
  6. จัดลำดับความสำคัญ : จดรายการสิ่งสำคัญที่ต้องทำ
    การดูว่าอะไรที่เป็นสิ่งสำคัญ หมายถึง ถ้าไม่ทำสิ่งนั้น จะส่งผลต่อสุขภาพ ความปลอดภัย ความเป็นปกติสุขของครอบครัว ส่วนงานอื่นๆ ถ้าไม่มีเวลาทำ และไม่มีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ก็ควรใช้บริการรับจ้าง เช่น ทำสวน ซักเสื้อผ้า ทำกับข้าว เป็นต้น
  7. ผูกปิ่นโต : โดยเลือกร้านที่สะอาด ปลอดภัย มึคุณภาพดี รสชาติอร่อย และมีหลากหลาย
    จะช่วยแบ่งเบาภาระเวลาในการจ่ายตลาด เวลาในคิดรายการอาหาร เวลาในการปรุงอาหารและเก็บกวาดครัว แต่ถ้าไม่มีร้านอาหารในอุดมคติ หรือ มีงบประมาณจำกัด ให้เตรียมทำอาหารครั้งละมากๆ เก็บใส่ตู้เย็นไว้ แล้วเอาออกมาอุ่นกินได้หลายๆมื้อ
  8. อย่าลืมกอดกันบ่อยๆ : เวลาเหนื่อยๆ การได้กอดคนที่เรารัก จะช่วยให้หายเหนื่อยได้
  9. หาเพื่อนหัวอกเดียวกันออนไลน์ : แต่ต้องกลั่นกรองเรื่องข้อมูลข่าวสาร เพราะอาจทำให้เครียดมากขึ้น ถ้าหมกมุ่นมากเกินไป
  10. ระวังเรื่องการเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น : ทำไมตัวเล็กกว่า ทำไมยังไม่อ้อแอ้
    ถ้ามีอะไรสงสัยให้ถามคุณหมอประจำตัว อย่าเก็บความคิดไว้คนเดียว จะทำให้เครียดโดยไม่จำเป็น
  11. การได้หัวเราะเป็นยาวิเศษ : ไปหาซิทคอม หนังตลก มาดูเวลาที่ต้องนั่งให้นมนานๆ หรือ เวลาต้องอุ้มลูกนานๆ
  12. ถ้าลูกนอน ควรนอนด้วย : เพราะถ้าแม่อดนอนจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด
    ถ้าพ่อหรือแม่คนหนึ่งตื่น อีกคนหนึ่งควรจะนอนหลับ เพื่อที่จะได้ผลัดกันพักผ่อน และผลัดกันเข้ากะหรือเข้าเวรดูแลลูก
  13. อย่าทำตัวเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ : คุณแม่ไม่ควรทำทุกอย่างคนเดียวตั้งแต่การเปลี่ยนผ้าอ้อม ไปจนถึงการทำนัดกับคุณหมอเด็ก
    เพราะถ้าคุณเหนื่อยล้าเกินไป จะไม่เป็นการดีสำหรับตัวคุณ และ ลูก คุณพ่อผู้มีประสบการณ์เล่าว่า ขวบปีแรกของลูกผ่านไปได้อย่างไม่ลำบากนักเ เพราะมีพี่เลี้ยงจากศูนย์มาช่วยดูลูกในบางคืนต่อสัปดาห์ หรือ บางคนอาจให้ญาติผู้ใหญ่ หรือ เพื่อนบ้านที่ไว้ใจช่วย
  14. ออกกำลังกายวันละนิด จิตแจ่มใส : ไม่มีเวลาไปยิม ก็เลี้ยงลูกไปด้วย ออกกำลังกายไปด้วย
    เช่น เอาลูกใส่เป้อุ้มแล้วเดินสายพาน ขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานขณะทำอาหาร แขม่วกล้ามเนื้อหน้าท้องขณะนั่งให้นมลูก จ๊อกกิ้งไปด้วยเข็นรถลูกไปด้วย เป็นต้น

อบคุณบทความดีๆ จาก คุณหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

10 วิธีทำให้ลูกฉลาดรอบรู้

  1. เลี้ยงลูกให้มีความสุข
    เด็กที่มีความสุขคือเด็กที่รู้สึกปลอดภัย มั่นคง ทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึก และสิ่งแวดล้อมภายนอก เด็กที่มีความสุขจะรู้ว่าตนเองมีคุณค่าในแบบที่ตัวเองเป็น พ่อแม่สามารถเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่มีความสุขได้โดยการใช้เวลากับลูกให้มากๆ รู้จักสื่อสารพูดคุยกับลูก และสอนให้ให้ลูกรู้จักภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น การซื้อของและสมัครเรียนเสริมนอกเวลาให้ลูก ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าความสุข ถ้าอยากให้ลูกมีความสุข คุณเองควรใช้เวลากับลูกให้มากขึ้นมากกว่า
  2. ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง
    อีกหนึ่งวิธีที่จะเลี้ยงลูกให้มีความรอบรู้คือ การพอลูกออกไปท่องโลกกว้าง หรือชวนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่ให้พวกเขาอยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว กิจกรรมที่น่าสนใจ และทำให้ลูกได้ประสบการณ์ใหม่ๆ นั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น งานอาสาสมัคร ไปทำบุญที่วัด เล่นกีฬาที่สโมสรในหมู่บ้าน พาลูกไปซื้อของที่ตลาด เป็นต้น
  1. สอนให้ลูกเป็นคนรักการเรียนรู้
    พยายามกระตุ้นให้ลูกเป็นเด็กที่รักการเรียนรู้ และทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย คุณอาจกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับลูกผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวตามธรรมชาติ พาลูกไปพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ชวนลูกอ่านนิทาน ชวนลูกดูภาพยนตร์ด้วยกัน เป็นต้น
  1. สอนให้รู้จักเคารพผู้อื่น
    การรู้จักเคารพผู้อื่น เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ หรือที่มาของคุณธรรมในตัวเด็ก เด็กที่ถูกเลี้ยงให้รู้จักเคารพกฎเกณฑ์ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น รวมถึงเคารพสิทธิของคนรอบข้าง จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนดีและมีคุณธรรม การสอนเรื่องความเคารพให้กับลูกตั้งแต่ยังเด็กจึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
  1. สอนให้ลูกรู้จักเชื่อฟังพ่อแม่
    วิธีง่ายที่สุดในการสอนให้ลูกเป็นเด็กที่รู้จักเชื่อฟังพ่อแม่ คือ ความสม่ำเสมอและความยุติธรรม อย่าทำให้ลูกสับสนด้วยการอนุญาตให้ลูกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในวันนึง แต่พออีกวันกลับห้ามทำ และคุณต้องปฏิบัติกับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกันด้วย เช่น หากลูกคนโตได้รับการลงโทษเพราะทำผิด ลูกคนเล็กก็ต้องได้รับการลงโทษแบบเดียวกันด้วยเมื่อเขาทำผิดเหมือนกัน
  1. สอนให้ลูกเป็นคนรอบคอบ
    สอนให้ลูกเป็นคนรอบคอบ ระมัดระวัง รู้จักคิดก่อนทำหรือคิดก่อนพูด รู้จักรอบคอบในการเลือกคบเพื่อน รวมทั้งระมัดระวังภัยจากสิ่งรอบตัว รวมถึงภัยในโลกออนไลน์ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักจัดการกับคนแปลกหน้า และสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะเป็นระหว่างการพบคนแปลกหน้า กับการทำความรู้จักคนใกล้ตัวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วย (เช่น การทำความรู้จักกับญาติผู้ใหญ่ การทำความรู้จักกับเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่)
  1. สอนให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง
    การสอนให้ลูกเป็นเด็กมีความมั่นใจในตนเองนั้นไม่ยากเลย เพียงอนุญาตให้ลูกรู้จักทำผิดพลาด และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ ก็พอแล้ว ทำให้ลูกได้รู้ว่าความผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคน
  1. สอนให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
    ความเห็นแก่ตัวเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในปัจจุบัน ดังนั้น เราต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นคนมีน้ำใจและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การสอนลูกให้เป็นคนมีน้ำใจเริ่มจากที่ตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ถ้าลูกเห็นว่าพ่อแม่ของตนเป็นคนมีน้ำใจ มีเมตตาต่อผู้อื่น พวกเขาก็จะซึมซับนิสัยที่ดีจากพ่อแม่ไปด้วย ที่สำคัญ คือ อย่าปล่อยให้ลูกพูดจาเกี่ยวกับฐานะ หรือความบกพร่องอื่นๆ ของคนรอบตัวเป็นอันขาด เพราะนั่นจะทำให้เขากลายเป็นเด็กไม่มีเมตตา และมองหาแต่ข้อเสียของผู้อื่นเท่านั้น
  1. สุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตน
    ความสุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นมาจากการยอมรับในความสำเร็จของผู้อื่น และมาจากความสุขที่ได้เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ การสอนให้ลูกเป็นคนสุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตนทำได้โดยการปล่อยให้พวกเขารู้จักความพ่ายแพ้ เช่น คุณอาจเล่นเกมกระดานหรือเกมอื่นๆ กับลูกและเมื่อลูกแพ้ก็พยายามสอนเขาว่าไม่เป็นไร ใครๆ ก็แพ้ได้ ชนะได้ทั้งนั้น และสอนให้ลูกยินดีเมื่อฝ่ายตรงข้ามชนะด้วย
  1. สอนให้ลูกรู้จักความรัก
    สอนให้ลูกรู้จักรักคนอื่น รักเพื่อน รักพ่อแม่พี่น้อง และรักคนในสังคมรอบข้างด้วย เพราะความรักเป็นบ่อเกิดของความดีทั้งมวล ถ้าอยากให้ลูกเรียนรู้ความรัก แค่คุณพ่อคุณแม่แสดงความรักให้ลูกเห็นบ่อยๆ กอดลูกบ่อยๆ บอกรักเขาทุกวัน แค่นี้ลูกก็จะรับรู้ และซึมซับถึงความรักของพ่อแม่แล้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

ก้าวแรกของลูกกับรองเท้าคู่แรก

ลูกสบายเท้า แม่สบายใจ
การเลือกซื้อรองเท้าให้ลูกน้อยนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้

สบาย 
ให้ลูกลองสวมเดิน แล้วคุณแม่ลองสังเกตดูว่าลูกใส่สบายหรือเปล่า รองเท้าที่ใส่แล้วสบายต้องเหลือที่ว่างตรงปลายนิ้วโป้งเท้ากับปลายรองเท้าพอสมควรประมาณ 1 เซนติเมตร

เบา
ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นอ่อน ทำจากวัสดุที่นุ่ม น้ำหนักเบา และยืดหยุ่นได้ดี เพราะจะช่วยให้ลูกน้อยควบคุมเท้าและการทรงตัวได้ดีกว่ารองเท้าที่มีพื้นแข็ง

เหมาะสม
รองเท้าที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยนั้นต้องหัวกว้างหรือป้าน เพื่อให้เท้ากางได้สบาย เวลาใส่เท้า ลูกก็จะไม่งองุ้ม และควรเลือกรองเท้าที่มีสายรัดกระชับข้อเท้า และส้นรองเท้า เพื่อช่วยประคองกล้ามเนื้อเท้าในเวลาเดิน ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยเดินทรงตัวได้ดีขึ้น

ระบายอากาศ
รองเท้าที่ระบายอากาศได้ดีนั้น ต้องทำจากผ้าใบคุณภาพดี หรือหนังฟอกเนื้อโปร่ง ซึ่งจะช่วยระบายความอับชื้นให้ลูกน้อยเวลามีเหงื่อออกได้

ใส่ง่ายถอดง่าย
รองเท้าที่ดีสำหรับลูกน้อยนั้น ควรเป็นรองเท้าที่ง่ายต่อการใส่และสะดวกต่อการถอด เพราะจะทำ ให้ลูกรู้สึกดีกับการใส่รองเท้า ทำให้ลูกอยากใส่มากกว่ารองเท้าที่มีขั้นตอนในการใส่ยุ่งยาก

หลีกเลี่ยงรองเท้าแตะหนีบ
วัยเตาะแตะไม่ควรใส่รองเท้าแตะหนีบ เพราะจะทำให้ปวดหัวเข่า ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับเข่าของลูกน้อยได้ในอนาคต

แต่ทั้งนี้ก็ควรปล่อยให้ลูกได้เดินเท้าเปล่าด้วยนะคะ เช่น อยู่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องให้ลูกใส่รองเท้าหรอกค่ะ เพราะการปล่อยให้ลูกน้อยได้เดินเท้าเปล่านั้นจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ผิวสัมผัสของพื้นที่แตกต่างกัน และที่สำคัญยังช่วยพัฒนาทักษะการทรงตัว พัฒนากล้ามเนื้อเท้า เรียนรู้การใช้เท้าและนิ้วเท้าอีกด้วย

ข้อมูลจาก : Enfa Smart Club

ชวนลูกน้อยหาความสุขใกล้ๆตัว

ความสุขมีอยู่รอบตัวเราและลูกค่ะ Smart Tips ขอชวนคุณจูงมือเจ้าตัวเล็กมาร่วมหาความสุขจากธรรมชาติรอบตัวไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมทั้งในและนอกบ้าน การฟังเสียงรอบข้างให้ใจเพลิดเพลิน และการสังเกตศิลปะที่ธรรมชาติรังสรรค์มาค่ะ พร้อมแล้วไปหาความสุขใส่ตัวกันเถอะ…

กระชับใจใกล้ธรรมชาติ
สัมผัสกับธรรมชาติทั้งแบบ Indoor และ outdoor เพื่อให้ดวงใจน้อยๆ ของเจ้าหนูดื่มด่ำไปกับความสุขที่ได้จากธรรมชาติกันค่ะ

Indoor
ชวนเจ้าตัวเล็กมาเป็นมัณฑนากรจิ๋ว โดยร่วมกันเปลี่ยนมุมเดิมๆ ในบ้านให้รายล้อมด้วยธรรมชาติเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งอ่าน เขียน และเล่นได้ในที่เดียว…

  • หามุมที่อากาศถ่ายเทเปิดประตูหรือหน้าต่างให้แสงแดดรำไรสาดส่องเข้ามาในห้อง และสายลมเย็นๆ พัดผ่านได้สะดวก พร้อมหาเบาะรองนั่ง และเก้าอี้ญี่ปุ่นแสนสวยตั้งไว้สำหรับเป็นมุมของเด็กๆ ไว้อ่าน เขียน หรือประดิษฐ์งานศิลป์ชิ้นโปรด
  • เข้าสู่ยามค่ำคืนลองงดใช้แสงสว่างจากหลอดไฟ แล้วให้โอกาสแสงจันทร์ได้เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าหนูผ่านการเล่านิทานจากเงา หรือถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แก่กันท่ามกลางแสงจันทร์นวลๆ ก็ถือเป็นกิจกรรมที่แสนจะสุนทรียะเช่นกันค่ะ

Outdoor
เด็กๆ ควรมีกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนอกจากสุขภาพของพวกเขาจะดีจากการได้เล่นแล้ว คุณยังสามารถใช้กิจกรรมกลางแจ้งสร้างสุนทรียะให้เขาได้ด้วย

  • ชวนเจ้าตัวเล็กรังสรรค์ผลงานจากธรรมชาติเพื่อธรรมชาติสิคะ
    เช่น ทำกระบะขนาดพอเหมาะจากวัสดุไม้ เพื่อใส่อาหารนก หรือผลไม้น่าอร่อยอย่างเช่น ผลกล้วยสุก กับแอปเปิ้ลสีแดงสวยผ่าซีก สำหรับเจ้ากระรอกน้อย หรือคุณนกที่บินร่อนอยู่บริเวณนั้น
  • กระชับอารมณ์ด้วยเสียงแสนละมุน
    เสียงอันไพเราะแสนละมุน ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี เสียงสายลมเย็นๆ หรือน้ำเสียงหวานๆ ของคุณจะช่วยกล่อมเกลาให้เจ้าหนูไม่มีอารมณ์ที่หมองมัวได้ด้วยนะคะ
  • สายลมกับกระดิ่งลมของหนู
    ยามกระดิ่งต้องลมดังกรุ๊งกริ๊ง เป็นเสียงที่เสนาะหูใช่มั้ยล่ะคะ ลองให้เด็กๆ เลือกซื้อหรือประดิษฐ์กระดิ่งลมตามสไตล์ของเขาเอง พร้อมกับเลือกมุมแขวนกระดิ่งด้วยตัวเองสิคะ รับรองว่าเจ้าหนูต้องร้อง “ว้าว!… เสียงกระดิ่งลมของหนูเพราะจัง” ชัวร์
  • เก้าอี้ดนตรีคึกคัก
    ภาพการเคลื่อนไหวยึกยักไปมาเพื่อหาจังหวะแย่งเก้าอี้ของเด็กๆ โดยมีเสียงทำนองเพลงที่เด็กๆ คัดสรรเองกับมือ จะช่วยให้เสียงหัวเราะแห่งความสุขเบ่งบานได้ไม่ยากค่ะ แถมเกมนี้ยังสร้างให้เด็กๆ มีหัวใจนักกีฬาด้วยนะคะ
  • กระชับรักด้วยศิลปะชิ้นงาม
    ชวนเด็กๆ มาสร้างสรรค์ศิลปะจากธรรมชาติ โดยปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เฉดสีจากปลายพู่กัน ปลายดินสอสี ถ่ายทอดความงามและความรู้สึกในใจผ่านงานศิลปะชิ้นงามกันค่ะ
  • ให้เด็กๆ สังเกตการณ์เคลื่อนไหวของเจ้าปลาน้อยที่แหวกว่ายในสายน้ำ แล้วถ่ายทอดภาพความงดงามนั้นผ่านรูปวาด หรือแต่งเรื่องราวจากเจ้าปลาน้อยก็ได้นะคะ
  • ชวนเด็กๆ ไปศึกษาพื้นผิวของเปลือกไม้ หรือใบไม้รอบๆ
    บ้านดูสิคะว่ามีความงามที่แตกต่างกันอย่างไรบ้างนะ เพียงนำกระดาษไปทาบผิวคุณต้นไม้แล้วใช้สีระบายเก็บไว้เป็นตัวอย่างค่ะ

สนุกและมีความสุขกับกิจกรรมกันแล้ว อย่าลืมกล่าวชื่นชมผลงานจากทุกกิจกรรมของเจ้าตัวเล็กด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเพื่อกระชับความรักของกันและกันด้วยนะคะ เชื่อสิ ความทรงจำนี้จะตรึงใจเด็กๆ ไปนานแสนนานเลย

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kids and School

10 เคล็ดลับ สร้างมารยาทบนโต๊ะอาหารให้วัยเยาว์

เรื่อง : เมธาวี ภาพ กองภาพ

การรู้จักมารยาทบนโต๊ะอาหารของเด็ก ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักการอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานการมีนิสัยที่ดี
Rosanne Thomas ประธานที่ปรึกษาด้านมารยาทบนโต๊ะอาหารและทักษะการดื่มในเด็ก จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอสตัน ได้ทดลองโดยให้คนในครอบครัว พ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย มากินอาหารร่วมกัน และแสดงพฤติกรรมดี ๆ บนโต๊ะอาหารให้เด็ก ๆ ดูเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าเด็ก ๆ จะสังเกตพฤติกรรมเหล่านั้นและสามารถทำตามได้เอง โดยใช้เคล็ดลับ 10 ข้อค่ะ ซึ่งแม้ว่าจะออกไปทางมารยาทแบบตะวันตก แต่เด็กไทยเรียนรู้ไว้ก็ไม่เสียหายนะคะ

  1. ผู้ชายควรแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ด้วยการดึงเก้าอี้ออกมาให้ผู้หญิงนั่งก่อน แล้วจึงไปนั่งที่ตนเอง
  2. เจ้าบ้านเป็นผู้นำก่อน เมื่อเจ้าบ้านหยิบผ้าเช็ดปากวางลงบนตัก ผู้ร่วมโต๊ะจึงเริ่มหยิบผ้าเช็ดปากของตนเอง และเมื่อเจ้าบ้านหยิบส้อม ผู้ร่วมโต๊ะก็สามารถหยิบส้อมของตนเองได้
  3. บอกเด็ก ๆ ว่ายังไม่เริ่มกินจนกว่าสมาชิกบนโต๊ะจะได้รับการเสิร์ฟครบทุกคน
  4. ขนมปังและเนยวางอยู่ด้านซ้าย ฉีกเป็นชิ้นเล็กพอกินแล้วทาเนยพอประมาณ
  5. เมื่อจะส่งอาหารจานหนึ่งไปรอบ ๆ ให้ส่งไปทางด้านขวา
  6. หากจำเป็นต้องลุกจากโต๊ะอาหารโดยยังกินไม่อิ่ม ให้วางมีดและส้อมเป็นรูปตัววีกลับหัว
  7. ไม่ควรหั่นอาหารชิ้นหนึ่งให้หมดภายในครั้งเดียว แต่ให้หั่นทีละ 1-2 ชิ้น กินหมดแล้วค่อยหั่นใหม่
  8. เวลาหยิบแก้วน้ำที่เป็นทรงก้านยาว ให้จับบริเวณฐานของแก้ว หรือช่วงลำต้นของก้านแก้ว
  9. เมื่ออิ่มแล้วให้วางมีดและส้อมลงบนจาน โดยเฉียงไปยังตำแหน่ง 10.00 น.
  10. ในช่วงแรก เด็กอาจทำถูกบ้างผิดบ้าง ให้เขาได้ลองทำแล้วทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างก่อน เขาจะเริ่มแก้ไขความผิดพลาด โดยดูตัวอย่างจากพ่อแม่ แล้วจะเริ่มทำได้เองค่ะ

ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับวัฒนธรรมการกินอาหารที่บ้านดูนะคะ ช่วยให้ลูกเรียนรู้มารยาทบนโต๊ะมากขึ้นค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : kapook.com

รอบรู้เรื่อง “นอน” ของเจ้าตัวน้อย

ความสำคัญของการนอนของเจ้าตัวเล็กนั้น มีผลต่อการเติบโตต่อร่างกาย เพราะการนอนหลับจะมีฮอร์โมนเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมากระตุ้นให้ร่างกายเติบโต ใยประสาทจะเชื่อมโยงกับเซลล์ จึงทำให้สมองเติบโตด้วย ฉะนั้นเจ้าตัวเล็กที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็จะเป็นเด็กที่อารมณ์ดี เรียนรู้ได้มากแต่การนอนหลับของเจ้าตัวเล็กตามธรรมชาตินั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างที่เราเห็นนาฬิกาในสมอง จะกำหนดให้เจ้าตัวเล็กได้พักผ่อนตลอดเวลาของการนอนจริง ๆ ก็ต่อเมื่อได้หลับรวดเดียวประมาณเดือนที่ 6 ขึ้นไปแล้ว

พ.ญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่าเด็กทารกมีการนอนหลับไม่สนิทโดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ของชีวิต ซึ่งจะมีการเคลื่อนไหวของนัยตาอย่างรวดเร็วว่า Rapid eye movement สลับกับการหลับเงียบสนิทที่เรียกว่า Quiet sleep หรือ Non-rapid-eye-drop movementจึงทำให้บางครั้งนอนดิ้น ส่งเสียงครวญครางแต่ยังตื่นไม่เต็มที่ คุณไม่ควรเข้าไปอุ้มหรือให้กินนม เพราะจะเป็นการไปปลุกให้เด็กซึ่งกำลังหลับในช่วงหลับไม่สนิทให้ตื่นขึ้น แทนที่จะหลับต่อไปได้อีก

ข้อมูลจากหน่วยกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า พฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน โดยสามารถแจกแจงให้เห็นชัดเจนดังต่อไปนี้

  • 0 – 3 เดือน การหลับและตื่นของทารกแรกเกิดมักจะเฉลี่ยเท่า ๆ กันทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เจ้าตัวเล็กจะนอนหลับวันละประมาณ 20 ชม. ต่อวัน แต่ในช่วงแรกมักจะนอนกลางวันมากกว่ากลางคืน มีเวลาตื่นที่ไม่แน่นอน การนอนอาจเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์และ จะปรับตัวมานอนตอนกลางคืนมากกว่าได้เองในไม่ช้า
  • 3 – 6 เดือน เจ้าตัวเล็กจะหลับกลางวันน้อยลง นอนกลางคืนมากขึ้น โดยจะหลับรวดเดียวไปจนถึงเช้า ไม่ตื่นมากินนมตอนกลางคืนเหมือนก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องปลุก ให้เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นมาดูดนมหรือกลัวว่าจะหิว เพราะเขาได้กินนมไว้เต็มที่แล้วค่ะ ความต้องการนอนในช่วงนี้จะลดลงเป็น 15-16 ชม.
  • 6 – 12 เดือน ส่วนใหญ่จะสามารถนอนหลับได้นานรวดเดียวในเวลากลางคืน โดยจะไม่ตื่นมาดูดนมกลางคืนอีก ส่วนกลางวันก็จะหลับเป็นช่วงสั้น ๆ วันละ 2 ครั้ง รวมเวลาหรือความต้องการนอน 13-14 ชม.

เมื่อเด็กโตขึ้นระยะเวลาของการหลับสนิทก็จะเพิ่มขึ้นจาก 50% ไปจนถึง 70-80% ของระยะเวลาการนอนหลับทั้งหมด ทำให้รอบของการหลับมีความคล้ายคลึงกับผู้ใหญ่คือ หลับได้นานขึ้นแต่ระยะเวลาของการหลับสนิทก็ยังสั้นกว่าผู้ใหญ่อยู่ดี ซึ่งถ้ามีอะไรมาทำให้เด็กตื่นระหว่างการนอน ก็จะทำให้เด็กกลับไปหลับต่อเนื่องจากเดิมได้ยาก ทำให้เกิดปัญหา เช่น พอเจ้าตัวเล็กตื่นกลางดึกแล้วจะไม่ยอมนอนต่อ จะลุกขึ้นมาเล่นบางรายเมื่อถึงเวลานอนแล้วจะไม่ยอมนอน เป็นต้น

การหาสาเหตุหรือที่มา ของปัญหาเหล่านี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจเจ้าตัวเล็กและ หาวิธีแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เพราะการที่เจ้าตัวเล็กนอนยากหรือ นอนไม่ได้นานส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากสภาพกาย และสภาพจิตของเจ้าตัวเล็ก ดังนี้

  1. นอนกลางวันมากเกินไป เจ้าตัวเล็กที่นอนกลางวันมาก ๆ กลางคืนก็จะตาสว่าง เพราะไม่ง่วงจึงไม่ยอมนอน
  2. ไม่สบาย บางทีเป็นสัญญาณเตือนว่าเจ้าตัวเล็กอาจเริ่มเป็นไข้หวัด ตัวร้อน หรืออาจเกิดจากความไม่สบายตัว เช่น อากาศร้อนหรือหนาวเกินไปหรือแน่นท้อง เป็นต้น
  3. ไม่ได้ออกกำลัง ครอบครัวที่ทะนุถนอมเจ้าตัวเล็กมากจนเกินไป ไม่ค่อยปล่อยให้เด็กได้เล่น โดยเกรงว่าจะได้รับอันตรายทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน จึงหลับยากกว่าเจ้าตัวเล็กที่ได้เล่นสนุกจนเหนื่อย จึงหลับได้ง่ายและทำให้หลับได้สนิทกว่า
  4. ชดเชยเวลา คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับเจ้าตัวเล็ก จึงพยายามชดเชยให้กับเขาในเวลาที่กลับมาบ้านตอนค่ำ ทำให้เลยเวลานอนจนเจ้าตัวเล็กตาแข็งนอนไม่หลับ
  5. มีสิ่งรบกวน เช่น ผู้ใหญ่ในบ้านดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุในห้องนอน แสงและเสียง จะทำให้เจ้าตัวเล็กนอนไม่หลับได้
  6. กังวลหรือหวาดกลัว เจ้าตัวเล็กที่ถูกขู่ว่าจะถูกทิ้ง เช่น มีน้องใหม่ ขู่ว่าตุ๊กแกจะมากินตับหรือถ้าไม่ยอมนอนจะให้ผีมาหลอก ฯลฯ การดูทีวีที่โลดโผนก่อนนอนอาจทำให้เขาฝันร้ายและสะดุ้งตื่นบ่อย ๆ
  7. แปลกที่ การย้ายที่นอน เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่นอนไม่หลับเวลานอนแปลกที่ พ่อแม่พาไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้ว พักที่โรงแรมเจ้าตัวเล็กบางคนไม่ยอมนอนร้องกลับบ้าน จนพ่อแม่บางคนต้องยอมขับรถพาลูกกลับบ้านก็มี แต่ที่ถูกต้องควรปลอบโยนให้กำลังใจ ให้เขาปรับตัวได้ในที่สุด

ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไขกันไม่ได้ถ้าคุณมีความรักและ ความเข้าใจเป็นสายใยในครอบครัว การรู้จักธรรมชาติของภาวะการปรับตัวของทารก โดยเฉพาะพฤติกรรมของเจ้าตัวเล็กแต่ละขวบวัย การรู้ที่มาของการนอนน้อยลง การนอนไม่หลับ หลับยากขึ้น จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีอย่างมีสติและ เชื่อว่าสามารถลดความเครียดทั้งของเจ้าตัวเล็กและของคุณได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : BABY’S DIGEST
ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : พัฒนาการเด็ก

จัดกระเป๋าสัมภาระของทุกคนในครอบครัวอย่างไรขึ้นเครื่องให้ผ่านฉลุย

ไม่ง่ายเลยกับการต้องเดินทางไปทั้งครอบครัวโดยมีเจ้าตัวเล็กไปด้วย เราไม่สามารถเตรียมตัวหรือขาดเดาอะไรล่วงหน้าได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น และสิ่งไหนที่สำคัญบ้างกับเจ้าตัวน้อย เรามีคำแนะนำดีๆให้เป็นแนวทางค่ะ

1. จองตั๋วและเช็คเวลาเดินทางตรวจสอบสภาพอากาศ
จัดการจองตั๋วและเช็คเวลาออกเดินทางให้เรียบร้อย ตรวจสอบสภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ เพื่อจะได้เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสม

2. รถเข็นเด็กควรจะเป็นรถเข็นที่น้ำหนักเบา เข็นขึ้นเครื่องได้ถึงหน้าประตูทางเข้า  สะดวกในการพับ-กางเก็บ

>>>เพิ่มเติม คลิ๊กเลย : http://bit.ly/รถเข็นเด็ก-Aprica-Magical-Air-Plus-Highseat

3. เป้อุ้มเด็กอย่าลืมพกเป้อุ้มเด็กไปด้วย เพราะเป้อุ้มเด็กเป็นตัวช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการพาเจ้าตัวเล็กเที่ยวได้ไม่น้อย ถ้าเป็นเด็กแรกเกิดควรเลือกที่สามารถปรับนอนได้

>>>เพิ่มเติมคลิ๊ก : http://bit.ly/Haenim9-เป้อุ้มเด็ก

4. ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลงปัจจุบันมีทั้งแบบสเปรย์แป้ง โลชั่น หรือสติ๊กเกอร์ สำหรับป้องกันยุงและแมลงไม่ให้มารบกวน ที่สามารถใช้ได้ทุกคนในครอบครัว ควรเลือกแบบที่ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิวอันบอบบางของลูกน้อย

5. ที่นอนระบายอากาศ ที่นอนเพื่อสุขภาพ ใช้สำหรับปูทับกับที่นอนของที่พักอีกที เพื่อช่วยลดภาวะการขาดหายใจเวลานอนคว่ำหน้า และระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น ลูกน้อยนอนได้สบายกว่า

6. กระเป๋าคุณแม่ กระเป๋าคุณแม่จะมีช่องใส่ของได้อย่างเป็นสัดส่วน จุของได้มาก มีช่องแยกสำหรับใส่ผ้าอ้อม นมผง ทิชชูเปียกถุงเก็บความร้อน

7. ยาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ยารักษาโรคประจำตัว ยาทาแผล ครีมทาฟอกช้ำบวม ยาทาแมลงกัดต่อย พลาสเตอร์ปิดแผล ยาใส่แผลสด สำลี ผ้าพันแผล และยาลดไข้ ควรเตรียมไปด้วยทุกทริปยาทาแก้คัน แก้แมลงสัตว์กัดต่อย ยาแก้ปวดลดไข้ ยาที่ลูกจำเป็นต้องใช้กรณีมีโรคประจำตัว เพื่อความปลอดภัยควรติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลา แม้จะไม่มีอาการเจ็บป่วยแต่สิ่งที่บอกไปข้างต้น แต่ละสายการบินอาจมีกฏระเบียบการนำของขึ้นเครื่องบินที่ไม่เหมือนกัน ทางเรารวบรวมข้อมูลจากสายการบินชั้นนำต่างๆมาให้แล้วค่ะ ควรตรวจสอบก่อนเดินทาง เพราะความไม่รู้ อาจจะทำให้เกิดปัญหา จนทำให้การเดินทางต้องติดขัดก็ได้ค่ะ

การบินไทย

การบินไทย

– สัมภาระถือขึ้นเครื่อง
นอกเหนือจากสัมภาระที่ผู้โดยสารสามารถฝากเข้าใต้เครื่องแล้ว ผู้โดยสารแต่ละท่านสามารถถือสัมภาระขึ้นเครื่องได้หนึ่งชิ้น ความยาวไม่เกิน 56 เซนติเมตร (22 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 45 เซนติเมตร (18 นิ้ว) ความหนาไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) ซึ่งขนาดนี้รวมล้อ มือจับและกระเป๋าด้านข้างแล้ว น้ำหนักสัมภาระถือขึ้นเครื่องจะต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม (15 ปอนด์) ทั้งนี้ผู้โดยสารจะต้องวางกระเป๋าไว้บนตู้เก็บเหนือศีรษะหรือใต้เบาะของตน เอง

ผู้โดยสารสามารถนำพาสิ่งของต่อไปนี้ขึ้นเครื่องได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
– กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าของสุภาพสตรี ความยาวไม่เกิน 37.5 เซนติเมตร (15 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) ความหนาไม่เกิน 12.5 เซนติเมตร (5 นิ้ว) ซึ่งทั้งสามมิตินี้รวมกันจะต้องไม่เกิน75 เซนติเมตร (30 นิ้ว) และน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม (3.3 ปอนด์)
– เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคและเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเข้าข่ายนี้ด้วยเช่นกัน
– ไม้เท้า (ไม้ค้ำยัน) ที่ใช้โดยผู้โดยสารที่มีอายุ ผู้โดยสารที่ป่วยและผู้โดยสารที่มีความทุพพลภาพ
– กล้องหรือกล้องส่องทางไกลเล็ก
– อาหารเด็กเล็ก
>>>เพิ่มเติมคลิ๊ก : http://www.thaiairways.co.th/th_ … mation/Baggage.page

bangkok Airwayบางกอกแอร์เวย์

– สัมภาระถือขึ้นเครื่อง
สัมภาระจำนวน 1 ใบ ตามชนิดของเครื่องบิน ดังนี้
เครื่องบินแบบ ATR72 อนุญาตสำหรับสัมภาระขนาด 44x28x23 เซนติเมตร น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม
เครื่องบินแบบ Airbus 319 อนุญาตสำหรับสัมภาระขนาด 56x36x23 เซนติเมตร น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม
เครื่องบินแบบ Airbus 320 อนุญาตสำหรับสัมภาระขนาด 56x36x23 เซนติเมตร น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม
>>>เพิ่มเติมคลิ๊ก : http://www.bangkokair.com/tha/pages/view/baggage

nok Air

นกแอร์

– สัมภาระติดตัวขึ้นเครื่อง
ตามปกติผู้โดยสารแต่ละคนจะได้รับอนุญาตให้นำสัมภาระตามมาตรฐานที่ไม่ ต้องลงทะเบียนมายังห้องโดยสารได้ 1 ใบ โดยนับเป็นกระเป๋าถือติดตัวขึ้นเครื่อง ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และ มีขนาด36 x 56 x 23 เซนติเมตรตามข้อบังคับการบินของบริษัทฯ สัมภาระที่นำขึ้นเครื่องจะต้องมีขนาดพอดีกับพื้นที่ใต้ที่นั่งด้านหน้า หรือพอดีกับช่องเก็บของในห้องโดยสาร วัตถุที่บริษัทฯ ระบุว่ามีน้ำหนักหรือขนาดเกินกำหนดจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำไปยังห้องโดยสาร
>>>เพิ่มเติมคลิ๊ก : http://www.nokair.com/contents/j … fo/th-TH/index.html

Thai smile

ไทยสมายล์

– สัมภาระติดตัวขึ้นเครื่อง
ผู้โดยสารสามารถนำกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 1 ชิ้น โดยมีขนาดรวมของความกว้าง ความยาว และความสูง ไม่เกิน 115 เซนติเมตร หรือ 44.85 นิ้ว (56 x 46 x 25 เซนติเมตร หรือ 21.5 x 18 x 9.75 นิ้ว) และมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม (15.4 ปอนด์) หากกระเป๋าของผู้โดยสารมีขนาดเกินกว่าที่กำหนด ต้องนำกระเป๋าใบนั้นไปเช็คอินที่หน้าเคาน์เตอร์ก่อนออกเดินทาง
>>>เพิ่มเติมคลิ๊ก : http://m.thaismileair.com/th/Faq/BEFORE-YOU-FLY/

Air Asia

แอร์เอเชีย

– สัมภาระติดตัวขึ้นเครื่อง
ผู้โดยสารแต่ละคนจะมีสิทธิ์พกพาของได้หนึ่งชิ้น และ/หรือ กระเป๋าโน้ตบุ๊ก 1 ใบ หรือ กระเป๋าถือ 1 ใบ เข้าห้องโดยสารของเครื่อง ของแต่ละชิ้นต้องมีขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร และห้ามหนักเกิน 7กิโลกรัม เมื่อรวมกับสัมภาระพกพาแล้ว นอกจากนี้ สัมภาระดังกล่าวควรจะสามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าท่านหรือช่องเก็บของ เหนือหัวได้

อนุญาตให้ใส่สิ่งของต่อไปนี้ไว้ในสัมภาระพกพาได้
ยา – ในปริมาณที่เหมาะสมกับการเดินทางของท่าน เช่น ชุดยาแก้เบาหวาน.
อาหารทารก – ครีมและของเหลวที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง.

เครื่องสำอางที่ไม่ใช่ของเหลว – ก้อนระงับกลิ่นกาย ลิปสติก ผงรองพื้น.
อาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์สด/แช่แข็ง – ต้องแพ็คมาอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ สำหรับสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องที่มีขนาด และ/หรือ น้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด จะต้องนำไปโหลดลงใต้ท้องเครื่อง และเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามที่แต่ละสายการบินกำหนด

ในส่วนของเหลว เจล และสเปรย์ ที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้นั้น ถูกกำหนดโดยสนามบินแต่ละแห่ง สำหรับสนามบินในประเทศไทยมีการกำหนดไว้ดังนี้

มาตรการจำกัดปริมาณของเหลว เจล และสเปรย์ ขึ้นเครื่องบิน
– ของเหลว เจล และสเปรย์ทุกชนิด ต้องบรรจุในภาชนะที่มีขนาดความจุไม่เกิน 100 มิลลิลิตร สำหรับภาชนะที่เกิน 100 มิลลิลิตร แม้จะบรรจุของเหลว เจล และสเปรย์ เพียงเล็กน้อย ก็ไม่สามารถ นำขึ้นเครื่องได้
– ภาชนะทั้งหมดต้องใส่รวมไว้ในถุงพลาสติกใสซึ่งเปิด-ปิดผนึกได้ โดยถุงพลาสติกใสต้องมีขนาดไม่เกิน 1ลิตร
– ผู้โดยสารสามารถนำถุงพลาสติกใสขึ้นในห้องโดยสารได้เพียงคนละ 1 ถุง เท่านั้น และต้องแยกออกจากสัมภาระติดตัวอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเมื่อถึงจุดตรวจค้น
– ของเหลวที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ นม และ อาหารสำหรับเด็กทารกในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงยาที่มีเอกสารกำกับชัดเจน
– ของเหลว เจล และสเปรย์ ที่ซื้อจากร้านค้า ปลอดอากร (Duty free shops) ที่สนามบินหรือบนเครื่องบิน ต้องบรรจุในถุงพลาสติกใสปิดผนึกปากถุง ไม่มีร่องรอยการเปิดปากถุง และมีหลักฐานแสดงว่าได้ซื้อ ณ วันที่เดินทาง และควรตรวจสอบข้อมูลจากร้านค้าปลอดอากรก่อนซื้อสินค้า

***รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก : http://www.airasia.com/th/th/baggage-info/cabin-baggage.page

สิ่งของต้องห้าม

สิ่งของต้องห้ามในการนำขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโหลดใต้ท้องเครื่อง และการติดตัวขึ้นเครื่อง คืออาวุธและวัตถุอันตราย ดังนี้

  1. วัตถุระเบิด เช่น ดอกไม้เพลิง ดินปืน ระเบิด ฯลฯ
  2. ก๊าซอัด เช่น ก๊าซน้ำตา ไฟแช็ก ฯลฯ
  3. วัตถุไวไฟ เช่น น้ำมันไฟแช็ก เชื้อเพลิงแข็ง สีน้ำมัน ไม้ขีดไฟ ฯลฯ
  4. วัตถุเป็นพิษ เช่น สารกำจัดแมลง สารหนู ฯลฯ
  5. วัตถุออกซิไดซ์ เช่น แอมโมเนียไนเตรท แคลเซียมเปอร์ออกไซด์ ฯลฯ
  6. วัตถุกัมมันตภาพรังสี เช่น ธาตุยูเรเนียม ฯลฯ
  7. วัตถุกัดกร่อน เช่น แบตเตอรี่ที่บรรจุสารกัดกร่อน น้ำกรด ปรอท ฯลฯ
  8. อาวุธปืนและเครื่องกระสุนทุกชนิด ฯลฯ
  9. อาวุธโดยสภาพ เช่น มีด สนับมือ ดาบ ทวน กระบอง รวมถึงวัตถุแหลมคมทุกชนิด
  10. สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ปืนไฟแช็ก ระเบิดไฟแช็ก ปืนเด็กเล่น ฯลฯ
  11. สัตว์มีพิษหรือสัตว์ดุร้าย สัตว์ขนาดใหญ่ สัตว์สงวน
  12. อื่นๆ เช่น แมเหล็ก น้ำแข็งแห้ง

Cradit Photo : Emagtravel.com

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างถูกต้อง ได้ที่

Baby Gift Showroom 10 สาขา ใกล้บ้าน
หรือช่องทางออนไลน์ :

   

สินค้าที่เกี่ยวข้อง